อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 224 เทพกระบี่ เตียมู่หยง (2)
ตอนที่ 224
ห่างออกไปหนึ่งร้อยลี้ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองใต้สวรรค์… ซุน และกองกำลังพรรคเซียนประทานอีกราว ๆ 50 คน ได้ออกมานอกเมืองสักระยะแล้ว ทว่ายังสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าเหนือเมืองใต้สวรรค์ได้จากที่ไกล ๆ ทั้งยังได้ยินเสียงกึกก้องที่ดังออกมา แม้แต่อณูพลังบางส่วนของการปะทะที่กระจัดกระจาย ยังเปลี่ยนแปลงคลื่นลมทุกทิศทาง
สีหน้าของ ซุน ที่มองกลับไปยังเมือง เต็มไปด้วยห่วงกังวลที่ไม่อาจตัดใจ… กังจื่อหราน ตบไหล่ของ ซุน เบา ๆ เผยแววตาให้กำลังใจ… “สถานการณ์ในเวลานี้ ข้าให้สมาชิกพรรคเซียนประทานเฝ้าจับตามองอยู่ด้วยเช่นกัน แม้จะมีการต่อสู้ปะทะที่รุนแรง แต่ เตียมู่หยง ก็ยังไม่เพลี่ยงพล้ำ จงเชื่อใจในฝีมือรองเจ้าสำนักของเจ้าสิ!”
“ถูกต้อง… คลื่นพลังที่กระจัดกระจายผ่านสายลมมานั้น เกือบทั้งหมดล้วนเป็นรังสีกระบี่ซึ่งมันเป็นพลังของ เตียมู่หยง ไม่ผิดแน่… ชายชราผู้นั้นมีพลังฝีมือและไหวพริบเป็นเลิศ หากรู้ว่าเอาชนะได้ก็คงปักหลักต่อสู้จนกว่าจะรู้ผล แต่หากเห็นโอกาสพ่ายแพ้ก็คงสามารถหลบหนีได้ทันทีเช่นเดียวกัน…
เมืองใต้สวรรค์ แม้จะมียอดฝีมืออย่าง เทียนหนานจง และ กัวอี้เจิน รักษาการณ์อยู่ ทว่าก็ยังระบุจำนวนของศัตรูได้อย่างแน่ชัดง่ายต่อการวางแผนเพื่อเคลื่อนไหวรับมือ… หากกล่าวกันตามหลักการแล้ว สถานการณ์ของพวกเราที่กำลังจะบุกเข้าไปในฐานลับศัตรูด้วยข้อมูลอันน้อยนิด แบกรับความเสี่ยงยิ่งกว่า เตียมู่หยง เสียอีก... หากมีเวลาไปห่วงผู้อื่น ก็ตระหนักถึงอันตรายของตนเองให้มากกว่านี้จะดีกว่า…” จิวต้าว กล่าวเสริมขึ้น
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็สูดลมหายใจลึก พยักหน้าแน่นหนักระเบิดท่าร่างพุ่งทะยานตรงไป และไม่หันมองกลับไปที่เมืองอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว… เตียมู่หยง ไม่ใช่คนที่ ซุน ต้องเป็นกังวลในเวลานี้ แต่เป็น เหยาหมิง ที่ถูกจับตัวไว้นานร่วมปีเสียมากกว่าที่น่าห่วงกังวล…
……………………………………..
ณ เมืองใต้สวรรค์….
“อาภรณ์เทพกระบี่สีเงิน!!”
แสงสีเงินตลอดร่างของ เตียมู่หยง ทำให้ภาพลักษณ์เปี่ยมไปด้วยรัศมีที่น่าเกรงขาม… แสงสว่างที่สาดประกายออกมาไม่ด้อยไปกว่าเปลวเพลิงรอบทิศทางที่กำลังถาโถมเข้ามา มือขวาของ เตียมู่หยง จับกระบี่จันทราสีเงินพร้อมกับวาดตวาดออกไปไม่ช้าไม่เร็ว…
“หนึ่งกระบี่”
แสงสีเงินสาดส่องเจิดจรัส ผ่าแยกเปลวเพลิงของ กัวอี้เจิน พร้อมกับปรากฏรอยฟันของกระบี่ผ่าร่างขาดสะพายแล่ง ตั้งแต่หัวไหล่ซ้ายไปจนถึงเอวด้านขวา กัวอี้เจิน ดวงตาเบิกโพรงโดยที่ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใด ๆ แม้แต่นิดเดียว รู้ตัวอีกครั้งภาพเบื้องหน้าก็ดับวูบมืดดำลงไปเสียแล้ว…
“สองกระบี่”
แสงสีเงินสายที่สอง เกิดระลอกคลื่นกระบี่ไร้ที่สิ้นสุดทะลวงผ่านกลุ่มก้อนเปลวเพลิงขนาดใหญ่ของ จิ้งเหลนไฟ ปัดเป่าความร้อนเหล่านั้นด้วยพลานุภาพที่คมกล้าสะกดข่ม ก่อนจะมีสายกระบี่นับร้อย ๆ เส้น แตกกระจายออกมาเชือดเฉือนร่างของ จิ้งเหลนไฟ จนส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนระงมดังออกมา
“สามกระบี่!!”
แสงสีเงินเหนือศีรษะของ เตียมู่หยง ได้หลอมรวมกันจนเกิดเป็นพระจันทร์เสี้ยวขนาดใหญ่ที่มีประกายแสงสีเงิน สายฝนแห่งเปลวเพลิงของ เทียนหนานจง ถูกหักล้างด้วยจำนวนของเงากระบี่หลายพันเล่ม ครอบฟ้าคลุมดินไปพร้อมกับประกายแสงสีเงินของพระจันทร์เสี้ยวที่โดดเด่น...
เทียนหนานจง ถึงกับสำลักโลหิตจากคลื่นพลังที่ถูกตีกลับย้อนคืน มือที่ถือคบเพลิงโลหะยังสั่นไหวจนมิอาจประคองศาสตราชิ้นนี้เอาไว้… ความองอาจสง่างามก่อนหน้าสูญสิ้นไปจนหมด เผยให้เห็นดวงตาที่ตื่นตะลึงเบิกโพรงด้วยความไม่อยากจะเชื่อ…
“บะ…บ้าน่า!! ต้านทานเปลวเพลิงทั้งหมด ด้วยการตวัดสามกระบี่เนี่ยนะ!! เป็นไปไม่ได้ นี่ไม่ใช่พลังระดับชนชั้นราชันย์แล้ว…” เทียนหนานจง สำลักโลหิตโซซัดโซเซไปอีกหลายก้าว หันมองไปยังซากร่างสองส่วนของ กัวอี้เจิน ที่เวลานี้ได้ไร้ซึ่งลมหายไปแล้ว ด้าน จิ้งเหลนไฟ ก็ได้รับบาดเจ็บทั่วร่างส่งเสียงร้องโหยหวน เต็มไปด้วยความหวาดกลัว…
เวลานี้ แสงสีเงินตลอดร่างของ เตียมู่หยง ค่อย ๆ ลดน้อยลงเรื่อย ๆ จวบจนเลือนหายไปในที่สุด ใบหน้าของชายชราซีดเซียวและดูแก่ชราลงไปอีกหลายปี แน่นอนว่าอาภรณ์เทพกระบี่สีเงินถึงแม้จะทำให้ เตียมู่หยง ทรงพลังเทียบเคียงชนชั้นจักรพรรดิในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ก็เป็นทักษะลับที่แลกมาด้วยพลังกายและอายุขัยบางส่วน
การเผชิญหน้ายอดฝีมือชนชั้นราชันย์ 2 คน และสัตว์อสูรเทียบเคียงราชันย์อีก 1 ตนเช่นนี้ ทำให้ชายชราถูกบังคับให้นำทักษะลับนี้ออกมาใช้ แต่ก็นับว่าคุ้มค่าเมื่อแลกมากับชัยชนะ
เทียนหนานจง รู้แก่ใจดี ว่าความผิดโทษฐานกบฏต่อราชวงศ์คือการถูกดับล้างตระกูลเฉกเช่นที่ตระกูลเกาเคยได้รับความผิดนั้น และกลายเป็นตัวอย่างของทุกขุมกำลังในทวีปพยัคฆ์ขาว… ดังนั้นต่อให้ต้องแลกมาด้วยอะไร เทียนหนานจง ก็คงไม่อาจปล่อยให้อีกฝ่ายรอดชีวิตกลับไปได้
“จงออกมา… เจ็ดยมทูตอัคคี!!”
ทันทีที่ เทียนหนานจง แค่นเสียง ก็ได้ปรากฏร่างของชายฉกรรจ์เจ็ดคน พุ่งออกมาจากทิศทางต่าง ๆ เตียมู่หยง ขมวดคิ้วฉับในทันที เห็นได้ชัดว่านี่เป็นอาวุธลับสุดท้ายของ เทียนหนานจง แล้ว แต่ชายฉกรรจ์ทั้งเจ็ดคนที่ออกมานั้นกลับมีความผิดปกติอย่างถึงที่สุด
เหตุก็เพราะทั้งเจ็ดคนไม่ใช่ยอดฝีมือระดับสูง พื้นฐานลมปราณของทุกคนล้วนอยู่ในชนชั้นลมปราณสีเหลืองเท่านั้น มีตั้งแต่ขั้นต้นจนไปถึงขั้นสูงสุด อีกทั้งใบหน้าของแต่ละคนยังดูขาวซีดดวงตาเศร้าอาดูร แผ่กลิ่นอายแห่งความตายออกมาราวกับซากศพ…
ไม่ว่าจะมองในมุมใด จำนวนคนเหล่านี้ไม่มีทางที่จะหยุดยั้ง เตียมู่หยง ได้แน่นอน... แต่ เทียนหนานจง กลับเผยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจออกมา… เตียมู่หยง สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลอย่างชัดเจน เห็นถึงเค้าลางที่มืดดำบางอย่าง…
คนทั้งเจ็ดปิดล้อม เตียมู่หยง จากรอบทิศทาง ใบหน้าราวกับถูกบีบบังคับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่ยินยอม…
เทียนหนานจง หัวเราะเสียงดัง หึหึ ในลำคอ…
“จัดการมัน!!”
หนึ่งในคนทั้งเจ็ด คำรามเสียงเรียกพลังใจพร้อมพุ่งเข้าหา เตียมู่หยง ทั้งน้ำตา…ชายชราไม่กล้าประมาทรับมืออย่างระวัง แต่ก็ยังไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะมีความแข็งแกร่งอะไรสะท้อนออกมาเลย เป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีเหลืองสามัญทั่วไปเท่านั้น…
เตียมู่หยง จึงยกกระบี่ชี้ตรงไปยังลำคอของชายฉกรรจ์ผู้นี้…
“หยุดเสียเถอะ ข้าไม่อยากสังหารพวกเจ้าที่ถูก เทียนหนานจง บีบบังคับ… ขอเพียงข้าสามารถจับกุมหรือสังหารเจ้านั่นได้ พวกเจ้าทุกคนก็ได้เป็นอิสระแล้ว ฉะนั้นจงหลีกทางให้กับข้าก็พอ…”
คำพูดของ เตียมู่หยง ทำให้จิตใจของอีกฝ่ายสะท้านสะเทือน ใบหน้าอาบนองไปด้วยน้ำตาที่มากยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะเอ่ยปากเนิบนาบขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย… “ขะ…ข้าขอโทษ แต่ข้าจำต้องทำเพื่อครอบครัว” หลังจากที่กล่าวจบ ชายฉกรรจ์คนนั้นก็ก้าวเดินไปข้างหน้า ทำให้กระบี่ของ เตียมู่หยง เสียบทะลุลำคอ เลือกที่จะปลิดชีพตนเองท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของ เตียมู่หยง…
แต่พริบตาที่ชายผู้นั้นสิ้นใจตาย… ชายฉกรรจ์อีก 6 คนที่เหลือ ต่างก็ฉากถอยออกจากรัศมีอย่างรวดเร็ว เตียมู่หยง เบิกตาขึ้นทันที เมื่อเห็นว่าร่างที่ตายไปแล้วของชายคนแรกนี้ จู่ ๆ ก็เปล่งแสงที่น่าขนพองสยองเกล้าออกมา พร้อมกับรอยแตกร้าวที่เกิดขึ้นรอบตัว
เทียนหนานจง แสยะยิ้มชั่วร้าย…
“เปลวอัคคี พลีชีพ!!”
ตูม!!
เสียงระเบิดดังกึกก้องออกมา ความรุนแรงของการระเบิดเรียกได้ว่ามหาศาลเป็นอย่างมาก ทั้งยังเกิดขึ้นในระยะประชิดกายที่ เตียมู่หยง ยากที่จะหลบเลี่ยง และยังคาดไม่ถึงกับการโจมตีเช่นนี้อีกด้วย เปลวเพลิงที่ลุกท่วมยังแฝงไว้ด้วยละอองพิษร้ายแรง ที่มากพอจะสังหารยอดฝีมือ…
ชายฉกรรจ์อีก 6 คนที่เหลือ ต่างก็เผยใบหน้าโศกเศร้าและหวาดกลัว ในการตายของหนึ่งในสหาย… เมื่อเปลวเพลิงทยอยมอดดับลง แน่นอนว่า เตียมู่หยง ไม่มีทางตายได้ด้วยการโจมตีเช่นนี้ แต่ก็ทำให้ได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก อาภรณ์ขาดวิ่นใบหน้ามืดดำเต็ม เส้นผมและหนวดเคราเต็มไปด้วยรอยไหม้ อีกทั้งยังมีคราบสีดำจากพิษที่ปกคลุมไปทั่วเรือนกาย มีโลหิตสีดำไหลออกมาจากมุมปาก บ่งบอกว่าถูกพิษเล่นงาน...
เหล่ายมทูตอัคคีทุกคน ได้ถูกฝังระเบิดอักขระที่ล้ำค่าและพิษร้ายแรงไว้ในร่างกาย ทันทีที่หัวใจหยุดเต้น กระบวนการระเบิดจะถูกกระตุ้นให้ทำงานในทันที เปรียบดังอาวุธร้ายแรงที่มีชีวิต ซึ่งพร้อมจะตายไปร่วมกับศัตรู
“เทียนหนานจง!! นี่เจ้าเห็นคุณค่าของชีวิตผู้อื่นเป็นอย่างไรกัน ถึงใช้วิธีการต่ำช้าเช่นนี้!!” เตียมู่หยง ตะโกนออกมาด้วยความเจ็บแค้นอย่างถึงที่สุด
เทียนหนานจง คำรามเสียงหัวเราะดังกึกก้อง…
“ในสงคราม ไม่มีใครเลือกวิธีการ!! มีเพียงผลลัพธ์เท่านั้นที่จะตัดสินทุกอย่าง!!”
เทียนหนานจง วาดแขนออกไปเบื้องหน้า…
“ยมทูตอัคคีทั้งหมด จงสละชีวิตเพื่อข้า!! แล้วครอบครัวของพวกเจ้าหลังจากนี้ จะสุขสบายไปจนวันตาย หากใครกล้าแสดงความลังเล…ข้าจะดับล้างสังหารตระกูลพวกเจ้าที่ถูกจับเป็นตัวประกันทั้งหมด!!”
ยมทูตคนอื่น ๆ ที่เหลืออีกหกคนร่างกายสั่นเยือกไปทั้งตัว ทุกคนต่างก็หลั่งน้ำตาออกมา แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ หากขัดคำสั่งครอบครัวที่ถูกจับเป็นตัวประกันจะถูกสังหาร หากยอมสละชีวิตนอกจากครอบครัวจะถูกปล่อยตัวแล้ว ยังจะได้รับเงินทองอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่ง เทียนหนานจง ได้แสดงให้เห็นมาแล้ว ในการเสียสละของเหล่ายมทูตในรุ่นที่ผ่าน ๆ มา นั่นจึงทำให้ทุกคนพร้อมยอมตายเพื่อทำตามคำสั่ง…
ทั้งหกมิได้ฝึกฝนวรยุทธมากมายนัก แต่มีวิชาตัวเบาที่ถูกเคี่ยวกรำมาตลอดหลายปี เพื่อให้กลายเป็นอาวุธมีชีวิตที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุด!! สิ้นเสียงคำสั่งร่างทั้งหกก็พุ่งตรงเข้าหา เตียมู่หยง ที่ยังบาดเจ็บอยู่ จากนั้นทั้งหกคนก็ไม่ได้รีรอให้ เตียมู่หยง เป็นผู้โจมตี หยิบมีดออกมาคนละเล่ม เสียบเข้าไปที่หัวใจของตนเองด้วยใบหน้าที่เศร้าอาดูร ไอมรณะแผ่ซ่านออกมาจากในทุกร่าง
“!!!!!!!!!!!” เตียมู่หยง สัมผัสได้ถึงวิกฤตเป็นตายในทันที ก่อนที่ชายชราจะเผยแววตาเด็ดเดี่ยว และตัดสินใจขว้างกระบี่จันทราสีเงินในมือออกไป พุ่งทะยานเป็นลำแสงทำลายล้างสีเงินตรงไปยัง เทียนหนานจง
แต่ดูเหมือนว่า เทียนหนานจง จะคาดเดาไว้ได้อยู่แล้ว ว่าอีกฝ่ายอาจจะคิดโจมตีหมายดับทำลายไปพร้อมกันทั้งคู่ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ เทียนหนานจง สามารถหลบกระบี่สุดท้ายของ เตียมู่หยง ไปได้อย่างเฉียดฉิว มีเพียงแค่รอยถากที่แขนเท่านั้น…
“จบแล้วสินะการดิ้นรนของเจ้า… เช่นนั้นก็จงตายซะเถอะ เตียมู่หยง!!”
ตูม! ตูม! ตูม!
เกิดการระเบิดที่กวาดเอาทุกสิ่งในรัศมีหลายลี้ให้ราพณาสูร เมืองทั้งเมืองสั่นคลอนจากแรงระเบิดราวกับเป็นภัยพิบัติของธรรมชาติ เปลวเพลิงที่แฝงละอองพิษร้ายกระจายปกคลุมซึ่งตัวของ เทียนหนานจง มีภูมิต้านทานต่อพิษเหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว ทั้งยังไม่สนใจในผลกระทบต่อชาวเมืองและบ้านเรือน
ขอเพียงสังหาร เตียมู่หยง ได้ ก็นับว่าคุ้มค่าเกินพอ…
การโจมตีนี้แลกมาด้วยทรัพยากรมหาศาลที่สูญเสียไป เพราะระเบิดอักขระในแต่ละลูก ล้วนถูกแลกมาด้วยลูกแก้วดวงจิตที่ล้ำค่าที่สุดในยุทธภพ หากระเบิดขึ้นพร้อม ๆ จึงยากที่จะประเมินมูลค่า… ซึ่งการโจมตีนี้ เทียนหนานจง เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ว่าสังหารได้แม้แต่ยอดฝีมือชนชั้นจักรพรรดิ…
แต่แล้วในขณะที่เปลวเพลิงจากการระเบิดกำลังจะมอดดับ เทียนหนานจง ที่กำลังเฝ้ารอดูผลลัพธ์อย่างใจจดใจจ่อ… จู่ ๆ ก็สัมผัสได้ถึงโลหิตอุ่นๆ ที่อาบไหลบนร่าง ดวงตาของ เทียนหนานจง เบิกกว้างอย่างคาดไม่ถึง และเมื่อก้มมองลงมา ก็พบว่ามีกระบี่ลมปราณสีส้มเล่มหนึ่งเสียบทะลุหน้าอกของตนจากทางด้านหลัง
“ปะ…เป็นไปไม่ได้”
เทียนหนานจง ใช้เรี่ยวแรงสุดท้ายเอี้ยวตัวหันมองไปยังด้านหลัง ซึ่งเป็นทิศทางที่กระบี่พุ่งเข้ามา ก็พบว่า เตียมู่หยง ที่สมควรจะอยู่ใจกลางการระเบิดตรงหน้า เวลานี้กลับมาปรากฏตัวอยู่ที่ด้านหลังของตนเองอย่างน่าอัศจรรย์
เตียมู่หยง เผยไอสังหาร ก่อนที่กระบี่ลมปราณเล่มอื่น ๆ อีก 6 เล่ม จะพุ่งเข้าไปเสียบร่างของ เทียนหนานจง อย่างต่อเนื่อง ร่างของเจ้าเมืองใต้สวรรค์ที่อาบท่วมไปด้วยโลหิต ทรุดเข่าลงอย่างช้า ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความสับสบและไม่เข้าใจ…
“ทะ…ทำไมเจ้า ถึงหนีออกจากได้…”
เตียมู่หยง มิได้เอ่ยตอบ ทอดสายตามองไปยังใจกลางการระเบิด ที่เปลวเพลิงค่อย ๆ มอดดับลง… ในตำแหน่งนั้นเวลานี้ มีเพียงกระบี่จันทราสีเงินที่ถูกเสียบปักอยู่ ในตำแหน่งที่ เตียมู่หยง เคยยืนอยู่ก่อนหน้านี้…
“หากเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่… ที่ใดมีกระบี่ที่นั่นย่อมมีข้า และที่ใดมีข้าที่นั่นย่อมมีกระบี่ นั่นคือสายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันตัดขาด…” เตียมู่หยง เอ่ยปากราบเรียบ
เทียนหนานจง ดวงตาเบิกกว้างในทันที ในฐานะที่เป็นยอดฝีมือย่อมต้องประจักษ์แจ้งและเข้าใจในเรื่องหนึ่ง ผ่านประโยคนี้… กระบี่สุดท้ายที่ เตียมู่หยง ขว้างมายังตนนั้น แท้จริงแล้วนั่นมิใช่การโจมตีครั้งสุดท้ายที่หมายดับทำลายไปพร้อมกันทั้งคู่… แต่นั่นเป็นการขว้างกระบี่ออกไปให้พ้นระยะรัศมีของการระเบิด จากนั้น เตียมู่หยง ก็ได้ใช้ทักษะลับบางอย่างจากการเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่ ทำการสลับตำแหน่งของตนเองและกระบี่จันทราสีเงินในชั่วพริบตา!!
“ก้าวทะยานร่างกระบี่ ขั้นสูงสุด…”
……………………………………………