อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 223 เทพกระบี่ เตียมู่หยง
ตอนที่ 223
สองยอดฝีมือเผชิญหน้ากันในกลางเมือง… แน่นอนว่าหากเกิดการปะทะที่นี่ความเสียหายย่อมมีเป็นวงกว้าง อย่างน้อยรัศมี 10 ลี้ ก็อาจถึงขั้นเสียหายใหญ่หลวง… กล่าวได้ว่านี่เป็นความได้เปรียบอย่างหนึ่งของ เตียมู่หยง เนื่องด้วยขุนพลเอกของเมืองอย่าง กัวอี้เจิน ย่อมต้องไม่อยากให้เมืองย่อยยับ
แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นเพียงการคาดคะเน หากอีกฝ่ายมีจิตใจอำมหิตไม่สนใจชีวิตหรือความเสียหายของชาวเมือง ก็ย่อมนับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง… ทั้งที่นี่ก็ยังเป็นเขตปกครองของ กัวอี้เจิน ซึ่งมีกำลังทหารและมือปราบมากมายนับไม่ถ้วนเป็นกำลังเสริม หาก เตียมู่หยง ประมาทก็อาจไม่มีชีวิตรอดกลับไปเช่นเดียวกัน…
“กัวอี้เจิน… ข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรในการมาเยือนที่นี่ แต่มือปราบของเจ้าพยายามยัดเยียดความผิดให้กับข้าต่างหาก...” ชายชรา ต้องการความชัดเจนของอีกฝ่ายขึ้นอธิบายออกไป
“หากไม่ผิดไยต้องหลบหนี?! อีกทั้งสำนักสายลมประจิม กับเมืองใต้สวรรค์ ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรต่อกัน เจ้าที่อยู่เมืองหลวงจะมายังที่ห่างไกลเช่นด้วยเหตุผลอะไร?!” ขุนพลเหล็ก กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดัน
“ข้ามิได้มาในนามของสำนักสายลมประจิม แต่ข้ามาที่นี่พร้อมกับศิษย์สำนัก พวกเรามีธุระที่จะไปฝึกฝนยังเขตรกร้างด้านนอกเมือง ที่นี่มีกฎห้ามพวกเราผ่านเมืองด้วยงั้นหรือ?!”
กัวอี้เจิน หดนัยน์ตาแคบ หันมองไปยังมือปราบรอบด้านส่งสายตาเป็นสัญญาณเล็กน้อย มือปราบทั้งหมดต่างก็พากันออกจากพื้นที่ทันที ทั้งยังดูเหมือนว่าจะขับไล่ผู้ไม่เกี่ยวข้องออกไปทั้งหมดเสียด้วยซ้ำ ราวกับกำลังจัดเตรียมพื้นที่สนามรบ
เตียมู่หยง กดหัวคิ้วต่ำ…
“ทำไมเมืองใต้สวรรค์ ถึงทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ พวกเจ้าเองก็อยู่ภายใต้สังกัดดูแลของราชวงศ์ไป๋หู่เช่นเดียวกับหัวเมืองอื่น ๆ และสำนักสายลมประจิม อย่าบอกนะว่าพวกเจ้ากำลังทำเรื่องที่คิดทรยศเป็นกบฏต่อราชวงศ์?!”
กัวอี้เจิน ได้ยินเช่นนั้นกลับแผดเสียงหัวเราะออกมา…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! กบฏงั้นหรือ เจ้าอย่าพยายามใส่ความข้าจะดีกว่า แต่ต่อให้ใช่ แล้วมันจะยังไงเล่า?! ในเมื่อศพไม่สามารถนำเรื่องนี้ไปบอกกับผู้ใดได้!!”
กัวอี้เจิน เผยจิตสังหารและธาตุแท้ว่าต้องการปิดปาก เตียมู่หยง แม้ว่าพื้นฐานลมปราณของ กัวอี้เจิน จะด้อยกว่าหนึ่งขั้น ทว่าด้วยยุทธภัณฑ์และอาวุธอักขระระดับสูง ที่มากถึง 6 ชิ้นทั่วร่าง ก็ย่อมต้องเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ!!
เงาดาบหลายเล่มถูกฟาดฟันลงมาจากท้องฟ้าอีกครั้ง!! พลานุภาพสยบสะท้านฟ้าสะเทือนดิน เพียงแค่รังสีศาสตรายังทำให้บ้านเรือนในรัศมีถูกผ่าแยกแตกสลาย… เตียมู่หยง ดวงตาเจิดจ้าขึ้น วาดมือออกไปในความว่างเปล่า ศาสตราประจำกายพลันเผยโฉม บินถลาออกมาจากแหวนมิติ เพียงแต่จิตวิญญาณแห่งกระบี่ที่แผ่ซ่าน ยังทำให้ชั้นบรรยากาศโดยรอบสั่นคลอนพร่าเลือน
“จิตวิญญาณแห่งกระบี่ต้องสาปโบราณ… กระบี่จันทราสีเงิน!!”
แสงสีเงินสาดประกายขึ้น เดิมทีกระบี่เล่มนี้ถือเป็น 1 ใน 9 จิตวิญญาณแห่งศาสตราต้องสาปในสุสานแห่งศาสตรา แข็งแกร่งจึงเทียบเท่ากระบี่ทองไร้เอกลักษณ์(ตอนที่ 129)… แต่ด้วยความที่ เตียมู่หยง ได้นำกระบี่โบราณเล่มนี้กลับไปบูรณะซ่อมแซม ทั้งยังใช้งานกระบี่เล่มนี้มาหลายสิบปี จนสัมพันธ์ของผู้ใช้และจิตวิญญาณแห่งกระบี่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์ อำนาจของมันจึงเหลือล้ำยิ่งกว่า กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ ที่ ซุน ถือครองอย่างไม่อาจนำมาเปรียบวัด
พริบตาที่กระบี่ถูกดึงออกมา เตียมู่หยง เหยียบนิ้วชี้และนิ้วกลางออกจากกำปั้น หันชี้ไปยังท้องฟ้า จิตวิญญาณแห่งกระบี่จันทราสีเงินก็พลันกู่ร้อง ระเบิดพลังมหาศาลออกมาจนกลายเป็นเงามายาของดวงจันทร์ขนาดย่อม บดทำลายเงาดาบทุกเล่มบนท้องฟ้าให้แตกสลายพังทลาย
ตูม!!
เสียงกัมปนาทสะท้านฟ้าดินดังก้องขึ้น ในรัศมีหลายสิบลี้ผู้คนต่างพากับอกสั่นขวัญแขวน หนีตายกันอย่างจ้าละหวั่น แสงจากดวงจันทร์มายาที่สาดส่องออกไป ล้วนแฝงเร้นไว้ด้วยจิตวิญญาณและเจตจำนงแห่งกระบี่ ทุกอย่างถูกกวาดล้างโจมตี เหนือล้ำสมกับเป็นพลังชนชั้นราชันย์ขั้นสูงสุด ขาดอีกเพียงครึ่งก้าวสู่ชนชั้นจักรพรรดิ!!
กังอี้เจิน ม่านตาขยายสั่นไหว แม้แต่ค้างคาวยักษ์สัตว์อสูรพาหนะชนชั้นลมปราณสีเหลือง ยังบาดเจ็บสาหัสเพียงแค่แสงจันทรากระทบร่าง รู้สึกเหมือนถูกกระบี่นับร้อยเล่มเสียงแทงเรือนกาย ทำให้ตกลงสู่พื้นดิน
ชุดเกราะยุทธภัณฑ์ตลอดร่างของ กังอี้เจิน สั่นสะเทือนราวกับหวาดผวา เกิดรอยกระบี่มากมายนับไม่ถ้วนบนยุทธภัณฑ์เหล่านั้น ทั้งที่ เตียมู่หยง ระเบิดกระบวนท่ามาออกเพียงครั้งเดียว… ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ยาวนาน เพียงการปะทะเดียวความแตกต่างที่ราวฟ้ากับเหวก็ได้เป็นที่ประจักษ์แจ้ง
“บะ…บ้าน่า!! แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียว นี่มันไม่ใช่พลังของชนชั้นราชันย์แล้ว!!” กังอี้เจิน เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงสั่นไหว รู้สึกว่าตนเองช่างโง่เขลาสิ้นดีที่เลือกจะออกมาเผชิญหน้า และหมายปลิดชีพชายชราผู้นี้…
กระบี่จันทราสีเงิน กลับมาบินวนรอบกายของ เตียมู่หยง มองไกล ๆ ราวเป็นมังกรสีเงินที่บินวนเวียนเสริมส่งบารมีรัศมีราชันย์ไร้พ่าย ชายชราใบหน้าเรียบเฉยก้าวเดินเนืองช้าอย่างระแวดระวัง แม้จะเหนือกว่าอีกฝ่ายอยู่มากมาย แต่ก็ยังไร้ซึ่งความประมาท…
“ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า… แต่เจ้าจะต้องตอบคำถามทั้งหมดกับข้าในทุกถ้อยคำ ซึ่งหากข้าจับได้ว่าเจ้าโกหกล่ะก็อย่าคิดว่าจะจบลงแต่อาการบาดเจ็บ…” เตียมู่หยง แค่นเสียงเยือกเย็น ก่อนจะวาดแขนออกไปอีกครั้ง ปรากฏกระบี่ลมปราณ 6 สี 6 เล่ม ที่แผ่ไอกระบี่รุนแรงอย่างถึงที่สุด โผล่ออกมาจากความว่างเปล่า
นี่คือเคล็ดวิชา เทพกระบี่สายรุ้ง ที่ เตียมู่หยง บัญญัติขึ้นมาเอง ซึ่งอันที่จริงหากบรรลุขั้นสูงสุดชนชั้นเทวะ ก็คงจะมีกระบี่ได้ถึง 7 สี 7 เล่ม น่าเสียดายที่ เตียมู่หยง ในเวลานี้ยังไม่สามารถสร้างกระบี่เล่มสีแดงขึ้นมาได้ จะมีระดับสูงสุดเพียงแต่กระบี่เล่มสีส้มเท่านั้น…
กังอี้เจิน กัดฟันดังกรอด เผยแววตาแฝงโทสะกำดาบใหญ่ในมือแนบแน่น...
“โลหิตสักหยดข้าก็ยังไม่เสีย เจ้ากลับอวดดีราวกับได้รับชัยชนะไปแล้ว… จริงอยู่ที่พื้นฐานเจ้าอาจไม่ธรรมดา ทว่าที่นี่คือเมืองใต้สวรรค์ อย่าได้คิดหาญกล้าเทียบรัศมีกับท่านเจ้าเมือง เทียงหนานจง!!”
แม่ทัพเหล็กรีดเค้นพลังชนชั้นราชันย์ออกมา ดาบใหญ่ในมือเกิดเปลวเพลิงลุกโชติช่วง ความร้อนแรงแผ่ซ่านออกไปรอบรัศมี เผาไหม้ชั้นบรรยากาศจนบิดเบือนพร่าเลือน ผิวกายตลอดร่างของ กัวอี้เจิน แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานขึ้นมา… ดาบเพลิงถูกตวัดฟาดฟัน สร้างระลอกคลื่นความร้อนที่มากพอจะทำให้อากาศหายใจในรัศมีหลายร้อยจั้งถูกดูดกลืนในพริบตา เกิดเป็นทะเลเพลิงที่หลอมละลายได้ในทุกสิ่ง…
“คลื่นดาบทะเลเพลิง!!”
เตียมู่หยง เผยใบหน้าเย็นชาออกมาชี้นิ้วตรงไปเบื้องหน้า กระบี่สีม่วงเล่มที่หนึ่ง ก็สั่นไหวเปล่งรังสีศาสตราก่อนจะพุ่งทะลวงออกไปกลายเป็นแสงสีม่วง แหวกผ่าทะเลเพลิงให้แยกออกจากกัน!! กัวอี้เจิน ดวงตาเบิกโพลงขึ้นทันที สัมผัสได้ถึงวิกฤตความเป็นความตาย จากกระบี่สีม่วงที่พุ่งเข้ามาเล่มนี้!!
หลังคำรามเสียงปลุกเร้าความฮึกเหิม ก็ฟาดฟันดาบเพลิงเข้าประหัตประหาร!!
ฉัวะ!!
กระบี่ม่วงของ เตียมู่หยง นอกจากจะทำลายดาบเพลิงให้พังทลายลงแล้ว ยังเจาะทะลวงชุดเกราะอักขระ ระเบิดหัวไหล่ของ กัวอี้เจิน ส่งผลให้โลหิตสาดกระเซ็นออกมา เห็นได้ชัดว่าเกราะยุทธภัณฑ์อักขระชนชั้นลมปราณสีเหลืองที่สวมใส่ ไม่สามารถต้านทานปราณกระบี่ของ เตียมู่หยง ได้แม้แต่น้อย…
“โลหิตที่สาดกระเซ็นเมื่อครู่นั่น มันมีสักกี่หยดกันนะ?! มากพอจะทำให้เจ้ายอมตอบคำถามข้าได้หรือยัง…” เตียมู่หมง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน
กัวอี้เจิน ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ มือกุมหัวไหล่ที่บาดเจ็บสาหัส…
“บ้าเอ้ย!!”
เตียมู่หยง ไม่พูดพล่ามมากนัก เห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ก็ยกนิ้วชี้ตรงไปยัง กัวอี้เจิน อีกครั้งหนึ่ง… คราวนี้กระบี่สีครามพลันเกิดปฏิกิริยา เปล่งรัศมีน่ากลัวที่มากยิ่งกว่ากระบี่สีม่วงก่อนหน้านี้ สีหน้าของ กัวอี้เจิน บังเกิดความหวาดกลัวที่ชัดเจนยิ่งนัก ดาบในมือก็พังทลายลงแล้ว ไม่เพื่ออะไรจะใช้ต่อต้านได้อีก
เสียงแหวกอากาศของลำแสงสีครามพุ่งตรงไปยัง กัวอี้เจิน ในทันที…
ทว่าในเวลานั้นเอง จู่ ๆ ก็มี จิ้งเหลนไฟขนาดใหญ่ใบหน้าอัปลักษณ์(ซาลาแมนเดอร์) ผิวหนังราวกับถูกชโลมไว้ด้วยหินหนืดที่ร้อนแรง ใช้ความร้อนแหวกปฐพีโผล่ออกมาจากพื้นดินใจกลางเมือง ก่อนจะพ่นลูกไฟขนาดมหึมาหักล้างการโจมตีของกระบี่สีคราม เสียงตูมตามจากการระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง
เตียมู่หยง ถูกผลักดันให้ร่นถอยออกไปถึง 3 ก้าวจากการปะทะที่รุนแรงในครั้งนี้ ทั้งยังปรากฏคราบเลือดสดที่ไหลออกมาจากมุมปาก ตกตะลึงเป็นอย่างมากที่สัตว์อสูรระดับสูงได้เผยโฉมกลางเมืองใต้สวรรค์ ความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรแม้จะอยู่ในระดับเดียวกัน ก็ยังแข็งแกร่งกว่ามนุษย์หลายต่อหลายเท่า
“สัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีส้ม!!”
จากนั้นไม่นาน เงาร่างของชายชราอีกครั้งก็ได้เผยโฉมออกมา ทั้งเส้นผมและหนวดเคราล้วนเป็นสีแดงเฉกเช่นเปลวเพลิง ชุดคลุมสีแดงลวดลายเปลงเพลิงที่สวมใส่บ่งชี้สถานะที่สูงศักดิ์…
“เจ้าเมืองใต้สวรรค์ เทียนหนามจง!!”
แม้ว่า เทียนหนางจง จะเป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 5 เท่ากับ กัวอี้เจิน แต่กลับมีรัศมีที่น่ากลัวมากยิ่งกว่าอย่างชัดเจน ขาดอีกเพียงนิดเดียวก็คงเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นที่ 6 ได้แล้ว… จิ้งเหลนไฟ ยังเป็นสัตว์อสูรรับใช้ในครอบครองที่แสนล้ำค่า ถูกฝึกฝนมาเพื่อสู้รบโดยเฉพาะ
“เทพกระบี่ เตียมู่หยง งั้นสินะ… กล้ามากที่บังอาจทำลายเมืองของข้า!!”
เตียมู่หยง ขมวดคิ้วฉับลงทันที… การร่วมมือกันของ เทียนหนานจง กัวอี้เกิน ที่มีอาวุธและยุทธภัณฑ์อย่างครบเครื่อง ทั้งยังมี จิ้งเหลนไฟ สัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีส้มที่แผ่รัศมีไม่ด้อยไปกว่ายอดฝีมือชนชั้นราชันย์เช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างที่สุด
เตียมู่หยง ปาดโลหิตที่มุมปาก...
“หลงนึกว่ากบฏ จะมีแค่แม่ทัพของเมืองนี้… แต่ที่ไหนได้ กระทั่งเจ้าเมืองก็ยังคิดก่อกบฏกับราชวงศ์ไป๋หู่งั้นสินะ… เหตุใดพวกเจ้าจึงกล้าทำเรื่องเช่นนี้!!”
เทียนหนานจง หัวเราะคำรามออกมา…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เจ้ามันจะไปรู้อะไร ยุคสมัยของยุทธภพ กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง!! ตลอดหมื่นปีมานี้ หน่วยราชการแผ่นดินทั้ง 5 ครองอำนาจโดยไม่เห็นหัวผู้ใด ทว่าอีกไม่นานหลังจากที่กลุ่มมังกรทองสามารถยึดครอง พรรคมังกรฟ้า ได้สำเร็จ เป้าหมายต่อไปก็คือรวบยุทธภพให้กลายเป็นหนึ่งเดียว!!”
เทียนหนานจง หยิบเอาคบเพลิงโลหะสีแดงออกมา นี่คือศาสตราอักขระที่ผสานอาคมยกระดับ แผ่ล้นอำนาจมหาศาลแห่งเปลวเพลิงถึงขีดสุด ถือเป็นศาสตราชนชั้นลมปราณสีส้มที่หาได้ยากยิ่งของยุทธภพ มีเพียงยอดฝีมือระดับสูงสุดแต่หยิบมือเดียวเท่านั้นที่สามารถครอบครองได้…
เทียนหนานจง ชี้คบเพลิงอักขระขึ้นไปบนท้องฟ้า เปลวเพลิงหลากสีก็พุ่งขึ้นสู่ด้านบน ก่อนมันจะแตกกระจายกลายเป็นสายฝนแห่งเปลวเพลิงที่มีรัศมีโจมตีครอบฟ้าคลุมดิน หลอมละลายได้แทบจะทุกสรรพสิ่ง…
กัวอี้เจิน และ จิ้งเหลนไฟ ก็ระเบิดพลังเปลวเพลิงขนาดใหญ่พุ่งตรงเข้าใส่ เตียมู่หยง เช่นเดียวกัน!! คลื่นความร้อนและเปลวเพลิงที่ทั้งสามราชันย์ได้รวมพลังกัน เกือบจะเทียบเคียงได้กับพลังอำนาจแห่งชนชั้นจักรพรรดิ…
“ตาย!!” เทียนหนานจง คำรามเสียงพร้อมกับจิตสังหารที่รุนแรง
เตียมู่หยง สัมผัสได้ถึงวิกฤตในการโจมตีครั้งนี้ เหงื่อที่ไหลอาบระเหยกลายเป็นไอจากความร้อน… แต่ถึงกระนั้นดวงตาของชายชรา ยังแฝงเร้นไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว ไม่อาจเก็บงำพลังฝีมือที่แท้จริงได้อีกต่อไป…
กระบี่ลมปราณ 6 สี 6 เล่มหมุนวนด้านหลังราวกับกงจักรหลากสี อีกทั้งมือของ เตียมู่หยง ในเวลานี้ จากที่เคยใช้พลังควบคุมกระบี่จันทราสีเงินจากระยะไกลมาโดยตลอด ก็ได้จับกระบี่ด้วยมือตนเองเป็นครั้งแรก!!
รังสีศาสตราในตอนที่ถูกควบคุมระยะไกล เมื่อเทียบตอนที่จับกระบี่ด้วยมือแล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว… แสงสีเงินในเวลานี้มิได้มีเพียงแค่ที่ตัวกระบี่อีกต่อไป แต่มันยังทำให้ร่างของ เตียมู่หยง ถูกย้อมไปด้วยสีเงินด้วยเช่นกัน โดยมีกระบี่ 6 สีที่ยังคงหมุนวนอยู่ด้านหลัง เสริมส่งเกื้อหนุนให้รัศมีราชันย์ไร้พ่าย มีมากพอจะสยบฟ้าดินไว้ใต้เงาของกระบี่…
“อาภรณ์เทพกระบี่สีเงิน!!”
…………………………………………..
*ขออภัยในความล่าช้าครับ*