อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 226 กองกำลังของ ซุน
ตอนที่ 226
“!!!!!!!!!” ซุน ดวงตาเบิกโพลงขึ้น
“ดะ…ดวงวิญญาณระดับราชันย์งั้นหรือ!!”
เฒ่าชีเปลือย ออกแรงบีบเล็กน้อย ผนึกพันธนาการก็รัดแน่นขึ้น เสียงกรีดร้องโหยหวนของดวงวิญญาณ เทียนหนานจง และ กัวอี้เจิน ร้องดังระงมขึ้น… “เสียงดีเช่นนี้ของจริงแท้แน่นอน ข้าหรืออุตส่าห์เฝ้าจับตามองตาแก่ เตียมู่หยง ต่อสู้อยู่ในเมือง ฝีมือไม่เลวเลยทีเดียวทำให้ได้ของฝากติดไม่ติดมือมาเช่นนี้…”
ซุน ถึงกับสูดลมหายใจลึกด้วยความตื่นเต้น… ดวงวิญญาณระดับราชันย์สองดวงนี้ หากทำการสกัดดวงวิญญาณให้กลายเป็นโอสถปราณวิญญาณแล้วล่ะก็ พื้นฐานชนชั้นลมปราณสีเหลืองก็ไม่ใช่แค่ความฝัน อาจจะทะลวงไปถึงขั้นกลางได้เลยเสียด้วยซ้ำ…
หลังจากที่ชั่งใจอยู่ชั่วครู่ใหญ่ ซุน ก็เข้าไปหา จิวต้าว ที่เป็นผู้นำขบวนฝั่งนี้…
“อะไรนะ!! เจ้าอยากแยกตัวไปเพียงลำพังงั้นหรือ ทั้งที่มันอันตรายมากเนี่ยนะ”
ราชันย์ยาจก เผยใบหน้าแปลกประหลาดเมื่อ ซุน เข้ามาขอแยกตัวออกไป ชายหนุ่มประสานมือด้วยใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง… “ผู้เยาว์พอจะมีวิธีการเฉพาะบางอย่างในการเอาตัวรอด ผู้อาวุโสโปรดวางใจ ข้าจะไม่ให้ถูกจับได้แน่นอน หรือต่อให้ข้าพลาดท่าไป ก็จะถือว่าไม่ใช่ความผิดของพวกท่าน เพราะข้าคือผู้ที่อาสาเข้าร่วมภารกิจด้วยตนเอง…”
จิวต้าว เผยสีหน้าลังเลและกังวล แต่สุดท้ายก็ได้ถอนหายใจออกมา อย่างไร ซุน ก็ไม่ใช่สมาชิกพรรคเซียนประทาน การจะใช้คำสั่งรั้งตัวไว้ ก็ออกจะเป็นเรื่องที่ไม่สมควรนัก อิสระในการเคลื่อนไหวยังคงเป็นของ ซุน อยู่เสมอ…
“เข้าใจแล้ว หากเจ้าตั้งใจเช่นนั้นข้าก็คงไม่อาจห้ามปราม มีข้อแม้แค่ให้เจ้าติดต่อไปยัง ผู้นำกัง หากท่านผู้นำอนุญาตข้าก็ไม่มีคำพูดอีก...”
ซุน ประสานมือขอบคุณ ก่อนจะติดต่อไปยัง กังจื่อหราน ซึ่งแน่นอนว่าคราแรก กังจื่อหราน ก็ไม่ยอมอนุญาตเช่นกัน ทว่าชายหนุ่มก็สามารถเอ่ยปากรบเร้าตามวิสัยที่ถนัด สุดท้ายอีกฝ่ายก็จำต้องยินยอม…
หุบเขาสายลมสวรรค์ อยู่ ณ ยังสุดเขตทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปพยัคฆ์ขาว เส้นทางที่ ลู่เหรินฮ่าว เดินทางด้วยหงส์วิหคพาหนะนั้น คือเส้นทางดิ่งตรงไม่คดเคี้ยว ใช้พลังลมปราณอันกล้าแกร่งฝ่าทะลวงพายุมรสุมบนท้องฟ้า คาดว่าคงกลับไปถึงฐานลับได้ก่อนการบุกโจมตี… ส่วนเส้นทางกองกำลังของ กังจื่อหราน คืออ้อมไปทางทิศเหนือ และเส้นทางขบวนของ จิวต้าว คือทิศตะวันตก เพื่อที่จะอ้อมหุบเขาไปเจอกันตามนัดหมายที่ฐานลับศัตรู
ซุน ที่ขอแยกตัวออกไปนั้น มิได้ใช้เส้นทางอ้อมแต่เลือกใช้เส้นทางเดียวกันกับ ลู่เหลินฮ่าว ต่างกันก็แค่เพียงชายหนุ่ม เลือกใช้การเดินทางด้วยวิธีปีนหุบเขาขึ้นไปตรง ๆ เท่านั้น… ซุน ในเวลานี้มีทั้งพลังกายและวิชาตัวเบาที่สูงล้ำ มากพอที่ปีนป่ายหุบเขาที่ลาดชันได้ ขอแค่ระมัดระวังไม่ให้ตกลงมาก็นับว่าเกินพอ…
“เป็นเพราะเรารีบร้อนมากเกินไป ทำให้ไม่ได้พา เฝิงน้อย ออกมาจากสำนักพร้อมกัน แต่ก็ช่างเถอะ กระแสลมขนาดนี้ไม่ใช่ระดับที่ เฝิงน้อย จะสามารถโบยบินต้านทานพายุได้…”
หลังใช้เวลาช่วงกลางคืนหลายชั่วยาม ในที่สุด ซุน ก็สามารถขึ้นมาถึงบนยอดหุบเขาได้สำเร็จ… รอยแยกอันเป็นฐานลับของศัตรูนั้น อยู่ที่ด้านล่างของหุบเขาดังนั้น ซุน จำเป็นต้องลงไปยังหน้าผาอีกด้านเพื่อที่จะไปถึง แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้เร่งร้อนอุกอาจเพียงนั้น ตั้งใจว่าจะปล่อยให้พรรคเซียนประทานมีการเคลื่อนไหวก่อน แล้วตนค่อยหาจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม เพื่อบุกเข้าไปช่วยเหลือ เหล่าซือ ไม่มีความคิดที่จะเข้าปะทะกับผู้ใด…
ซุน สัมผัสได้ถึงกระแสลมที่รุนแรงผ่านพัดร่างกาย ซึ่งมรสุมเหล่านี้แม้แต่ขบวนของพรรคเซียนประทานทั้งสองสาย ต่างก็หาทางหลีกเลี่ยง เนื่องด้วยความรุนแรงของกระแสลมพายุมากพอที่ฉีกกระชากร่างของคนที่ไร้ฝีมือได้ง่ายดาย แม้แต่ระดับยอดฝีมือหากต้องทนรับกระแสลมเป็นเวลานาน ก็ยังต้องมีร่องรอยบาดแผลให้ได้เห็น…
หากแต่สิ่งเหล่านั้นกลับไม่มีผลอะไรเลยกับชายหนุ่มผู้นี้ ลมพายุไม่ว่าจะกรรโชกรุนแรงมากเพียงใด เกิดมรสุมสั่นคลอนฟ้าดินมหาศาลปานใด ทว่าสุดท้ายเมื่อเข้ามาใกล้จะมาถึงร่างของ ซุน สายลมทั้งหมดก็พลันอ่อนโยนลงอย่างเป็นมิตร ผ่านพัดให้อาภรณ์และเส้นผมให้พลิ้วไหวโบกสะบัดเท่านั้น…
ทั้งยังเสริมส่งเกื้อหนุนพรแห่งร่างสถิตในทุกทักษะของ ซุน ให้ยกระดับมากขึ้นไปอีกหลายส่วน… “ไม่คิดว่ากระแสลมที่บ้าคลั่งเช่นนี้ กลับกลายมาเป็นผลดีสำหรับร่างสถิตราชันย์พยัคฆ์ขาว สมแล้วที่เป็นพยัคฆ์แห่งสายลม…”
หลังจากเอ่ยพึมพำและซึมซับบรรยากาศที่ชุ่มฉ่ำ ดวงตาของ ซุน ก็เผยถึงความเด็ดเดี่ยวมองลงไปยังด้านล่างของหน้าผา จากจุดนี้แม้จะสูงหลายร้อยจั้ง อาจจะมากยิ่งว่าหน้าผาเสียดฟ้าในสำนักสายลมประจิมที่ ซุน เคยตกลงมาเสียอีก แต่ ณ เวลานี้ ซุน กลับไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ เลยยามมองลงไป
“เหล่าซือ… รอก่อนนะ ข้ากำลังจะไปช่วยท่านแล้ว…”
ซุน หันหลังให้กับหน้าผา โดยมีพายุบ้าคลั่งหมุนวนในอากาศจนเกิดเสียงครั่นครื้น มองดูแล้วน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง… ชายหนุ่ม ใบหน้าเคร่งขรึมเส้นผมสีขาวสยายกว้างทำให้ดูองอาจห้าวหาญ แหวนมิติสาดประกายแสงก่อนจะวาดแขนออกไปครั้งหนึ่ง ศพหลอมระดับ 2 ทั้งหมดกว่า 50 ตน ก็ได้ปรากฏขึ้นราวกับเป็นกองกำลังขนาดย่อม…
จากนั้นดวงวิญญาณยอดฝีมือที่ถูกคัดสรรในจำนวนที่เทียบเท่ากับศพหลอม ก็พวยพุ่งออกมาจากแผ่นป้ายที่เปรียบดังโลกวิญญาณใบเล็ก เข้าไปสิงสถิตยังศพหลอมร่างต่าง ๆ ตามที่ถูกจัดแจงไว้โดย วิญญาณอารักษ์ จูเยี่ย…
ทันใดนั้น ศพหลอมระดับ 2 ทั้ง 50 ตนจากที่แววตาขุ่นมัว ก็สาดประกายแววตาแห่งจิตวิญญาณขึ้นมาโดยพลัน จากนั้นก็คุกเข่าโอบล้อม ซุน เป็นครึ่งวงกลม เต็มพื้นที่ยอดหุบเขาแห่งนี้…
“คารวะนายท่าน... พวกเราพร้อมรับบัญชา”
ข้างกายของ ซุน ในเวลานี้ ยังมีศพหลอมระดับ 3 อีกสองตน ซึ่งถูกสร้างขึ้นหลังจากได้รับอสูรพิษทารก (ตอนที่ 194) ที่ยังสร้างได้เพียงแค่สองตน ก็เป็นเพราะทรัพยากรในด้านอื่น ๆ ที่ยังขาดพร่องอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ผนวกกับระยะเวลาที่มีจำกัด…
ศพหลอมระดับ 3 ทั้งสองตนนี้ ตนแรกก็คือร่างศพผู้เยาว์ เกาทงหลิน แน่นอนว่าผู้ที่สิงสถิตก็คือ เฒ่าชีเปลือย ส่วนอีกร่างเป็นศพของอดีตยอดฝีมือ เย่ต้าเฟิง หนึ่งในหัวหน้าหน่วยลับกลุ่มมังกรทอง ที่เคยถูกส่งให้ไปจัดการกับ ซุน ในหอคอย(ตอนที่ 191) และดวงวิญญาณที่สถิตอยู่ในศพหลอมร่างนี้ ก็ยังเป็นดวงวิญญาณของ เย่ต้าเฟิง ที่ถูกกำราบไปแล้วอีกเช่นกัน!! ซึ่งการที่นำศพและวิญญาณมารวมเป็นหนึ่งอีกครั้ง ทั้งหมดก็เพื่อทำให้สามารถดึงพลังจากร่างออกมาได้จนถึงขีดสุดนั่นเอง…
จูเยี่ย ยังคงเป็นเพียงวิญญาณอารักษ์ที่เฝ้ามอง
มิได้สถิตอยู่ในศพหลอมร่างตนใดเลย…
เพราะถึงแม้ว่า จูเยี่ย จะมีพลังตบะที่ได้รับจาก ซุน และ เฒ่าชีเปลือย ผนวกกับอาวุธวิญญาณ บ่วงทรทัณฑ์ จนทำให้มีพลังวิญญาณกล้าแกร่งกว่าวิญญาณยอดฝีมือดวงอื่น ๆ แต่ถึงกระนั้น จูเยี่ย หากให้สถิตเข้าไปในศพหลอม จูเยี่ย ก็ไม่อาจดึงพลังยุทธออกมาใช้ต่อสู้ ได้เทียบเท่าอดีตยอดฝีมืออีกหลาย ๆ ดวงวิญญาณ
เพราะ จูเยี่ย ก่อนจะตาย บรรลุเพียงชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 2 เท่านั้น จึงรับหน้าที่เพียงแค่คอยควบคุมวิญญาณ ไม่อาจบัญชาการรบ สำหรับกองทัพหุ่นเชิดศพหลอมเหล่านี้ได้… ซึ่งในส่วนนี้ทำให้ ซุน เริ่มตระหนักแล้วว่าตนนั้นอยากได้วิญญาณแม่ทัพระดับยอดฝีมือที่ไว้วางใจได้อีกสักดวง เพื่อมาเป็นวิญญาณอารักษ์เฉกเช่นเดียวกับ จูเยี่ย…
“ข้าจะรับหน้าที่เป็นแม่ทัพให้ชั่วคราวก็แล้วกัน…” เฒ่าชีเปลือย ในร่างของ เกาทงหลิน เอ่ยปากเนิบนาบด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาและอ่อนเยาว์ น้ำเสียงดูจะพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ออกมายืดเส้นยืดสายเช่นนี้ แม้จะจำศีลตบะไปกว่า 9 ส่วนแล้ว แต่เฒ่าชีเปลือยก็ยังคงเป็นเฒ่าชีเปลือย ความน่าพรั่นพรึงยังคงเป็นที่โจษจันในหมู่ดวงวิญญาณทั้งหมด…
ศพหลอมขั้นที่ 3 นอกจากจะทำให้มีสภาพไม่ต่างกับตอนที่ยังมีชีวิตแล้ว ยังสามารถฟื้นฟูบาดแผลที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย ขอเพียงมิใช่บาดแผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียอวัยวะ ดังนั้นศพหลอมระดับ 3 จึงถือว่าล้ำค่ามาก แตกต่างไปจากศพหลอมระดับ 2 ที่พอถูกนำมาใช้งาน และเมื่อเกิดความเสียหายหนักเข้า ก็จำต้องสละทิ้งไปไม่อาจฟื้นฟู
ทางด้าน เย่ต้าเฟิง แม้ก่อนตายจะเป็นชายชราผู้ที่มีความชื่นชอบเสพสมกับชายหนุ่ม ทว่าหลังจากที่ตายไปแล้ว ก็ดูเหมือนว่าอุปนิสัยเช่นนี้จะยังคงมีให้เห็นเช่นกัน จดจ้องเฒ่าชีเปลือยในร่างของ เกาทงหลิน ตาเป็นมัน… แต่ก็ทำได้เพียงแค่จ้องมองเท่านั้น ไหนเลยที่จะกล้าแตะต้องอีกฝ่าย ผู้ที่เคยสังหารตนมาแล้วครั้งหนึ่ง…
การที่ศพของ เย่ต้าเฟิง สามารถหลอมถึงระดับ 3 ได้ ทั้งที่ใช้เวลาไม่นาน นั่นก็เพราะในตอนที่ถูกสังหาร เฒ่าชีเปลือย ได้ใช้อาคมแยกวิญญาณออกมาจากร่างโดยตรง ทำให้สภาพศพมีความสมบูรณ์แบบอย่างมาก ซึ่งหลังผ่านการหลอมมาถึง 3 ระดับแล้ว ความชราจากสังขารเดิม ก็คล้ายจะถูกลบออกไปด้วย มองดูเหมือนชายมีอายุที่เลยช่วงวัยกลางคนมาไม่มากเท่านั้น มีความกำยำของกล้ามเนื้อที่สร้างขึ้นใหม่ และผิวกายที่เต่งตึงมากขึ้นอีกหลายส่วน…
เฒ่าชีเปลือย หลังได้ร่างสิงสู่ตามประสงค์แล้ว ก็ส่งดวงวิญญาณแห่งราชันย์ทั้งสองให้กับ ซุน ตามที่รับปากไว้ ซึ่งมันถูกปิดผนึกจนเป็นเพียงดวงไฟขนาดเท่ากำปั้นเท่านั้นเอง เหมาะสำหรับการนำไปทำเป็น โอสถปราณวิญญาณเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าขั้นตอนการสกัดวิญญาณ รวมไปถึงการดูดซับ จะใช้เวลาค่อนข้างมาก ดังนั้น ซุน ในตอนนี้จึงทำได้เพียงแต่เก็บดวงวิญญาณแห่งราชันย์ทั้งสองเอาไว้ในป้ายสะกดวิญญาณเท่านั้น หลังจบศึกค่อยจัดการสกัดดวงวิญญาณทีหลัง…
ซุน กวาดมองไปยังกองกำลังส่วนตัวของตนด้วยความภาคภูมิใจ แม้จะยังเป็นเพียงกลุ่มกองกำลังเล็ก ๆ จำนวนครึ่งร้อย แต่ในอนาคต ซุน ก็ตั้งใจไว้ว่าจะสร้างกองทัพที่ไร้พ่าย จำนวนนับพันนับหมื่นเป็นของตนเองในสักวัน…
“พวกเจ้าทุกคนน่าจะทราบเป้าหมายในภารกิจครั้งนี้ดีอยู่แล้ว… ศัตรูอาจมีทั้งยอดฝีมือชนชั้นราชันย์ และชนชั้นจักรพรรดิ ซึ่งพลังอำนาจของยอดฝีมือระดับนั้น ก็มากพอจะทำลายให้ทั้งร่างหุ่นเชิดศพ หรือดวงวิญญาณของพวกเจ้าแตกดับลงได้ ฉะนั้นพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับแกนนำ…
เย่ต้าเฟิง จริงอยู่ที่ข้าไม่ได้เชื่อใจเจ้ามากพอจะให้เจ้าบัญชาการ ทว่าเจ้าก็เป็นหนึ่งในยอดฝีมือของกลุ่มมังกรทอง และเคยมายังฐานลับแห่งนี้ ฉะนั้นข้าจะให้เจ้าเป็นผู้ช่วย เฒ่าชีเปลือย ไปก็แล้วกัน แต่หากเจ้าคิดไม่ซื่อกับข้าขึ้นมา อย่าคิดว่าข้าจะยอมปล่อยให้วิญญาณของเจ้าแตกดับโดยง่าย…” ขณะที่เอ่ยกล่าว ดวงตาของ ซุน ก็แผ่ไอเย็นยะเยือกออกมา ทำเอาจิตวิญญาณของ เย่ต้าเฟิง อกสั่นขวัญแขวน รีบคุกเข่าลงตรงหน้า
“นะ…นายท่านโปรดวางใจ ข้านั้นมิกล้า… เพียงแต่ บ่วงทรทัณฑ์ ของท่านวิญญาณอารักษ์ จูเยี่ย ก็มากพอจะทำให้ข้าหวาดกลัวจนแทบจะแตกดับลงแล้ว…” น้ำเสียงของ เย่ต้าเฟิง สั่นไหวไกวแกว่ง ท่าทียังลนลานถึงที่สุด
“คิดได้เช่นนั้นก็ดี… เจ้าเป็นถึงศพหลอมระดับ 3 ที่เหนือกว่าคนอื่น ๆ ดังนั้นอย่าทำให้ข้าผิดหวัง…” ซุน แค่นเสียงพร้อมถลึงตาอีกเล็กน้อย ทำเอา เย่ต้าเฟิง ผงกศีรษะตอบรับราวกับไก่จิก
ฐานลับกลุ่มมังกรทอง ไม่สามารถใช้สายลมสีม่วงทำการตรวจสอบได้ เนื่องจากมันถูกปิดกั้นพื้นที่เอาไว้อย่างสมบูรณ์ ทั้งจากค่ายกลลมปราณอันทรงพลัง และม่านพลังเวทย์อาคมที่สลับซับซ้อน ดังนั้น ซุน จึงต้องให้ เย่ต้าเฟิง เป็นผู้อธิบายโครงสร้างพื้นที่ด้านในฐานลับ จากความทรงจำเมื่อหลายเดือนก่อนที่เคยมาที่นี่
ขณะที่รับฟัง เย่ต้าเฟิง อธิบายแผนผัง ชายหนุ่ม ถึงขั้นเข้าฌานเพื่อสร้างเป็นภาพนิมิตจดจำสลักไว้ในห้วงสำนัก เพื่อที่เมื่อถึงเวลาบุกเข้าไปแล้ว จะได้ไม่ต้องเสียเวลาคิดใคร่ครวญทิศทาง… เพราะตำแหน่งที่ เหยาหมิง ถูกจับกุมตัวไว้นั้น อยู่ในส่วนลึกที่สุดของฐานลับอย่างไม่ต้องสงสัย
……………………………………………….