อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 221 ซุน และ จิวต้าว (2)
ตอนที่ 221
จิวต้าว นอกจากจะลิ้นแข็งเอ่ยอะไรไม่ออกแล้ว หลังศีรษะด้านชาราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่ากลางกระหม่อม ใบหน้ายับย่นจนแทบจำภายลักษณ์เดิมไม่ได้ ใช้ความพยายามอย่างมากที่จะเอ่ยวาจาออกมา ทว่าก็ยังสำลักคำพูดตนเอง เพราะไม่อาจสรรหาคำพูดในมาโต้แย้งชายหนุ่มตรงหน้านี้ได้
และในที่สุด คนสนิทข้างกายของ จิวต้าว ก็จดจำใบหน้าของ ซุน ได้แล้ว ถึงกับสูดลมหายใจลึกและสะกิดบอกกับชายชราด้วยใบหน้าที่ตื่นตะหนก... “ทะ…ท่านราชันย์ยาจก ข้าจำชายหนุ่มคนนี้ได้แล้ว แท้จริงเจ้านี่ก็คือ แมวสวรรค์ ซุน แห่งสายลมประจิม อัจฉริยะรุ่นเยาว์คนใหม่ที่ชนะเลิศศึกประลองใหญ่รุ่นเยาว์ของเมืองหลวง และยังเป็นผู้เอาชนะ เฉียงตงฟาง แห่งพรรคมังกรฟ้า ได้อีกด้วย!!
“!!!!!!!!!!” เสียงของคนสนิทข้างกาย จิวต้าว แม้มิได้เอ่ยดังมากนัก แต่ทุกคนในที่ประชุมต่างก็เป็นถึงระดับยอดฝีมือ ต่างก็ได้ยินคำพูดเหล่านั้นอย่างชัดเจน... แน่นอนว่าความแข็งแกร่งของอัจฉริยะผู้เยาว์ อาจจะเทียบไม่ได้กับยอดฝีมือชั้นแนวหน้าในยุทธภพ แต่ตำแหน่งนี้มันกลับเป็นสิ่งที่ใช้การันตีความโชติช่วงชัชวาลในภายภาคหน้าได้เป็นอย่างดี!!
กล่าวได้ว่ายอดฝีมือระดับสูงสุดในยุทธภพ เทพปรมาจารย์ และจอมราชันย์ หรือแม้แต่ เทพราชันย์ ทั้งหมดในยุทธภพ ทุกยุคทุกสมัย จากจำนวนกว่า 9 ใน 10 คน ล้วนแล้วแต่โดดเด่นและเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ กันมาก่อนทั้งสิ้น!! นั่นจึงทำให้ตำแหน่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ถูกจับตามองจากทุกขุมกำลัง ราวกับเป็นหน่ออ่อนแห่งยอดฝีมือในภายภาคหน้า…
“แมวสวรรค์ งั้นหรือ!!” จิวต้าน เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็จดจำขึ้นมาได้ในทันที ม้ามืดที่เขย่าคลอนการแข่งขันในวังหลวง และพลิกความคาดหมายของทุกคนเมื่อเดือนก่อน ทันทีที่มองกลับไปยังชายหนุ่มตรงหน้าแล้ว ก็เป็นคนเดียวกันจริง ๆ แตกต่างก็เพียงสีผมและพื้นฐานลมปราณที่เคยได้ยินมาเท่านั้น
กังจื่อหราน ถึงจะไม่ใช่คนในทวีปพยัคฆ์ขาว แต่ก็ทราบดีว่าตำแหน่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาครองกันง่าย ๆ การที่สามารถสร้างชื่อได้แต่อายุยังน้อยเช่นนี้ คือสิ่งยืนยันความสามารถที่เที่ยงตรงที่สุด ชายชราเผยรอยยิ้มที่มุมปากขึ้นมาอย่างอดไม่ได้…
“สมแล้ว ที่เป็นผู้สืบทอดของพี่ใหญ่…”
ซุน ยังเคยเผยแววตาเด็ดเดียวออกมา ทว่าในใจก็ยังเต้นระส่ำอยู่น้อย ๆ เมื่อเห็นอากัปกิริยาของแต่ละคนในที่ประชุมแล้ว ก็มั่นใจว่ากำลังเอนเอียงเข้าทางตน… ตีเหล็กหากไม่ตีตอนยังร้อน จะสร้างอาวุธที่ทรงพลังได้ยังไง!! ชายหนุ่ม คิดเช่นนี้แล้วก็หยิบเอาแผ่นป้ายที่มีตราสัญลักษณ์ของพรรคเซียนประทานออกมา
แน่นอนว่า ซุน ไม่รู้ถึงความสำคัญของแผ่นป้ายนี้ แต่เมื่อครู่ก็ได้ยิน จิวต้าว พลั้งปากเรื่องแผ่นป้ายประกาศิตของพรรคออกมา ถึงจะไม่เข้าใจนักว่ามันสำคัญแค่ไหน แต่ดูจากชื่อเรียกและการให้ความสำคัญแล้ว ก็มั่นใจว่าสิ่งนี้ย่อมไม่ธรรมดา
ซุน ยกชูป้ายแสดงขึ้น ก่อนจะหันมองไปยัง จิวต้าว อีกครั้ง…
“ท่านราชันย์ยาจก… หากข้าล่วงเกินท่านด้วยคำพูดและวาจาก่อนหน้านี้ ข้าคงต้องขออภัย ข้ามิได้มีเจตนาจะหมิ่นเกียรติหรือจงใจหักหน้าท่านในที่ประชุม… ทว่าสำหรับข้าแล้ว เหล่าซือ เปรียบเสมือนบิดาอีกคน ดังนั้นข้าจึงไม่อาจยินยอมให้ผู้ใดหมิ่นเกียรติของบิดาได้…
โดยพื้นฐานข้าเชื่อว่าท่านนั้นคือหนึ่งในราชันย์ที่พรรคเซียนประทานภาคภูมิใจ มิเช่นนั้นผู้ติดตามรอบกายของท่าน คงไม่เลือกที่จะอยู่ฝั่งท่านแม้จะอยู่ต่อหน้า ผู้นำพรรคเฉกเช่นผู้อาวุโสกัง สิ่งนี้คือเครื่องยืนยันว่าทุกคนเชื่อถือการตัดสินใจของท่านเป็นอย่างมาก
ที่ท่านปฏิเสธในการช่วยเหลืออาจารย์ข้า นั่นก็คงเป็นเพราะท่านห่วงใจความมั่นคงของพรรคเซียนประทานจริง ๆ ข้าไม่กล้าพูดว่านั่นคือความคิดที่ถูกหรือผิด ข้าอาจจะเอาแต่ใจตนเองไปบ้าง แต่ข้าก็เป็นหนึ่งในคนที่ให้ความเคารพต่อพรรคเซียนประทานเช่นเดียวกัน…”
ซุน ตวัดมือเบา ๆ ป้ายประกาศิตก็บินลอยไปยัง จิวต้าว ในทันที… ชายชราเบิกตากว้างก่อนจะจับคว้าไว้ ไม่เข้าใจในการกระทำของ ซุน แม้แต่นิดเดียว… “เจ้าหมายความว่ายังไง?!”
“ไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น แผ่นป้ายนั้นในเมื่อพวกท่านอยากได้มันกลับคืน ข้าก็ยินดีมอบคืนให้ เชื่อว่าอาจารย์ข้าก็คงมีเจตนาเดียวกัน เพียงแค่ไม่มีโอกาสได้กระทำเท่านั้น… ส่วนแผนที่ฐานลับ ข้าจะคืนให้ท่านอาวุโสกังเช่นเดียวกัน… มีเพียงตำราวิถีแห่งเซียนเมรัย ที่ข้าไม่อาจยกให้ผู้ใดได้ เพราะข้าได้สลักอักษรเลือดลงไปแล้ว ถือว่าเป็นผู้สืบทอดอย่างถูกต้อง…
สิ่งที่ข้าควรจะพูดก็มีเพียงแค่นี้ ต่อให้พวกท่านไม่มีใครยื่นมือช่วยเหลือ ข้าก็ตั้งใจจะไปช่วยอาจารย์ให้ได้อยู่ดี… ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ตั้งฐานลับศัตรู” ซุน เอ่ยวาจาหนักแน่นสายตาเด็ดเดี่ยว ประสานมือโค้งตัวให้กับทุกคนรอบทิศทาง จากนั้นก็เดินออกจากวงล้อมที่ประชุมด้วยท่าทีองอาจห้าวหาญ
ท่วงท่าการเดินของ ซุน เป็นไปด้วยความเชื่องช้า ครุ่นคิดในใจ…
‘ข้าลงทุนทำขนาดนี้… หากยังปล่อยให้ข้าจากไป ก็ใจไม้ไส้ระกำเกินไปแล้ว!!’
จิวต้าว จับจ้องป้ายประกาศิต ด้วยความอึ้งงัน ตามกฎของพรรคเซียนประทาน ป้ายนี้มีอำนาจเทียบเท่าผู้นำ ใครถือป้ายก็เสมือนผู้นำมาเอง… ด้วยแผ่นป้ายนี้ จะทำให้ จิวต้าว มีสถานะเทียบเคียง กังจื่อหราน ได้ในทันที…
เหล่าขอทานคนอื่น ๆ ที่ร่วมประชุม ต่างก็สัมผัสได้ว่าชายหนุ่มผู้นี้มีปณิธานที่แน่วแน่เป็นอย่างมาก ทั้งที่สามารถใช้ป้ายประกาศิตออกคำสั่งเองได้แท้ ๆ แต่กลับเลือกส่งมอบให้กับ จิวต้าว ที่มีความเห็นไม่ตรงกัน เพื่อแสดงความจริงใจ… ผนวกกับถ้อยวาจาที่ฉะฉานก่อนหน้านี้ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ทุกคนเผยแววตาเลื่อมใสออกมาอย่างมิได้ตั้งใจ…
จิวต้าว ใบหน้าได้แสดงความรู้สึกที่สลับซับซ้อนออกมาอย่างถึงที่สุด… กังจื่อหราน เองก็นิ่งเงียบ เฝ้ารอการตัดสินใจของ จิวต้าว เช่นเดียวกันโดยไม่เอ่ยทักท้วง… มันจึงยิ่งทำให้ราชันย์ยาจก จิตใจหนักอึ้งขึ้นมาทุกชั่วขณะ หลังกดฟันแนบแน่นขึ้น ก็แผดเสียงออกไป
“ช้าก่อน!!”
ซุน หยุดกึกทันที รีบหันกลับมาดวงตาใสแจ๋ว
ราวกับเฝ้ารอให้อีกฝ่ายเรียกขานตนอยู่ก่อนแล้ว…
จิวต้าว ทอดถอนหายใจยาวพรืดหนึ่ง มีท่าทีคล้ายปลดปลง เอ่ยพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงที่เศร้าอาดูร... “นั่นสินะ อาจเป็นข้าเองที่หูตาฝ้าฟางเกินไป สรุปไปเองจากความรู้สึกส่วนตัว ทั้งที่ยังไม่ได้ยินมันจากปากของเจ้า…เหยาหมิง”
กังจื่อหราน ได้ยิน จิวต้าว เอ่ยเช่นนั้น ก็เผยรอยยิ้มยินดีขึ้นมา รีบถลึงตามองไปยัง ซุน…
“ไอหนู… ยังไม่รีบกลับมานั่งอีก!! ไม่อยากอยู่รวมแผนการงั้นหรือ!!”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็รวดเร็วดุจสายลม กลับมานั่งยังที่เดิมด้วยท่าทีหน้าชื่นตาบาน... ก่อนที่ กังจื่อหราน จะยกมือขนาดใหญ่วางลงบนศีรษะของ ซุน และขยี้เบา ๆ ด้วยความเอ็นดู…
“อะไรเจ้าก็ดีหมด ทั้งพื้นฐานและไหวพริบ… ขาดก็แต่สัมมาคารวะนี่แหละที่ต้องปรับปรุง คราวหน้าคราวหลังหัดใช้คำพูดที่มันดีกว่านี้หน่อย จิวต้าว ถึงจะเห็นเป็นนั้น แต่แท้จริงแล้วก็เป็นหนึ่งในคนที่สนิทกับพี่ใหญ่ เหยาหมิง มากที่สุด เรียกได้ว่าเป็นสหายที่ตายแทนกันได้เลยเชียวล่ะ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ข้าต้องไว้หน้า และให้ความเคารพนับถือต่อ จิวต้าว ด้วยเช่นกัน…” กังจื่อหราน เอ่ยปากเนิบนาบทั้งรอยยิ้มชรา…
“ห๋า?!” ซุน อ้าปากค้างหลังได้ยินเช่นนั้น หากบอกว่า จิวต้าว และ เหยาหมิง เคยเป็นศัตรูคู่แข่งกันมาก่อนยังทำใจเชื่อได้ง่ายยิ่งกว่า…
กังจื่อหราน เห็นอีกฝ่ายดูอยากรู้อยากเห็น ก็เอ็นดูราวกับ ซุน เป็นหลานชายคนหนึ่ง จึงยอมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ด้วยการใช้เสียงผ่านกระแสลมปราณ เพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกคนอื่น ๆ ในที่ประชุม รับรู้เรื่องนี้ไปด้วย…
“ในอดีต เหยาหมิง และ จิวต้าว เป็นสหายร่วมรบกันมาช้านาน แม้ จิวต้าว จะมีฝีมือที่ด้อยกว่า แต่ก็มักจะติดตาม เหยาหมิง ไปยังทุกหนทุกแห่ง กระทั่งนิ้วก้อยที่เสียไปนั้น ก็มาจากเหตุผลที่เคยช่วย เหยาหมิง เอาไว้ในอดีตเช่นเดียวกัน…
ทว่าเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ในตอนที่ เหยาหมิง จากไปนั้น… ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดบอกกัน จิวต้าว แม้แต่คำเดียว หายไปในกลีบเมฆโดยที่ไม่ยอมอธิบายอะไรเลย… นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ จิวต้าว รู้สึกราวกับถูกทรยศต่อความรู้สึก ทั้งที่หาก เหยาหมิง เอ่ยปากเพียงคำเดียว ข้าก็เชื่อว่า จิวต้าว ในตอนนั้น ก็คงพร้อมจะออกจากยุทธภพไปกับ เหยาหมิง ด้วยเช่นนี้…
ซึ่งมาถึงตอนนี้ข้าเองก็พอจะเข้าใจแล้วว่า เหยาหมิง คงไม่อยากให้ จิวต้าว เสี่ยงอันตรายไปพร้อมกับตน และอยากให้ จิวต้าว เป็นเสาหลักที่ค้ำจุนพรรคเซียนประทานต่อไปเสียมากกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เลือกจะจากไปโดยไม่อธิบายเหตุผลอะไร…”
ซุน เมื่อได้ยินเหตุผลแท้จริงทั้งหมด ก็เผยสีหน้ารู้สึกผิดขึ้นมาทันที… เวลานี้ ซุน ได้เข้าใจแล้วที่ จิวต้าว มีความรู้สึกต่อต้าน และเรียก เหยาหมิง ว่าคนทรยศจนติดปาก ทั้งหมดเกิดจากความรู้สึกที่สูญเสียสหายที่เคยเชื่อมั่น แม้จะผ่านมาร่วมสามสิบกว่าปีความรู้สึกเช่นนั้นก็ยังไม่เจือจาง
ชายหนุ่ม จึงตัดสินใจลุกยืน เดินตรงไปหา จิวต้าว ประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ มิต่างกับการทำความเคารพนอบน้อมต่อผู้อาวุโส… “ผู้เยาว์ขออภัยที่ล่วงเกิน…”
จิวต้าว แค่นเสียงหัวเราะเบา ๆ
“ไม่เลย… เจ้าช่วยเตือนสติข้าไว้ต่างหาก”
จิวต้าว โยนแผ่นป้ายประกาศิต คืนให้กับ ซุน อีกครั้ง…
“หากอยากจะให้ป้ายนั้นกับข้า… ก็ให้อาจารย์ของเจ้า นำมามอบมันให้กับข้าด้วยตนเอง ถึงเวลานั้นข้าค่อยตัดสินใจอีกครั้งว่าจะรับหรือไม่รับ…”
ซุน ได้แต่ยิ้มรับ สัมผัสได้ถึงสายใยแห่งความสัมพันธ์ระหว่าง จิวต้าว และอาจารย์ของตนที่ยังมิได้ขาดสะบั้นสมบูรณ์ ลึก ๆ ในใจ ซุน ก็อยากให้ทั้งสองได้กลับมาร่ำสุราด้วยกันอีกสักครั้ง เกิดเป็นความเลื่อมใสที่มีต่อ จิวต้าว ไปอีกขั้น…
เหล่าสมาชิกคนอื่น ๆ ย่อมเข้าใจในบรรยากาศ เมื่อ จิวต้าน ซุน และ กังจื่อหราน มีความเห็นเป็นทิศทางที่ตรงกัน การประชุมครั้งนี้จึงเริ่มเข้าสู่ใจความสำคัญของแผนการทันที… หากกล่าวถึงกลยุทธเช่นนี้ ซุน ก็ไม่กล้าออกความเห็นอะไรมากนัก ได้แต่ฟังและวิเคราะห์อย่างเงียบ ๆ
จิวต้าว และ กังจื่อหราน สมเป็นระดับผู้นำ มองวิเคราะห์แผนการได้อย่างตรงจุด บ่งชี้จุดอ่อนและการเคลื่อนไหวแลกเปลี่ยนความคิดอย่างสนิทใจ ทำให้แผนการมีความรัดกุมมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีโอกาส ซุน ก็ยังออกความเห็นสำคัญ เรื่องที่ เตียมู่หยง ก็อยากเข้าร่วมแผนการครั้งนี้เช่นกัน
คราแรก กังจื่อหราน ที่ไม่รู้จัก เตียมู่หยง เป็นการส่วนตัวก็มีความลังเล… แต่เมื่อ จิวต้าว ซึ่งเป็นคนในทวีปพยัคฆ์ขาว ย่อมรู้จักมักคุ้นกับ เตียมู่หยง เป็นอย่างดี ได้ให้การยืนยันว่า เตียมู่หยง ผู้นี้เป็นคนที่น่าเชื่อถือมาก ผนวกกับการที่เป็นคนดูแล ซุน มาตลอดเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมาด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ กังจื่อหราน เชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น จึงยินยอมให้ เตียมู่หยง เข้าร่วมแผนครั้งนี้ด้วย
ซุน จึงรีบติดต่อไปยัง เตียมู่หยง ทันที…
แต่ทว่า การติดต่อกลับทำไม่ได้…
“เกิดอะไรขึ้น?! สัญญาณหยกสื่อสารถูกปิดกั้นงั้นหรือ?!” ชายหนุ่ม กดหัวคิ้วลงต่ำรู้สึกถึงความน่ากังวลบางอย่าง…
จิวต้าว เผยแววตาสงสัย จึงเอ่ยถาม ซุน ว่าก่อนจะมาที่ฐานลับแห่งนี้ ได้พบเจอเหตุการณ์อะไรแปลก ๆ มาหรือไม่… ซุน ก็ได้อธิบายไปตามตรงเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกจับตามองตั้งแต่เหยียบเข้าเมืองใต้สวรรค์ และยังมีมือปราบจำนวนหนึ่งไล่ติดตาม…
จิวต้าว ที่ได้ยินเช่นนั้น ก็เผยสีหน้าถมึงทึงขึ้นมา…
“หรือจะเป็นฝีมือ เจ้าเมืองใต้สวรรค์ เทียนหนานจง?! อันที่จริงเจ้าเมืองใต้สวรรค์ ถึงจะมีความเป็นไปได้ที่น้อยมาก แต่ก็มันเคยติดอยู่ในรายชื่อผู้ที่มีโอกาสเป็นหนึ่งในแกนนำของ กลุ่มมังกรทองเช่นเดียวกัน…”
“อะไรนะ!!” ซุน เบิกตาโพลงขึ้นทันที
…………………………………………………