อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 241 ความจริงจาก เหยาหมิง (2)
ตอนที่ 241
เหยาหมิง แผ่รัศมีลมปราณออกมารอบ ๆ สร้างเป็นม่านพลังปิดกั้น ป้องกันมิให้ เสียงเล็ดลอดหลุดออกไป ซึ่งมิใช่เพราะ เหยาหมิง ไม่ไว้วางในสมาชิกพรรคเซียนประทาน ที่เดินนำไปด้านหน้าในระยะหลายสิบก้าว แต่เป็นเพราะไม่อยากให้ความเดือดร้อนลุกลามไปถึงพรรคเซียนประทาน หากรับรู้เรื่องราวบางอย่างเสียมากกว่า…
ซุน ยังคงอึ้งงันกับคำพูดของ เหยาหมิง เมื่อครู่ แววตาเผยความสับสบเป็นอย่างมาก...
“ทะ…ท่านพ่อบุญธรรม ไม่ได้เป็นศัตรูกับกลุ่มมังกรทอง และยังเคยร่วมมือกับกลุ่มมังกรทองเมื่อหลายสิบปีก่อนอีกด้วย นี่มันเรื่องอะไรกัน?! แล้วทำไมที่ผ่านมาถึงได้…”
ใช่ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ซุน จะไม่ได้สงสัยในเรื่องนี้ เพราะอุปนิสัยพื้นฐานแล้ว ซุน มักจะวิเคราะห์ทุกเรื่องผ่านความน่าจะเป็นอยู่เสมอ ก่อนหน้านี้ที่ ซุน ได้ทราบประวัติของ เหยาหมิง ผ่านคำพูดของ เตียมู่หยง ว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน เหยาหมิง นั้นแข็งแกร่งมาก ถือเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าของยุทธภพอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้นถึงแม้ว่า เหยาหมิง จะเทียบไม่ได้กับความแข็งแกร่งของ ผู้นำเทวะ ที่อยู่ในคนละระดับชั้นพลัง ทว่าสำหรับบรรดาเหล่าแกนนำทั้งสิบและสมาชิกกลุ่มมังกรทองคนอื่น ๆ ต่างก็มีฝีมืออ่อนกว่า เหยาหมิง ด้วยกันทั้งสิ้น…
อาจพูดได้เต็มปากว่าหาก เหยาหมิง เลือกจะเปิดศึกกับกลุ่มมังกรทองเพียงลำพัง ขอแค่พยายามหลบเลี่ยงมิให้ตนไปเผชิญหน้ากับ ผู้นำเทวะ ความแข็งแกร่งของ เหยาหมิง ก็ยังมีมากพอจะสังหารแกนนำทั้งสิบ รวมไปถึงสมาชิกทั้งหมดของกลุ่มมังกรทองได้ด้วยตัวตนเดียว ซึ่งนั่นก็มากพอจะทำให้กลุ่มมังกรทอง ที่มีหัวแต่ไร้หาง ย่อมต้องล่มสลายในท้ายที่สุด…
แล้วเหตุใด เหยาหมิง จึงต้องหลบหนีซ่อนตัว?!
เรื่องนี้ ซุน คิดมาตลอด ทว่าก็ไม่มีมูลเหตุหรือหลักฐานใด ๆ มารองรับสมมุติฐานดังกล่าว จึงต้องปัดความคิดเหล่านั้นออกไปอย่างช่วยไม่ได้… ฉะนั้นเมื่อมาได้ยินจากปากของ เหยาหมิง ในครั้งนี้ ความนึกคิดดังกล่าวจึงอดไม่ได้ที่จะกลับมาอีกครั้ง เผยแววตาที่สงสัยใคร่รู้อย่างถึงที่สุดออกมา….
เหยาหมิง ถอนลมหายใจออกมาคล้ายผู้ที่ปลดปลงความหนักใจ…
“หากเจ้าเป็นเพียงผู้สืบทอดของข้า แน่นอนว่าข้าก็คงจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้เจ้าฟัง เพราะมันอันตรายมากเกินไป… แต่ในเมื่อเวลานี้เจ้าได้คำนับข้าเป็นบิดาแล้ว ฉะนั้นบิดาก็คงไม่จำเป็นต้องมีเรื่องปิดบังอะไรกับเจ้าอีก...
เมื่อ 40 ปีก่อน ในตอนนั้นข้ากับ ผู้นำเทวะ ได้แอบติดต่อกันอย่างลับ ๆ แน่นอนว่าเรื่องนี้แม้แต่เหล่าแกนนำทั้งสิบของกลุ่มมังกรทองก็ยังไม่ล่วงรู้ เพราะกลุ่มมังกรทองได้ชื่อว่าเป็นองค์กรใต้ดินที่แข็งแกร่งที่สุด มีสถานะเป็นกบฏของแผ่นดิน ถือเป็นศัตรูกับราชวงศ์ทั้งสาม รวมไปถึงสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ในยุทธภพล้วนไม่มีใครให้การยอมรับ
บิดาที่เวลานั้นมีตำแหน่งเป็น เทพปรมาจารย์ และยังเป็นถึงว่าที่ผู้นำพรรคเซียนประทานก็เช่นเดียวกัน ไม่อาจให้ความไว้วางใจกับกลุ่มมังกรทอง ถึงแม้ว่า ผู้นำเทวะ ที่เจรจาภายใต้หน้ากากอยู่เสมอ จะยื่นข้อเสนอให้ข้าเป็นรองผู้นำกลุ่มและเข้าเป็นแกนนำด้วยค่าตอบแทนมหาศาล แต่ข้าก็ปฏิเสธอย่างไม่ลังเล
ทว่าด้วยเป้าหมายของเราทั้งสองที่เหมือนกัน จึงทำให้ข้าอยู่ในฐานะพันธมิตรพิเศษที่ติดต่อกับเฉพาะผู้นำเทวะเพียงคนเดียวเท่านั้น…” เหยาหมิง กล่าวพลางทอดสายตายาวออกไป นึกถึงเรื่องราวในอดีตที่แม้แต่ กังจื่อหราน และ จิวต้าว ก็ยังไม่ทราบเรื่องนี้
ซุน มีลมหายใจถี่ระรัวขึ้นมาอย่างอดไม่ได้…
“เป้าหมายร่วมกัน… นั่นก็คือการโค่นล้มพรรคมังกรฟ้าสาขาหลัก ของทวีปเต่าทมิฬใช่หรือไม่”
เหยาหมิง ถึงกับหันควับมองกลับมา ดวงตาเบิกโพรง...
“ทำไมเจ้าถึงรู้เรื่องนี้ได้?!”
ซุน ยิ้มแห้ง ๆ พลางเกาศีรษะเบา ๆ
“ลูกเพียงแค่คาดเดาเท่านั้น… เพราะเมื่อ 40 ปีก่อน มีเหตุการณ์เดียวในประวัติศาสตร์ที่ทุกคนต้องจดจำ นั่นก็คือการล่มสลายของพรรคมังกรฟ้าสาขาหลักที่ยิ่งใหญ่มานับหมื่นปี… และการล่มสลายในครั้งนั้นก็ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นฝีมือของ กลุ่มมังกรทอง…” ซุน เอ่ยปากขึ้นตามการวิเคราะห์คาดคะเน
เหยาหมิง ไม่ได้แสดงความแปลกใจออกมาเท่าใดนัก มิหนำซ้ำยังเผยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจออกมา เหยาหมิง เป็นคนแรกที่รับรู้ถึงพลังในการวิเคราะห์ของ ซุน และไหวพริบที่ชายหนุ่มผู้นี้มีติดตัวในระดับที่เรียกได้ว่าเป็นพรสวรรค์
“ถูกต้อง… บิดาตัดสินใจร่วมมือกับ ผู้นำเทวะ ก็เพราะเรื่องนี้ และพวกเราก็ทำมันได้สำเร็จจริง ๆ ทว่าหน้าประวัติศาสตร์ตามที่ถูกขีดเขียน ว่าพรรคมังกรฟ้าสาขาหลัก ต้องล่มสลายเพราะกลุ่มมังกรทองนั้น เป็นความจริงก็แค่เพียงส่วนเดียวเท่านั้น…
แม้ผู้นำเทวะกลุ่มมังกรทอง จะเป็นยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีแดงปริศนา ที่จนถึงตอนนี้บิดาก็ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่อาศัยยอดฝีมือชนชั้นเทวะและพรรคพวกยอดฝีมือบางส่วน ไหนเลยจะสามารถสั่นคลอนความยิ่งใหญ่ของพรรคมังกรฟ้า สาขาหลักได้…
เหตุผลส่วนใหญ่ของการล่มสลายในครั้งนั้น เกิดจากความขัดแย้งภายในต่างหาก ทั้งผู้นำเทวะ และตัวของบิดา ก็ทำแค่เพียงขยายความขัดแย้งเหล่านั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จนมันทวีความรุนแรงถึงขั้นที่กลุ่มผู้นำระดับสูงได้ลงมือสังหารกันเอง…”
“!!!!!!!!!!” ซุน ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งสูดลมหายใจลึกตื่นเต้น…
“ความขัดแย้งภายในพรรคมังกรฟ้า?! นอกเหนือจากพรรคมังกรฟ้าสาขาทวีปพยัคฆ์ขาวแล้ว พรรคมังกรฟ้าในสาขาอื่น ๆ รวมไปถึงสาขาหลัก ต่างล่มสลายไปจนหมด และกลุ่มที่ขัดแย้งภายในเพียงหนึ่งเดียวที่มีอำนาจสูงสุด… ก็คือตระกูลเล้ง
ท่านพ่อบุญธรรมอย่างบอกนะว่าท่าน?!”
เหยาหมิง ถอนหายใจหนักหน่วง และจึงพยักหน้าตอบรับ…
“ฉลาดมาก... เป็นอย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละ ศัตรูที่บิดาพยายามหลบหนี จนทำให้ต้องหลบซ่อนมาตลอด ยอมถอนตัวออกจากยุทธภพ ละทิ้งสหายและพี่น้องออกมา มิใช่กลุ่มมังกรทอง มิใช่พรรคมังกรฟ้า หากแต่เป็นตระกูลเล้ง…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็พลันกำหมัดแน่นชัดมาอย่างไม่รู้ตัว หากแต่ก็ยังนิ่งสงบเพื่อรอฟังต่อไป… เหยาหมิง เดินไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว มองขึ้นไปบนฟ้าด้วยสายตาที่เศร้าอาดูร...
“นับตั้งแต่สิ้นยุคสมัยของผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน... ตระกูลหลักสายตรงของ เล้งซาน ถูกแบ่งออกเป็นสองสายตระกูล แม้จะได้ชื่อว่าเป็นตระกูลเล้งด้วยกันทั้งคู่ หากแต่แท้จริงแล้วกลับมีสองสายพลังที่ถูกแบ่งชัดเจน จากพลังที่ติดมากับสายโลหิต…
ตำนานกล่าวไว้ว่าผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน ครอบครองร่างสถิต 2 เทพนักษัตร นั่นก็คือ เทพหลง(มะโรง) และ เทพเสอ(มะเส็ง) บุตรที่สืบสายเลือดของ เล้งซาน สองคนในโลกมนุษย์ก็คือบุตรสาวคนโต เล้งอันอัน และบุตรชาย เล้งหงหย่ง…
สายเลือดตระกูลเล้ง ถือเป็นสายเลือดที่พิเศษ นับแต่ตั้งถือกำเนิด ก็ราวกับมีพลังของร่างสถิตแฝงเร้นอยู่ภายในร่าง แข็งแกร่งกว่าสายเลือดของมนุษย์คนใดในยุทธภพแห่งนี้ ดังนั้นความได้เปรียบที่มีมาตั้งแต่กำเนิด จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ตระกูลเล้ง มีสถานะที่แตกต่างออกไปจากตระกูลอื่น ๆ
แม้แต่ตระกูลเหว่ย หรือตระกูลกุ่ย ที่ได้ชื่อว่าเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ใกล้เคียงกัน ต้นตระกูลมีผู้ยิ่งใหญ่เป็นร่างสถิตเทพนักษัตร เทพหม่า(มะเมีย) และ เทพจู(กุน) เหมือนกัน… แต่ทั้งสองตระกูลก็ไม่ได้รับโชควาสนาทางสายเลือดติดมา เฉกเช่นตระกูลเล้ง… ซึ่งก็คาดว่าคงเป็นเพราะ เล้งซาน มิใช่เพียงแค่ร่างสถิตธรรมดา แต่ถือครองสายเลือดของ เทพหลง(มะโรง) มาด้วยส่วนหนึ่งตั้งแต่ถือกำเนิด…”
เรื่องที่ เหยาหมิง ได้อธิบายออกมานั้น ไม่มีแม้แต่ในบันทึกตำราต่าง ๆ ที่ ซุน เคยได้อ่าน เชื่อว่าเรื่องราวที่ละเอียดเหล่านี้ คงมีเพียงแค่คนของตระกูลเล้งเท่านั้นที่รับรู้… เหยาหมิง เองก็น่าจะทราบเรื่องผ่านการเล่าขานของ เล้งซิ่วอิง ภรรยาของตนมาอีกทอดหนึ่ง…
“พ่อบุญธรรม… หากท่านกล่าวมาเช่นนี้ และถ้าตัวข้าคาดเดาไม่ผิด แปลว่าตระกูลเล้งที่แบ่งแยกเป็นสองสายตระกูลนั้น ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายของภรรยาท่าน และอีกฝ่ายก็คือศัตรูของท่านและภรรยา ใช่หรือไม่?!” ซุน เอ่ยถามขึ้นทันที
เหยาหมิง วางมือบนไหล่ของ ซุน เบา ๆ ด้วยความภาคภูมิใจ
“ถูกต้อง… สมกับเป็นเจ้าจริง ๆ สามารถคาดคะเนได้โดยที่บิดาไม่ต้องกล่าวอธิบายมากนัก ตระกูลเล้งถูกแบ่งออกเป็นตระกูลเล้งฝ่ายหยิน และฝ่ายหยาง… ทั้งสองสายตระกูลราวกับเป็นศัตรูที่แก่งแย่งอำนาจบารมีระหว่างกันและกัน ทั้งความบาดหมางนี้ยังแตกแขนงออกไปในพรรคมังกรฟ้าทุกสาขาที่ตระกูลเล้งปกครอง และก็เป็นสาเหตุของการล้มสลายของทุกสาขา ราวกับเป็นคำสาปที่มิอาจแก้ไขได้…
ฝ่ายหยินนั้นสืบเชื้อสายมาจากบุตรสาวของ เล้งซาน นามว่า เล้งอันอัน… โดดเด่นในด้านวรยุทธสายประยุกต์ ฉกาจฉกรรจ์ทั้งในด้านพิษร้าย ด้านศาสตร์อักขระ โดยเฉพาะปราณเหมันต์ ก็เรียกได้ว่าเหนือล้ำกว่าในสายวิชาเดียวของขุมกำลังอื่นในยุทธภพ มีพลังของ เทพเสอ(มะเส็ง) ที่สืบทอดมาเป็นหลัก…
ฝ่ายหยางนั้นสืบเชื้อสายมาจากบุตรชายของ เล้งซาน นามว่า เล้งหงหย่ง… โดดเด่นในด้านพลังกายที่สูงล้ำ พลังฟื้นฟูที่ราวกับไม่ใช่มนุษย์ เชี่ยวชาญการใช้อาวุธทุกประเภท และยังมีเปลวเพลิงสีฟ้าที่เมื่อขับขานออกมาแล้ว ก็เผาผลาญได้ในทุกสรรพสิ่ง มีพลังของ เทพหลง(มะโรง) ที่สืบทอดมาเป็นหลัก…
ทั้งสองฝ่ายมีความแข็งแกร่งในคนละด้าน หากแต่ก็เรียกได้ว่าขับเคี่ยวสูสีกันจนยากจะตัดสิน มีการสลับขั้วอำนาจที่เหนือกว่าในทุก ๆ รุ่นตลอดหนึ่งหมื่นปี… อีกทั้งต่างฝ่ายต่างก็เป็นสายเลือดตระกูลเล้ง แม้จะบาดหมางกันเพียงใด แต่ไหนเลยจะถึงขั้นสังหารแตกดับหลั่งเลือดตระกูลเดียวกัน จึงแข่งขันในด้านอำนาจบารมี เกิดการคานสมดุลอำนาจของกันและกันในพรรคมังกรฟ้ากันเสียมากกว่า
และด้วยความที่พลังทางสายเลือดของตระกูลเล้งนั้นแข็งแกร่งเกินไป จึงทำให้ในแต่ละรุ่นมีทายาทที่ถือกำเนิดออกมาไม่มากนัก ทั้งที่ผ่านเวลามานับพันนับหมื่นปีที่ตระกูลถูกก่อตั้ง หากเป็นตระกูลอื่น ๆ ที่มีความยิ่งใหญ่ระดับนี้ คงมีสายเลือดแตกแขนงออกไปนับพันนับหมื่นคน
ทว่าตระกูลเล้ง กลับมีสมาชิกเพียงแค่หลายสิบคนในแต่ละรุ่นเท่านั้น มากที่สุดก็ยังไม่เคยเกินหนึ่งร้อยคน จึงทำให้ต่างฝ่ายต่างก็ไม่กล้าลงมือสังหารคนในตระกูลตนเอง เพราะหวาดหวั่นว่าจะทำให้เชื้อสายตระกูลเล้งนั้นล่มสลาย…”
ซุน ที่ได้ยินได้ฟังเรื่องทั้งหมด ก็ถึงกับสูดลมหายใจลึกอยู่หลายครั้งหลายครา ประวัติเรื่องราวที่ได้รับรู้จาก เหยาหมิง เหนือกว่าที่ ซุน ได้ค้นคว้าข้อมูลในประวัติศาสตร์ของตระกูลเล้งด้วยตนเองมากมายนัก… ซึ่ง ซุน ที่ยังไม่อาจหาความเกี่ยวพันของตนเอง และ เล้งซาน ได้พบ ก็พยายามสืบค้นข้อมูลในส่วนนี้อยู่เช่นเดียวกัน แต่สุดท้ายก็พบเพียงแค่ความว่างเปล่า…
“ท่านพ่อบุญธรรม… ตระกูลเล้ง ฝ่ายที่ภรรยาของท่านสังกัดอยู่ คือฝ่ายใด?!”
เหยาหมิง หวนนึกถึงภาพในอดีตอย่างช่วยไม่ได้ ดวงตาเผยความเศร้าสลดออกมา ก่อนจะกล่าวขึ้นแผ่วเบา… “เล้งซิ่งอิง ภรรยาข้า สังกัดฝ่ายหยิน… ทั้งนางยังเป็นหนึ่งในคนที่มีสายเลือดตระกูลเล้งที่เข้มข้นในรุ่น โดดเด่นเหนือผู้ใดในการรู้แจ้ง… นั่นจึงเป็นเหตุผลให้นางถูกเกลียดชังจาก ฝ่ายหยาง ที่มองนางมิต่างหนามยอกอก...”