อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 225 ศัตรูชนชั้นจักรพรรดิ
ตอนที่ 225
ทักษะลับหากไม่เก็บซ่อนอย่างมิดชิด ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นทักษะลับ อีกทั้งวิชานี้ยังทำให้ เตียมู่หยง สูญเสียพลังลมปราณอย่างมหาศาล ในการต่อสู้ครั้งหนึ่งใช้ได้เพียงแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น จึงจำเป็นต้องเลือกใช้ให้จังหวะที่เหมาะสมและคู่ควรที่สุด
เทียนหนานจง สำลักโลหิตอีกจำนวนมาก เผยดวงตาที่ไม่ยินยอม แต่ก็ไม่สามารถลุกขึ้นมายืนหยัดได้อีกแล้ว… เตียมู่หยง กระชากคอเสื้อของ เทียนหนานจง ให้ลอยสูงขึ้น “บอกมาว่า แกนนำคนที่เหลือ และผู้นำกลุ่มมังกรทอง เป็นใคร!!”
เทียนหนานจง สีหน้าอ่อนแรงลมหายใจโรยริน...
“ขะ…ข้ายังไม่อยากตาย ไว้ชีวิตด้วย ข้ายินดีจะมอบทุกอย่างให้เจ้า”
เตียมู่หยง แค่นเสียงอีกครั้ง…
“ทรัพย์สมบัติของเจ้า ข้าไม่ต้องการ!! หากอยากให้ข้าไว้ชีวิต ก็ตอบคำถามของข้ามา!!”
เทียนหนานจง ดวงตาเลื่อนลอย กำลังที่จะเอ่ยปาก... ทว่าชั่วพริบตานั้นเอง กลับมีพลังอันมหาศาลสายหนึ่งพุ่งตกลงมาจากท้องฟ้า เสียงแหวกผ่าห้วงนภาอากาศ รวดเร็วไม่ต่างจากอัสนีที่สวรรค์ใช้ลงทัณฑ์…
เตียมู่หยง จำเป็นต้องรีบถอยร่นอย่างสุดกำลัง…
ฉัวะ!!
พลังมหาศาลสายนั้นตกลงกลางศีรษะของ เทียนหนานจง พร้อมกับผ่าแยกร่างเป็นสองส่วนอย่างแม่นยำ ทำเอา เตียมู่หยง ถึงกับอกสั่นขวัญแขวน หันมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ก็พบว่ามีหงส์สีขาวตนหนึ่งโบยบินเหนือเมืองใต้สวรรค์สูงขึ้นไปหลายพันจั้ง คล้ายว่าเพิ่งจะโบยบินผ่านมา…
เตียมู่หยง มั่นใจว่ายอดฝีมือบนหงส์ตนนั้นที่ลงมือ จะต้องเป็นยอดฝีมือชนชั้นจักรพรรดิอย่างแน่นอนจากพลังที่สามารถเล่นงานสังหาร เทียนหนานจง จากความสูงหลายพันจั้งอย่างแม่นยำเช่นนี้… แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมเปิดเผยตัวตน และมุ่งหน้าไปยังทิศทางของ หุบเขาสายลมสวรรค์ โดยไม่หยุดชะงัก…
เตียมู่หยง จดจ้องหงส์สีขาวตนนี้ด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง ก่อนที่เจ้าตัวจะกระอักเลือดสีดำอีกจำนวนหนึ่งออกมา… “ไม่ได้การแล้ว ละอองพิษร้ายแรงยิ่งนัก หากข้าไม่รีบขับมันออกอาจเป็นอันตรายถึงตายก็เป็นได้…”
เตียมู่หยง ไม่อาจที่จะติดตามไปช่วยเหลือ ซุน และพรรคเซียนประทานได้อีกแล้ว จากสภาพที่บาดเจ็บและถูกพิษเช่นนี้ ทำได้เพียงเผยแววตาห่วงกังวลออกมา…
เหนือท้องฟ้าด้านบน… เทพปรมาจารย์ มีดบินไร้เทียมทาน ลู่เหรินฮ่าว ก็คือยอดฝีมือที่อยู่บนหงส์สีขาวตนนั้น เวลานี้ได้หันมองไปยังเมืองใต้สวรรค์ที่พังพินาศด้วยแววตาที่โกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด…
“เตียมู่หยง งั้นหรือ!! จริงอยู่ที่เราสามารถลงไปสังหารเจ้านั่นได้ ทว่าทั่วทั้งเมืองกลับมีสายตาขอทานหลายร้อยคนเฝ้าจับตามองอยู่ หากมีใครหลุดรอดเงื้อมมือไปได้แม้แต่คนเดียว สถานะของข้าก็คงจะถูกเปิดเผย เช่นนั้นข้าจะปล่อยให้เจ้ามีชีวิตไปอีกสักพักก็แล้วกัน!!
อีกอย่างศัตรูครั้งนี้ยังมีพรรคเซียนประทานด้วยงั้นสินะ คิดอยู่แล้วเชียวว่าทำไมจู่ ๆ จึงมีข่าวแจ้งว่า กังจื่อหราน หายตัวไปจากทวีปเต่าทมิฬตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อน ที่แท้มันก็คงแอบร่วมมือกับ เตียมู่หยง นี่เอง เป้าหมายคงเป็นการช่วยเหลือ เหยาหมิง ไม่ผิดแน่…
ก็ได้… ถึงแม้ว่าเวลานี้ แกนนำกว่า 5 คน รวมไปถึงท่านผู้นำ จะปักหลักอยู่ที่ พรรคมังกรฟ้า… แต่ในเมื่อพวกเจ้ากล้าแตะเกล็ดย้อนกลุ่มมังกรทองของเรา ข้าก็จะทำให้พวกเจ้าได้รู้ว่าข้า ลู่เหรินฮ่าว ผู้นี้น่ากลัวเพียงใด!!” ดวงตาของ ลู่เหรินฮ่าว เผยความเหี้ยมเกรียมออกมา หงส์ขาวสัตว์อสูรพาหนะพลันกู่ร้อง มุ่งหน้าตรงไปยังฐานลับทันที…
ทางด้าน เตียมู่หยง เมื่อเห็นอีกฝ่ายจากไปแล้วก็รู้สึกโล่งใจขึ้น หลังเปิดแหวนมิติจากซากศพของ เทียนหนานจง ก็พบเจอโอสถแก้พิษจึงช่วยบรรเทาอาการพิษไปได้หลายส่วนทำให้พ้นขีดอันตราย แต่ก็ยังต้องใช้การขับพิษช่วยเหลือ ทั้งยังเจอหน้ากากอสูรขาวสัญลักษณ์ของหนึ่งในแกนนำกลุ่มมังกรทองอยู่ในแหวนมิติจริง ๆ ถือเป็นสิ่งยืนยันสถานะของ เทียนหนานจง ตามที่คาดการณ์ไว้…
เตียมู่หยง พยายามหาเบาะแสอื่น ๆ ทั้งจากในแหวนมิติ หรือการเข้าไปรื้อค้นในตำหนักเจ้าเมือง ทว่าสุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว ไม่มีสิ่งใดใช้ยืนยันตัวตนของแกนนำคนอื่น ๆ หรือแม้แต่ผู้นำกลุ่มมังกรทองได้…
เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับศัตรู เตียมู่หยง จึงไม่กล้าส่งเรื่องไปยังราชวงศ์ไป๋หู่ แต่ในเมื่อเวลานี้ทุกอย่างแน่ชัดแล้ว ก็สามารถเรียกกำลังเสริมมาช่วยเหลือได้… เตียมู่หยง จึงแจ้งรายละเอียดเรื่องนี้กลับไปยัง สำนักสายลมประจิม ให้ อวิ๋นหยางหลิ่ง ติดต่อกับทางราชวงศ์ไป๋หู่ เกี่ยวกับสถานะของ เทียนหนานจง ในการจัดการส่วนที่เหลือ เตียมู่หยง ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีกแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นาน ราชวงศ์ไป๋หู่ น่าจะส่งคนมาสะสางเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อเอง
สินสงครามในครั้งนี้ ในส่วนของทรัพยากรความมั่งคั่งจากเมืองใต้สวรรค์ จะถือเป็นทรัพย์สินของราชวงศ์ไป๋หู่เพื่อเป็นธุระจัดการ ทว่าทรัพยากรส่วนตัวของ กัวอี้เจิน และ เทียนหนานจง ในส่วนของอาวุธยุทธภัณฑ์ล้ำค่า หรือแม้แต่ สัตว์อสูรอย่าง จิ้งเหลนไฟ ย่อมถือเป็นรางวัลของ เตียมู่หยง ผู้ที่จัดการเรื่องนี้…
“จิ้งเหลนไฟ ตัวนี้ถูกเลี้ยงมาโดย เทียนหนานจง ตั้งแต่เล็ก มันคงไม่อาจเชื่องกับผู้ใดได้อีกแล้ว ทิ้งเอาไว้ก็คงเป็นอันตราย… สู้ใช้มันให้เป็นประโยชน์ต่อคนที่คู่ควร เพื่อเปลี่ยนเป็นร่างสถิตน่าจะคุ้มค่ายิ่งกว่า…” เตียมู่หยง ตัดสินใจลงมือสังหารจิ้งเหลนไฟที่บาดเจ็บอย่างไม่ลังเล ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไรนัก
ซากร่างและลูกแก้วดวงจิตของจิ้งเหลนไฟ ถือเป็นสิ่งล้ำค่าที่สามารถสร้างร่างสถิตให้กับคน ๆ หนึ่งได้ และคน ๆ นั้นก็ควรจะมีพลังเกี่ยวข้องกับการใช้ปราณอัคคีเป็นหลัก หากมอบให้กับผู้อาวุโสพรรคที่ชราแล้ว อาจไม่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดนัก ทำให้ เตียมู่หยง นึกถึงใบหน้าของ ลั่วชิงเหอ ศิษย์หลักอันดับ 2 ของสำนัก ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้…
“เจี่ยโย่วเทียน ใช้เพลงกระบี่ น่าจะเหมาะกับสัตว์อสูรที่เด่นในด้านพละกำลังคือความว่องไวมากกว่า… สำหรับจิ้งเหลนไฟตัวนี้ ลั่วชิงเหอ ที่เชี่ยวชาญปราณอัคคี เด็กนั่นคงเหมาะสมที่สุดจริง ๆ”
เตียมู่หยง หันมองไปยังทิศทางของ หุบเขาสายลมสวรรค์ จากนั้นก็หยิบเอาหยกสื่อสารออกมา…
………………………………………
ทางด้าน ซุน และกลุ่มยอดฝีมือพรรคเซียนประทาน... หลังจากที่มุ่งหน้าตรงดิ่งตรงมาอย่างระมัดระวัง ซุน ก็ได้รับการติดต่อผ่านหยกสื่อสารโบราณ และปลายทางก็มิใช่ใครอื่น ดวงตาของ ซุน เผยความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง…
“ผู้อาวุโสเตีย ปลอดภัยดีงั้นหรือ”
“อืม… เกือบไปอยู่เหมือนกัน ทว่าข้าในตอนนี้ก็บาดเจ็บเกินกว่าจะตามไปช่วยเหลือเจ้าได้ ดังนั้นข้าจะเฝ้ารอกำลังเสริมของราชวงศ์ไป๋หู่อยู่ที่นี่ก็แล้วกัน เมื่อกำลังเสริมมาถึงแล้วจะรีบตามไปสมทบกับพวกเจ้าในทันที…” เตียมู่หยง กล่าวตอบผ่านหยกสื่อสาร
กังจื่อหราน ที่เห็นเช่นนั้น จึงขอหยกสื่อสารจาก ซุน เพื่อคุยกับ เตียมู่หยง เล็กน้อย… “สหายจอมยุทธเตีย… ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือ ทำให้พวกเราเคลื่อนไหวออกจากเมืองได้ง่ายขึ้น ต้องขออภัยด้วยที่ก่อนหน้านี้ข้าไม่ไว้วางใจท่าน…”
“เรื่องเล็กน้อย สหายจอมยุทธกัง ข้าเข้าใจดีว่าความระมัดระวังเป็นสิ่งที่สมควร… มีเรื่องสำคัญที่ข้าต้องแจ้งให้พวกท่านทราบ เรื่องแรกคือข้าพบหลักฐานที่ เทียนหนานจง เป็นแกนนำกลุ่มมังกรทองจริง ๆ ส่วน กัวอี้เจิน น่าจะเป็นเพียงแค่ผู้ช่วยคนสนิท ไม่ได้เป็นแกนนำ…
ส่วนเรื่องที่สอง ระหว่างที่ข้ากำลังจะรีดเค้นข้อมูลจาก เทียนหนานจง จู่ ๆ ก็มียอดฝีมือชนชั้นจักรพรรดิทำการลอบสังหารมันเสียก่อน และยอดฝีมือคนดังกล่าวก็กำลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่พวกท่านอยู่ด้วยสัตว์อสูรวิหคพาหนะ
ดังนั้นพวกท่านควรหลีกเลี่ยงเส้นทางหลักในการเดินทาง มิเช่นนั้นหากต้องเผชิญหน้าศัตรู อาจเกิดความเสียหายเกินความจำเป็น… และจงระวังเรื่องที่ศัตรูที่น่าจะล่วงรู้การเคลื่อนไหวของพวกท่านด้วย การที่มันไม่ยอมลงมือกับข้า น่าจะเป็นเพราะในเมืองมีผู้คนมากเกินไปปะปนอยู่ มันที่ต้องการปกปิดตัวตนจึงไม่กล้าลงมือ… แต่หากเป็นการเผชิญหน้ากับพวกท่านภายในหุบเขาสายลมสวรรค์ เชื่อว่าศัตรูคงเผยตัวตนและทำการกวาดล้างสังหารทุกคน เพื่อเก็บความลับเป็นแน่…”
กังจื่อหราน ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแนบแน่นทันที… แม้แต่ จิวต้าว และ ซุน ที่อยู่ตรงนั้นด้วยก็มีความกังวลวาบผ่านแววตาออกมา ศัตรูครั้งนี้เป็นถึงชนชั้นจักรพรรดิ ทั้งยังไม่แน่ใจในจำนวนของศัตรูที่ประจำอยู่ ณ ฐานลับ ดังนั้นการเคลื่อนไหวอย่างรัดกุมถือว่าจำเป็นอย่างยิ่ง…
“เข้าใจแล้ว ขอบคุณที่ย้ำเตือน… พวกเราเดินทางอย่างระมัดระวังจึงทำได้ไม่เร็วนัก อีกราว ๆ หนึ่งวันกว่าจะถึงพื้นที่เป้าหมาย หากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ พวกเราจะติดต่อไป ฝากท่านช่วยประสานงานกับราชวงศ์ไป๋หู่ ในเรื่องนี้ด้วย…”
เมื่อได้รับคำเตือน กังจื่อหราน และ จิวต้าว ก็ตัดสินใจแยกกำลังออกเป็นสองส่วนทันที กระจายกำลังบุกเข้าหุบเขาสายลมสวรรค์จากสองทิศทาง ซึ่งแผนการนี้แม้จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายทั้งหมด แต่มันกลับเพิ่มความเสี่ยงที่จะเสียหายในบางส่วน ทว่าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้การเคลื่อนไหวที่เฉียบคมและระมัดระวังมากขึ้น
พรรคเซียนประทาน ในกลุ่มสมาชิกระดับสูง ด้วยความที่เป็นขอทานจึงมีทักษะบางอย่างในการแฝงตัวอันเป็นวิธีการเฉพาะ ทำให้กลมกลืนไปในผืนป่าลึก แผ่กลิ่นอายออกสัตว์ป่ามากกว่ามนุษย์ออกมา…
ดังนั้น ลู่เหรินฮ่าว ที่อยู่บนท้องฟ้าหลายพันจั้ง แม้จะมีสัมผัสลมปราณที่ล้ำลึกก็ยังยากที่จะเจาะจงตำแหน่งของศัตรู ผนวกกับที่เขตหุบเขาสายลมสวรรค์ มีกระแสลมที่รุนแรงตามธรรมชาติ มีลมพายุมรสุมก่อตัวตลอดเวลาดังนั้นยิ่งทำให้สัมผัสลมปราณ ถูกลดทอนความแม่นยำลงไปอีกหลายเท่า…
เทพปรมาจารย์ ลู่เหรินฮ่าว เพ่งมองเบื้องล่างด้วยใบหน้าที่มืดดำ ก่อนจะตัดสินใจที่จะไม่เสี่ยงลงไปด้านล่างเพียงลำพัง… เนื่องด้วยทราบดีว่าอีกฝ่ายก็มี กังจื่อหราน ที่เป็นชนชั้นจักรพรรดิเช่นเดียวกัน จึงเลือกที่จะกลับไปยังฐานลับก่อนเป็นอันดับแรก ร่วมหารือกับแกนนำอีก 2 คน ที่ยังประจำการอยู่ภายในฐานลับดังกล่าว…
กังจื่อหราน ที่หลบซ่อนตัวอยู่ด้านล่าง สัมผัสได้ถึงพลังชนชั้นจักรพรรดิของศัตรูเช่นเดียวกัน ทว่าก็ไม่อาจระบุเจาะจงได้ว่าเป็นผู้ใด มีเพียงสายตาแห่งการเตรียมใจที่ตระหนักว่าการไปช่วยเหลือ เหยาหมิง ในครั้งนี้อาจจะต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน…
ทางด้านของ ซุน เลือกเดินทางมาพร้อมกับ จิวต้าว… แม้ว่า ซุน จะมีพื้นฐานอ่อนด้อยที่สุด แต่กลับเป็นคนเดียวที่มีสัมผัสตรวจสอบแรงกล้ามากที่สุดในพื้นที่แห่งนี้!! เนื่องจากกระแสลมโดยรอบนอกจากจะไม่มีผลกระทบอะไรกับชายหนุ่มที่เป็นร่างสถิตพยัคฆ์ขาวแล้ว ยังช่วยเสริมส่งพรแห่งร่างสถิตสายลมสีม่วง ให้แผ่ขยายรัศมีตรวจสอบออกไปได้อีกไกลหลายสิบลี้ นั่นจึงทำให้ ซุน เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจมากยิ่งขึ้น…
ทันใดนั้น เฒ่าชีเปลือย ที่หายตัวไปที่ใดก็ไม่ทราบมาสักระยะ จู่ ๆ ก็ได้กลับมาหา ซุน พร้อมท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่องแฝงไว้ด้วยเลศนัย… ซุน ที่เห็นถึงความผิดสังเกตจึงเอ่ยถามออกไปตรง ๆ “มีเรื่องอะไรงั้นหรือถึงได้มีท่าทีเช่นนั้น?! อีกทั้งเจ้ายังหายหัวไปตลอดทั้งวัน หลงนึกว่าเจ้าจะชิงกลับไปเกิดใหม่เสียแล้ว…”
“เจ้านี้มันปากสุนัขจริง ๆ แต่ก็ช่างเถอะ… งานนี้ขอยืมศพหลอมมาเดินเล่นบ้างสิ ข้าที่ปิดกั้นพลังตบะไปกว่า 9 ส่วนแล้ว ต่อให้ออกมาช่วยเหลือเจ้านิด ๆ หน่อย แมวหลากสีในหอคอยพวกนั้น ก็คงไม่ว่าอะไรเจ้าหรอก ข้าอยากออกไปยืดเส้นยืดสายบ้าง…”
“ไม่ได้!! แผนการครั้งนี้ต้องการความแม่นยำและรัดกุม จะปล่อยให้เจ้าออกมาเดินเล่นทำแผนการเสียได้อย่างไรกัน!!” ซุน แค่นเสียงออกมาด้วยท่าทีไม่ยินยอม
เฒ่าชีเปลือย กลับแสยะยิ้มขึ้น ก่อนแบมือที่แห้งเหี่ยวของตนออกมา เผยให้เห็นถึงเงาร่างดวงวิญญาณสองดวงที่กล้าแกร่ง ซึ่งเวลานี้ได้ถูกจองจำพันธนาการไว้ด้วยอาคมเป็นที่เรียบร้อย… และมันก็คือดวงวิญญาณระดับราชันย์ของ กัวอี้เจิน และ เทียนหนานจง ที่เฒ่าชีเปลือยแอบไปช่วงชิงมาหลังจากถูก เตียมู่หยง ได้สังหารทั้งคู่ไปแล้ว…
“ข้าอุตส่าห์เก็บของดีมาฝากเจ้า… แน่ใจแล้วหรือที่จะปฏิเสธคำขอของข้า?!”
…………………………………………