อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 222 เมืองใต้สวรรค์
ตอนที่ 222
หลังจากส่งสมาชิกขอทานคนหนึ่ง ออกไปสำรวจยังจุดที่ เตียมู่หยง น่าจะเฝ้ารออยู่ตามที่ ซุน ได้บอกไว้ ที่นั่นก็พบร่องรอยการต่อสู้เล็กน้อย แต่กลับไร้วี่แววของ เตียมู่หยง… เมื่อรายงานเรื่องนี้กลับไปยังที่ประชุม ก็ทำให้สีหน้าของ ซุน ไม่สบายใจขึ้นไปอีกขั้น ลุกยืนขึ้นตั้งใจจะออกไปตามหา เตียมู่หยง ด้วยตนเอง…
ทว่า กังจื่อหราน กลับห้ามปรามเอาไว้…
“เจ้าออกไปไม่ได้… ลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าเองก็ถูกจับตามองอยู่ ไม่อาจเพ่นพ่านในเมืองใต้สวรรค์แห่งนี้… ข้าเชื่อว่า เตียมู่หยง น่าจะยังปลอดภัยดี เพราะหากคิดจะจับกุมยอดฝีมือชนชั้นราชันย์ ไม่มีทางที่ร่องรอยการต่อสู้จะมีแค่เล็กน้อย ถ้าเมืองนี้จะถูกทำลายไปสักส่วนยังไม่นับว่าน่าแปลกใจ…
การที่ร่องรอยมีเพียงน้อยนิด นั่นแปลว่า เตียมู่หยง น่าจะไหวตัวทันและหลบหนีไปได้เสียมากกว่า… และหากเป็นศัตรูที่ทำให้ เตียมู่หยง เลือกที่จะหลบหนี หากเจ้าเข้าไปเผชิญหน้าตรง ๆ จะต่างอะไรกับฝุ่นผงเบื้องหน้าศัตรู ดีไม่ดีจะถูกจับไปใช้เป็นตัวประกันเพื่อบีบบังคับ เตียมู่หยง เสียด้วยซ้ำ…”
ซุน เมื่อได้ยินคำทัดทาน ก็ฉุกคิดได้เช่นกัน ทว่าลึก ๆ ก็ยังไม่สบายใจนัก… ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน เมื่อทางพรรคเซียนประทานได้แจ้งไปยังขอทานทั้งเมืองที่มีอยู่นับพันให้ช่วยกันสอดส่อง เกิดเป็นวังวนข่าวสาวที่รวดเร็วเป็นอย่างมาก ระหว่างสมาชิกขอทานในสังกัดพรรคเซียนประทานทั้งหมด
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็มีสมาชิกคนหนึ่งติดต่อกลับเข้ามา ว่าได้รับจดหมายจากชายชราแปลกหน้าที่มีรูปพรรณสัณฐานตรงกับ เตียมู่หยง ตามรายงาน ซึ่งชายชราดังกล่าวหลังจากวางจดหมายลงที่กะลาขอทานพร้อมกับเหรียญเงิน 16 เหรียญ ชายชราผู้นั้นก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว… สมาชิกพรรคคนดังกล่าวเห็นถึงความไม่ชอบมาพากล นั่นจึงทำให้ยังไม่กล้าเปิดจดหมายที่ถูกส่งมา…
กังจื่อหราน และ จิวต้าว ถึงกับหันมองหน้ากัน เผยแววตาเลื่อมใส…
“สมกับเป็น เตียมู่หยง จริง ๆ เหรียญเงินที่ถูกนำใส่ในกะลาจำนวนต่าง ๆ คือคำสั่งลับที่จะรู้กันภายในพรรคเซียนประทานของเรา และเหรียญเงิน 16 เหรียญ ก็หมายถึงการส่งต่อข้อความสำคัญไปยังเบื้องบน... การที่ เตียมู่หยง ล่วงรู้คำสั่งลับเหล่านี้ด้วย แปลว่าเป็นคนที่มีภูมิความรู้และไหวพริบที่ไม่ธรรมดา จดหมายนี้ก็สามารถมาถึงมือพวกเราได้จริง ๆ”
ซุน รู้สึกใจชื้นมาระดับหนึ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น รีบเปิดจดหมายดังกล่าวด้วยตนเอง… เนื้อความภายในได้บอกรายละเอียดว่า เตียมู่หยง ถูกยอดฝีมือจำนวนหนึ่งติดตาม และยังเป็นมือปราบของทางการอีกด้วย จึงไม่อาจลงมือต่อสู้หากยังไม่แน่ชัดในเรื่องราว
หนึ่งในจำนวนยอดฝีมือเหล่านั้น ยังมีผู้เชี่ยวชาญปราณวายุ ทำให้สามารถสร้างขอบเขตรบกวนการสั่งสัญญาณของหยกสื่อสารได้อีกด้วย… เตี่ยมู่หยง ที่เห็นว่า ซุน เงียบหายไปนานโดยไม่ติดต่อเข้ามา ก็พอจะมั่นใจได้ว่าคงปลอดภัยแล้วในการเข้าไปยังฐานลับพรรคเซียนประทาน ดังนั้น เตียมู่หยง จึงตัดสินใจดึงยอดฝีมือเหล่านั้นให้ติดตามตนเองออกไป เพื่อเปิดทางสะดวกให้กับ ซุน และ พรรคเซียนประทานได้เคลื่อนไหว…
ซึ่ง เตียมู่หยง ก็ได้ตัดสินใจว่าจะลองสืบหาความจริง เรื่องที่ว่าเพราะอะไรมือปราบของทางการเหล่านี้ถึงเฝ้าจับตามองอยู่ และหากสามารถสืบรู้ความจริงทั้งหมดได้แล้ว จะรีบหาทางติดต่อกลับมาอีกครั้ง… ลายมือที่เขียนในจดหมาย ซุน ย่อมจดจำได้ว่าเป็นลายมือของ เตียมู่หยง จริง ๆ ซึ่ง ซุน เคยได้เห็นมาหลายครั้งแล้วในช่วงที่อยู่สำนัก…
กังจื่อหราน และ จิวต้าว ก็เห็นเนื้อความเหล่านั้นเช่นกัน…
“อืม… นี่อาจจะเป็นการดีสำหรับพวกเราก็ได้ เจ้าเมืองใต้สวรรค์ เทียนหนานจง น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มมังกรทองไม่มากก็น้อย… มิเช่นนั้น ฐานลับของกลุ่มมังกรทอง คงไม่มาตั้งใกล้กับเขตเมืองใต้สวรรค์พื้นที่รกร้างแห่งนี้” ราชันย์ยาจกเอ่ยขึ้น
กังจื่อหราน พยักหน้าเห็นพ้องเบา ๆ
“ถูกต้อง… หากใครคิดจะบุกฐานลับกลุ่มมังกรทอง อย่างไรก็จำต้องผ่านเมืองใต้สวรรค์แห่งนี้ ฉะนั้นมันก็เปรียบเสมือนหูตาของกลุ่มมังกรทอง ที่จะเฝ้าจับตามองยอดฝีมือคนใดก็ตามที่ผ่านเข้ามาในเมือง หากใครน่าสงสัยก็จะรีบเข้าไปเล่นงานทันที… ดังนั้นการที่ เตียมู่หยง ดึงดูดความสนใจของเจ้าเมือง เทียนหนานจง และมือปราบในเมือง ย่อมทำให้พวกเราเคลื่อนไหวกันได้สะดวกมายิ่งขึ้น”
ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็ขมวดคิ้วมุ่นเผยสีหน้ากังวลขึ้นมา…
“แล้วแบบนี้จะไม่เป็นอันตรายกับ ผู้อาวุโสเตีย งั้นหรือ?!”
จิวต้าว ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาทันที…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! รู้หรือไม่ ว่าเจ้ากำลังหวาดกลัวว่าพยัคฆ์จะได้รับบาดเจ็บในดงสุนัข!! ชายที่ชื่อว่า เตียมู่หยง ผู้นั้นคือผู้ที่ถูกขนานนามว่า เทพกระบี่ เชียวนะ!! ถึงแม้ว่าชายผู้นั้นจะยังเป็นชนชั้นราชันย์ แต่ความแข็งแกร่งก็เข้าขั้นราชันย์ไร้พ่าย ฝีมือห่างจากชนชั้นจักรพรรดิเพียงเส้นขนที่ขวางกั้น
ยอดฝีมือหลายคนในทวีปพยัคฆ์ขาวต่างลงความเห็นว่า ทันทีที่ เตียมู่หยง บรรลุได้ถึงระดับพื้นฐานชนชั้นจักรพรรดิ ลมปราณสีส้มขั้นที่ 7 เมื่อนั้นตำแหน่ง เทพปรมาจารย์ จะต้องถูกสั่นคลอนอย่างแน่นอน!! ในทวีปพยัคฆ์ขาวยอดฝีมือที่เอาชนะ เตียมู่หยง ได้ คงมีไม่เกิน 10 คนเท่านั้น เจ้าคิดว่าคนแบบนั้นจะถูกเล่นงานได้ง่าย ๆ งั้นหรือ?!”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับสูดลมหายใจลึก แม้จะทราบว่า เตียมู่หยง นั้นมีฝีมือล้ำลึก แต่เพราะ ซุน ยังไม่รู้จักยอดฝีมือเป็นวงกว้างเท่าที่ควร จึงไม่อาจชี้ชัดความแข็งแกร่งของแต่ละคนได้ ซึ่งจากคำพูดของ จิวต้าว ก็ทำให้เข้าใจกระจ่างมากขึ้น ว่าถึงแม้ยอดฝีมือแต่ละคนจะมีพื้นฐานลมปราณที่เท่าเทียม แต่ก็ยังมีความแข็งแกร่งที่แตกต่างกันออกไป…
“เอาล่ะ!! เช่นนั้นพวกเราก็เตรียมเคลื่อนพล!! หุบเขาสายลมสวรรค์ห่างจากที่นี่ราวห้าร้อยลี้ หากเดินทางเต็มกำลังคงใช้เวลาไม่เกิน 3 วัน พวกเราจะออกเดินทางกันทันทีในอีกหนึ่งชั่วยาม!!” กังจื่อหราน ประกาศกล้าขึ้นเผยแววตามุ่งมาด
ซุน แม้จะเป็นกังวลเกี่ยวกับ เตียมู่หยง อยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่า เตียมู่หยง น่าจะสามารถเอาตัวรอดได้… “ผู้อาวุโสเตีย ขอให้ปลอดภัยด้วยเถอะ…”
………………………………………………
เขตทิศเหนือ หัวเมืองใต้สวรรค์…
มือปราบกองกำลังหนึ่ง กำลังไล่กวด เตียมู่หยง โดยพยายามยัดเยียดข้อหาบางอย่าง ซึ่งแน่นอนว่าเหตุผลที่มือปราบเหล่านี้ยังสามารถติดตาม เตียมู่หยง อยู่ได้นั้น เป็นเพราะเจตนาของชายชราที่จงใจชะลอท่าร่างให้ช้าลงเพื่อดึงดูดเจ้าหน้าที่เหล่านี้ให้พัวพันกับตนเอง…
ผนวกกับการปกปิดพื้นฐานลมปราณที่แท้จริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ รอบกายแผ่รัศมีชนชั้นลมปราณสีเหลืองออกมาเท่านั้น ซึ่งหากอีกฝ่ายมิได้มีพลังอยู่ในระดับชนชั้นราชันย์ ก็ไม่มีทางมองเห็นการปิดกั้นพื้นฐานของ เตียมู่หยง ในเวลานี้
เขตทิศเหนือ ก็ยังเป็นเขตใกล้กับตำหนักของเจ้าเมืองใต้สวรรค์อีกด้วย เห็นได้ชัดว่านี่มิใช่การหลบหนีโดยไร้จุดหมาย… ถึงแม้ว่า เตียมู่หยง จะไม่มีข้อมูลมากเท่ากับที่พรรคเซียนประทานได้สืบค้นมา แต่ชายชราก็มีไหวพริบมากพอที่จะคาดเดาเรื่องราวบางส่วนได้ จากที่เหล่ามือปราบไล่ติดตามเช่นนี้…
“เจ้าเมืองใต้สวรรค์ เทียนหนานจง ถือเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง มิเช่นนั้นคงไม่สามารถปกครองเมืองรกร้างแห่งนี้ได้อย่างเด็ดขาด หากจำไม่ผิดน่าจะเป็นชนชั้นราชันย์ระดับกลาง พื้นฐานลมปราณสีส้มขั้นที่ 5 แล้วก็ยังมียอดขุนพลผู้ติดตามเป็นคนสนิท นามว่า กัวอี้เจิน ที่เป็นยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 5 ด้วยเช่นกัน ทั้งคู่เป็นสองยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองนี้…
แต่เพราะเมืองใต้สวรรค์แห่งนี้มีความร่ำรวยจากการส่งออกแร่ธาตุหายาก ทำให้ เทียนหนานจง ถือเป็นผู้มั่งคั่งระดับต้น ๆ ของทวีปพยัคฆ์ขาว ความน่ากลัวของชายผู้นี้มิใช่พลังฝีมือ แต่เป็นศาสตราวิเศษและยุทธภัณฑ์มากมายที่ครอบครอง อีกทั้งยังมีข่าวลือว่า เทียนหนานจง ได้เลี้ยงสัตว์อสูรแท้ระดับสูง เอาไว้สำหรับต่อสู้อีกด้วย ดูท่างานนี้จะตึงมืออยู่พอสมควร…”
เตียมู่หยง พึมพำกับตนเองในจิตสำนึก พลางวิ่งวนไปรอบ ๆ เขตทิศเหนือ เพื่อฉุดดึงความสนใจของเหล่ามือปราบให้มารวมตัวกันมากที่สุด ทั้งยังคอยสอดส่องหาช่องทางที่จะบุกเข้าไปยัง ตำหนักเจ้าเมืองโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวอีกด้วย
รัศมีโดยรอบเกิดกระแสลมปราณแปรปรวน คอยรบกวนสัญญาณของหยกสื่อสารให้ไม่อาจใช้งานได้ ทั้งหมดเป็นฝีมือของหัวหน้ามือปราบคนหนึ่งที่ดูจะโดดเด่นที่สุด เอกลักษณ์ปราณวายุที่แผ่ล้น ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง…
“จับตัวมันไว้ให้ได้!! เจ้านั่นพยายามหลบหนีการจับกุม เป็นบุคคลต้องสงสัย!! หากใครช่วยเหลือการจับกุม จะมีรางวัลให้อย่างงาม!!”
เหล่ามือปราบพยายามตะโกนเสียงดังยัดเยียดความผิดให้กับชายชรา ทั้งยังเสนอรางวัลนำจับทำให้ยอดฝีมือพเนจรรอบ ๆ พื้นที่ ดวงตาเปล่งประกายขึ้นมา… มีหลายคนเกิดความละโมบพยายามจะเข้ามาหยุดยั้งชายชรา ทว่าใครก็ตามที่จะเข้ามาขัดขวางตรงหน้า จะต้องเผชิญเข้ากับสายตาคมกริบของ เตียมู่หยง ที่จ้องมองกลับไป…
ความรู้สึกของบรรดายอดฝีมือที่ถูกชายชราจ้องมอง ราวกับมีภาพมายาของกระบี่ที่แหลมคม พุ่งผ่านร่างตัดขั้วหัวใจ!! แม้ทั้งหมดจะเป็นเพียงภาพมายาที่เกิดขึ้น แต่มันก็ราวกับเป็นเรื่องจริงจนยากจะแยกแยะ ทุกคนล้วนยิ่งนิ่งใบหน้าซีดเผือด บางส่วนยังถึงขั้นหมดสติจนล้มทั้งยืน
สายตาของ เตียมู่หยง ทรงพลังเทียบเท่ากระบี่มายา ทั้งหมดล้วนเกิดจากเจตจำนงแห่งกระบี่ ที่บรรลุถึงขึ้นไร้กระบี่ ทำให้ร่างกายของตนเองเปรียบเสมือนกระบี่วิเศษเล่มหนึ่ง… สายตาคือกระบี่มายา ลมหายใจคือกระบี่วายุ ลมปราณรอบกายคือกระบี่ลมปราณนับไม่ถ้วน แม้ไม่ต้องถือกระบี่ในมือ แต่ทุกสิ่งรอบตัวของ เตียมู่หยง กลับแฝงเร้นไว้ด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่…
ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เหล่ามือปราบที่ติดตามเริ่มหน้าถอดสี แม้แต่บรรดายอดฝีมือโดยรอบเวลานี้ ก็ไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปขวางกั้นเส้นทางของชายชราผู้นี้แล้ว… ในขณะที่เหล่ามือปราบทั้งหมดกำลังตกอยู่ในความสิ้นหวัง ไร้หนทางจะสกัดกั้นชายชราตรงหน้า
จู่ ๆ ก็ได้ปรากฏเงาดาบขนาดมหึมา แหวกผ่าห้วงนภาอากาศตกลงมาจากท้องฟ้า!! เตียมู่หยง หดนัยน์ตาแคบลงทันที ก่อนจะตวัดมือออกไปเกิดเป็นกระบี่สีคราม 7 เล่มพวยพุ่งเข้าปะทะหักล้าง ทันทีที่เกิดการปะทะของพลังทั้งสองสาย รังสีดาบและกระบี่ล้วนกระจัดกระจายออกไปในรัศมีหลายร้องจั้ง บ้านเรือนในละแวกล้วนเต็มไปด้วยร่องรอยของมีคม แม้แต่มือปราบที่ด้อยฝีมือบางส่วน ก็ยังไม่อาจทนต่อรังสีดาบและกระบี่เหล่านี้ได้ ขาดใจตายไปถึง 3 คน…
นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวพลังของการปะทะเท่านั้น…
แต่มันเป็นการปะทะ ในระดับชนชั้นราชันย์!!
เตียมู่หยง หดนัยน์ตาแคบ เหลือบมองขึ้นไปบนท้องฟ้า… เวลานี้มีชายร่างใหญ่สวมเกราะยุทธภัณฑ์ครบเครื่อง ยืนอยู่บนหลังของค้างคาวยักษ์สีดำตัวหนึ่ง ในมือของชายผู้นี้ถือดาบใหญ่ ลักษณะไม่ต่างจากเงาดาบที่ฟาดฟันมาเมื่อครู่
“หลงนึกว่าสุนัขชราที่ไหน มาวิ่งเล่นอยู่ในเขตปกครองดูแลของข้า… ที่แท้ก็เป็นรองเจ้าสำนักสายลมประจิม เทพกระบี่ เตียมู่หยง… นับว่าเจ้านั้นกล้ามากที่มาก่อความวุ่นวายที่นี่!!” เสียงของชายร่างใหญ่กังวานดังดุจฟ้าร้อง เหล่ามือปราบทั้งหมดต่างก็ถอยกรูดกันทันทีเผยแววตาหวาดกลัวยำเกรง
เตียมู่หยง ใบหน้าเรียบเฉย มองตรงไปยังอีกฝ่าย…
“ขุนพลเหล็ก กัวอี้เจิน…”
……………………………………………………..