อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 227 หวงหลงเฟย
ตอนที่ 227
ถ้ำซอกหุบเขา ฐานลับกลุ่มมังกรทอง…
ลู่เหรินฮ่าว เมื่อมาถึงที่นี่ก็ดิ่งตรงเข้าไปด้านในทันที ตลอดเส้นทางมียอดฝีมือใบหน้าเหี้ยมเกรียมอีกหลายสิบคน ที่ประสานมือโค้งตัวให้กับ ลู่เหรินฮ่าว ด้วยความเคารพนบนอบ ในฐานะยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่แกนนำ ถึงจะได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการจากผู้นำกลุ่มมังกรทอง แต่ทุกคนก็ล้วนตระหนักดีว่า ลู่เหรินฮ่าว เปรียบเสมือนรองผู้นำกลุ่ม…
สีหน้าแววตาของยอดฝีมือที่ประจำการในฐานลับล้วนแผ่ไอสังหารรุนแรง อย่างไรเสียกลุ่มมังกรทองก็คือองค์กรมืดที่แข็งแกร่งที่สุดในยุทธภพ ดังนั้นแม้จะเป็นลูกสมุนสามัญ มือทั้งสองข้างก็ยังอาบท่วมไปด้วยโลหิต สังหารผู้คนมานับไม่ถ้วน…
“เจ้าบ้าสองคนนั้น มันไปมุดหัวอยู่ไหน!!” ลู่เหรินฮ่าว แค่นเสียงกับผู้เฝ้าม่านพลัง
“ระ…เรียนท่านแกนนำลู่… ท่านแกนนำอู๋ และท่านแกนนำซือ ยังคงประจำการอยู่ที่ด้านใน…” ชายผู้เฝ้าม่านพลังกล่าวด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน ซึ่งมันทำให้ ลู่เหรินฮ่าว ที่คล้ายจะมองเส้นสนกลในบางอย่างออก ก็ถึงกับเดือดดาลในทันที และดิ่งตรงเข้าไปยังด้านใน
ซึ่งก็พบว่าชายชราอีกสองคนที่เป็นระดับแกนนำ กำลังร่ำสุราโดยมีหญิงสาวอรชรสองนางที่ตัวสั่นงันงก แต่งกายคล้ายสาวชาวบ้านกำลังถูกโอบกอดทั้งน้ำตาที่อาบนองไม่อาจขัดขืน พอจะมองออกว่าพวกนางมิได้เต็มใจ แต่ถูกจับตัวมาโดยที่ต้องยอมปรนนิบัติเพื่อแลกชีวิต
“สารเลวเอ้ย!! พวกเจ้าสองคนเห็นฐานลับแห่งนี้เป็นดังหอนางโลมงั้นหรือ!! ถึงได้กล้าพานางแพศยาเหล่านี้มานัวเนียถึงฐานลับสำคัญ!!” ลู่เหรินฮ่าว ระเบิดโทสะขึ้นมาในทันที เพราะชัดเจนว่าแกนนำทั้งสอง มิได้ให้ความสนใจกับความวุ่นวายในเมืองใต้สวรรค์ที่เกิดขึ้นมาเลย…
ชายชายสองคนคล้อยตามอง ลู่เหรินฮ่าว มีใบหน้าที่ดูจะกำลังเมามายได้ที่… ซึ่งปกติแล้วชายชราทั้งสองคนจะมีความเกรงกลัวของ ลู่เหรินฮ่าว เป็นอย่างมาก เนื่องด้วย ลู่เหรินฮ่าว คือแกนนำเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้นำชนชั้นเทวะมากที่สุด ทั้งยังได้รับสิทธิ์ให้สามารถลงโทษและสังหารระดับแกนนำด้วยกันได้ ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและเหตุผลสมควร นั่นจึงเป็นสาเหตุให้แกนนำทั้งหมดต่างเคารพยำเกรงต่อ ลู่เหรินฮ่าว ผู้นี้
แต่ในครั้งนี้ อู๋เมิ่นเตีย ชายชราผู้มีใบหน้าครึ่งขาวครึ่งดำ และ ซือปาหลง ชายชราร่างอ้วนท่วมที่ดูไม่เหมือนยอดฝีมือ กลับไม่มีแววตากริ่งเกรงใด ๆ ต่อ ลู่เหรินฮ่าว เลยสักนิด ซึ่งนั่นมิใช่เพราะฤทธิ์สุราอย่างแน่นอน แต่มันเป็นด้วยเหตุผลอื่น…
ทันใดนั้นชายหนุ่มอีกคนที่ช่วงวัยน่าจะไม่เกิน 30 ปี ใบหน้าหล่อเหลาคมคายก็ก้าวเดินออกมาพร้อมมือสองข้างที่โอบไหล่หญิงสาว พวกนางทั้งสองมีสภาพร่อแร่ดวงตาไร้แววประกาย ราวกับพวกนางเพิ่งถูกย่ำยีหัวใจและร่างกายมาหมาด ๆ
“นึกว่าใคร… ที่แท้ก็ผู้อาวุโสลู่ นี่เอง น่าเสียดายยิ่งนักว่าจะชักชวนท่านมาสนุกด้วยกัน ทว่ารสนิยมของท่านดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากที่จะสนุกกับพวกเราได้…” ชายหนุ่ม เอ่ยปากเนิบนาบใบหน้าแป้นยิ้ม ไม่มีความเลื่อมใสกริ่งเกรงใด ๆ แฝงอยู่ในน้ำเสียง
ลู่เหรินฮ่าว ดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที ยามนี้เข้าใจประจักษ์แจ้งแล้วว่าเพราะอะไร อู๋เมิ่นเตีย และ ซือปาหลง จึงกำเริบเสิบสาน ไม่เกรงกลัวตน… ที่แท้เพราะสองชายชราได้รับการส่งเสริมจากชายหนุ่มคนนี้นั่นเอง ซึ่งแม้แต่สถานะของ ลู่เหรินฮ่าว ก็ไม่อาจแตะต้องชายหนุ่มผู้นี้ได้…
“หวงหลงเฟย!! ถึงเจ้าจะเป็นศิษย์ของท่านผู้นำ แต่เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ทำให้ฐานลับแห่งนี้แปดเปื้อน!! อีกทั้งเวลานี้เกิดวิกฤตขึ้นมาแล้ว ศัตรูกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างกระชั้น แม้แต่หนึ่งในแกนนำอย่าง เทียนหนานจง รวมไปถึงเมืองใต้สวรรค์ก็ถูกเล่นงานเป็นที่เรียบร้อย…
หากพวกเจ้ายังเอ้อระเหยร่ำสุราคลุกนารีกันอยู่เช่นนี้ รับรองว่าอีกไม่นานกองทัพราชวงศ์ไป๋หู่ คงได้มาเหยียบย้ำฐานลับแห่งนี้เป็นแน่!!” ลู่เหรินฮ่าว กล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
“!!!!!!!!!!!!” อู๋เมิ่นเตีย และ ซือปาหลง ลุกพรวดสร่างเมาขึ้นในทันที ทั้งสองรู้ดีว่าคนอย่าง ลู่เหรินฮ่าว ไม่เคยกล่าวล้อเล่นเลื่อนลอย… ทางด้านชายหนุ่ม หวงหลงเฟย ก็เผยใบหน้ามืดดำเช่นกัน แผ่ไอสัตว์ร้ายออกมาตลอดทั้งเรือนกาย…
“เวลานี้พวกเราจำเป็นต้องเปิดใช้งานอาคมเคลื่อนย้ายฐานลับ ที่ท่านผู้นำหลายรุ่นช่วยกันวางรากฐานเอาไว้ในที่แห่งนี้… ซึ่งระหว่างที่เดินทางมา ข้าได้รายงานเรื่องนี้ไปยังท่านผู้นำแล้ว ทว่าท่านผู้นำรวมถึงแกนนำอีก 5 ตน กำลังติดพันอยู่ที่พรรคมังกรฟ้า ไม่อาจเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้าได้
แกนนำ 2 คน ทั้ง เกาเทียนฉี และ เทียนหนานจง ได้ตายไปแล้ว ฉะนั้นย่อมเหลือเพียงแค่พวกเราสามคนที่เป็นแกนนำรับมือเท่านั้น!! กระบวนการเคลื่อนย้ายพื้นที่วงกว้างเช่นนี้ คงใช้เวลาราว 2 ชั่วยาม เชื่อว่าน่าจะทำได้ก่อนที่ราชวงศ์ไป๋หู่ยกกำลังมาแน่นอน
แต่สำคัญกว่านั้นก็คือเวลานี้ กังจื่อหราน และสมาชิกพรรคเซียนประทานบางส่วน ได้เคลื่อนกำลังเข้ามาใกล้จะถึงฐานลับแห่งนี้เต็มที พวกมันคงทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางเรา ดังนั้นพวกเราต้องหาทางจัดการกับพวกมันให้สิ้นซากก่อนจะหนีไปจากที่นี่…” ลู่เหรินฮ่าว ออกคำสั่งด้วยตนเองใบหน้าเคร่งเครียดจริงจัง
สองแกนนำ อู๋เมิ่นเตีย และ ซือปาหลง ใช้ลมปราณสลายพิษสุราทั้งหมดในทันที ดวงตากระจ่างใส หยิบหน้ากากอสูรขาวปกปิดใบหน้าพร้อมรบเต็มกำลัง… มีเพียง หวงหลงเฟย ที่ยังคงยกเต้าสุราดื่ม ไม่ได้แสดงความร้อนรนมากไปกว่าจิตสังหารที่แผ่ขยายออกมา…
“กำลังรบที่ประจำการในตอนนี้ มีมากน้อยเพียงใด?!” ลู่เหรินฮ่าว เอ่ยถาม ซือปาหลง ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องฐานแห่งนี้เป็นหลัก…
“นอกเหนือจากพวกเรา 4 คน ที่อยู่นี่… มียอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มอีก 9 คน และชนชั้นลมปราณสีเหลืองอีก 47 คนประจำการอยู่ ถึงจำนวนนี้จะเป็นกำลังเพียงไม่กี่ส่วนในกลุ่มมังกรทองของเรา แต่มันก็มากพอจะล้มล้างพรรคหรือสำนักขนาดกลางได้โดยไม่ยากเย็นนัก” ซือปาหลง อธิบายรายละเอียด
ลู่เหรินฮ่าว ได้ยินเช่นนั้นก็ใบหน้ามืดดำเล็กน้อย เชื่อว่ากำลังของพรรคเซียนประทานที่ยกมา น่าจะมีจำนวนไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก… “พรรคเซียนประทานที่ยกกำลังมาแม้จะเป็นเพียงกำลังบางส่วน ทว่าในกลุ่มคนที่มาก็น่าจะมียอดฝีมืออย่าง กังจื่อหราน และ จิวต้าว เป็นผู้นำกองกำลัง สองคนนี้ที่พวกเราไม่อาจประมาทได้…
ไหนจะยังมี ค่ายกล 8 เซียนพเนจร ที่โด่งดังไปทั่วยุทธภพนั่นอีก... หากเผชิญหน้ากันตรง ๆ ต่อให้พวกเราได้รับชัยชนะ แต่ความเสียหายก็น่าจะมีมากมายเกินความจำเป็น ซึ่งก่อนที่จะยึดพรรคมังกรฟ้าได้สำเร็จ พวกเราไม่อาจสูญเสียระดับแกนนำได้มากกว่านี้อีกแล้ว… ฉะนั้นพวกเราจำเป็นต้องใช้ความได้เปรียบทางสมรภูมิด้านนอก ชิงจังหวะเล่นงานศัตรูก่อนที่พวกมันจะเข้ามาถึงฐานลับแห่งนี้!!”
เมื่อ ลู่เหรินฮ่าว ความขึ้นแน่นหนัก สองแกนนำก็พยักหน้าเห็นด้วย… จากนั้นทั้งสองจึงรีบแยกตัวออกไปจัดการในทันที… ทำให้เวลานี้เหลือแค่เพียง ลู่เหรินฮ่าว ที่ยืนอยู่กับ หวงหลงเฟย พร้อมกับหญิงสาวสี่ห้าคน ที่ถูกลักพาตัวมาตามวิสัยชั่วช้าของสมาชิกองค์กรใต้ดิน เพื่อบีบบังคับให้มาเป็นหญิงบำเรอ
สายตาของ ลู่เหรินฮ่าว กวาดมองไปยังเหล่าหญิงสาว ก่อนจะแผ่อำนาจคุกคามแห่งชนชั้นจักรพรรดิ พริบตาด้วยใบหน้าของพวกนางก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ก่อนพวกนางจะกระอักเลือดและขาดใจตายอย่างน่าอนาจ เป็นความน่าเวทนาของเหล่าหญิงสาวที่ไร้ซึ่งความผิด ต้องมาตายเพราะความอับโชคอย่างแท้จริง…
“ทำบ้าอะไรของท่าน!!” หวงหลงเฟย แค่นเสียงดวงตาดุร้าย หลังจากหญิงสาวได้มาตายคาอ้อมกอดของตนเช่นนี้…
“เหอะ!! เจ้าก็น่าจะรู้ ว่าไม่อาจปล่อยให้คนนอกที่เคยเข้ามาในฐานลับนี้ กลับออกไปอย่างมีชีวิตได้ การที่เจ้าพานางแพศยาเหล่านี้เข้ามา ก็เท่ากับเป็นการสังหารพวกนางไปแล้ว!! หวงหลงเฟย ทำอะไรก็ให้มันรู้จักขอบเขตเสียบ้าง
จริงอยู่ที่แกนนำคนอื่น ๆ คิดว่าเจ้าเป็นศิษย์และผู้สืบทอดของท่านผู้นำ มีเพียงข้าเท่านั้นที่รู้ว่าเจ้าคือบุตรชายแท้ ๆ ที่สืบทอดสายเลือดของท่านผู้นำ!! หากวันใดท่านผู้นำสิ้นอายุขัยหรือล้มตาย เจ้าก็ต้องเป็นผู้รับได้สารีริกธาตุและตำแหน่ง ดังนั้นจึงเปรียบได้ว่าเจ้าเป็นว่าที่ผู้นำกลุ่มในรุ่นต่อไป หากเจ้าคิดจะทำอะไรก็ต้องระมัดระวังมากยิ่งกว่านี้!!”
ลู่เหรินฮ่าว มีใบหน้าดุร้ายขณะที่กล่าว มิใช่ว่าชายชรานั้นเกรงกลัว หวงหลงเฟย ผู้นี้ แต่เป็นเพราะ ลู่เหรินฮ่าว ก็เป็นอีกคนที่คอยช่วยสอนสั่ง ทั้งยังเห็นการเติบโตมาตั้งแต่เยาว์วัยของ หวงหลงเฟย ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ในความสัมพันธ์ของทั้งสองคน
“รู้แล้วน่า… ข้าไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว และข้าก็แข็งแกร่งมากพอที่จะไม่ต้องให้ท่านและบิดามาคอยดูแล… เอาเถอะ ข้าจะไม่ออกไปจากฐานลับ จนกว่ากระบวนการเคลื่อนย้ายจะเกิดขึ้นก็แล้วกัน!!” หวงหลงเฟย แม้จะมีนิสัยราวกับคุณชายเอาแต่ใจ
แต่ทางด้านฝีมือกลับร้ายกาจจะพลังของสายเลือด สามารถบรรลุชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุดตั้งแต่ช่วงวัยที่ยังไม่ถึง 27 ปี… ต่ำกว่าชนชั้นลมปราณสีส้มในกลุ่มมังกรทอง ไม่มีผู้ใดสามารถเปรียบวัดฝีมือกับชายหนุ่มคนนี้ได้แล้ว…
หวงหลงเฟย เผยสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย เมื่อมองตรงไปยังที่ขุมขังของ เหยาหมิง ด้านใน… ชายหนุ่มหันหลังให้กับ ลู่เหรินฮ่าว และเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ทำเอาชายชราต้องถอนหายใจยาว ส่ายหน้าอย่างละเหี่ยใจ…
……………………………………..