อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 243 เกาะซิ่วอิง
ตอนที่ 243
เหยาหมิง เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนังศีรษะก็ด้านชาในทันที จิตใจสะท้านสะเทือนจนถึงขีดสุด แม้แต่มือที่ถือหยกสื่อสารเอาไว้ ก็ยังอ่อนแรงจนราวกับมันหนักขึ้นอีกหลายร้อยเท่า… ซุน ที่อยู่ข้าง ๆ ย่อมได้ยินเช่นกัน ลมหายใจของ ซุน ถี่ระรัวไปด้วยโทสะที่พุ่งสูงถึงขีดสุด ต่อให้ไม่เข้าใจความรู้สึกของ เหยาหมิง ทั้งหมด แต่ในฐานะบุตรบุญธรรม ก็ไม่อาจยอมรับเรื่องเช่นนี้ได้…
เหยาหมิง พยายามสะกดกั้นอารมณ์เอาไว้ ยังไม่แน่ชัดว่าอีกฝ่ายเพียงแค่กล่าวอ้างหรือทำเช่นนั้นจริง ๆ “ซิ่วอัน… นั่นเจ้ากำลังพูดถึงพี่สาวแท้ ๆ ของเจ้าอยู่นะ!! เจ้ากล้าทำเรื่องเช่นนั้นกับนางได้ยังไง!!”
“พี่เหยา… ท่านจะมาเข้าใจอะไร ตระกูลเล้งเป็นเช่นนี้มาโดยตลอดนั่นแหละ ความแข็งแกร่งย่อมสำคัญกว่าสายสัมพันธ์ แม้จะเป็นพี่น้องก็ตามที…” หญิงสาวกล่าวขึ้น
“ข้าไม่เข้าใจ!! และข้าก็ไม่คิดจะเข้าใจมันด้วย!! แต่หากเจ้าทำเช่นนั้นจริง ๆ ก็เตรียมรับผลกรรมที่ตามมาได้เลย เพราะข้าจะไปยืนตรงหน้าเจ้า เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับ เล้งซิ่งอิง!!” เหยาหมิง คำรามออกไปด้วยความเดือดดาล
“หึหึ…ข้าจะรอท่านที่เกาะหมื่นพิษ ในมหาสมุทรกิเลนอัสนี… ข้าเชื่อว่าด้วยความสามารถของ พี่เหยา คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะมาหาข้า… อย่าลืมนำกุญแจปราสาทปราการเทพสมุทรมาแลกเปลี่ยนด้วยล่ะ ข้าจะรอท่านอยู่ที่นั่นแค่ 2 เดือน เท่านั้น…” นางยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน ก่อนการติดต่อจะถูกตัดขาดไป
เหยาหมิง ใบหน้ามืดดำดวงตาแข็งกร้าว พยายามบังคับตนเองอย่างมาก มิให้บีบหยกสื่อสารจนแหลกคามือ เพราะนี่คือสิ่งเดียวที่จะใช้ติดต่อกับนางได้… ซุน ที่เห็นเช่นนั้นก็เผยแววตาเด็ดเดี่ยวเช่นกัน การไปในเขตของมหาสมุทรกิเลนอัสนีมิใช่เรื่องง่าย เพราะถือเป็นปกครองพิเศษของสมาพันธ์แห่งท้องทะเล หน่วยราชการแผ่นดินที่ได้ชื่อว่าเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด…
“ท่านพ่อบุญธรรม ข้าเองก็จะ….”
“ไม่! เจ้าไปกับบิดาไม่ได้เด็ดขาด… การไปในครั้งนี้อันตรายมากเกินไป มิต่างเดินเข้าไปในเล่ห์กลที่นางวางเอาไว้ ไหนเลยที่บิดาจะยอมให้เจ้าติดตามไปเสี่ยงด้วย…” เหยาหมิง ตวาดเสียงแทรกขึ้นมาในทันที ก่อนที่ ซุน จะกล่าวจบประโยคเสียอีก ทำเอา ซุน ถึงกับอึ้งงันไปชั่วครู่ ก่อนจะแสดงความไม่ยินยอมออกมาอย่างชัดเจน
“ท่านพ่อบุญธรรม… แล้วท่านคิดว่าการที่ข้าเสี่ยงชีวิตไปช่วยเหลือท่านก่อนหน้านี้ ไหนจะผู้อาวุโสเตียที่ต้องยากลำบากเพื่อช่วยสนับสนุนมาโดยตลอด ไหนจะพรรคเซียนประทานที่เต็มไปด้วยผู้เสียสละ ทั้งหมดเพื่อช่วยให้ท่านกลับเข้ามาหาสถานที่ตายแห่งใหม่งั้นหรือ?!”
เหยาหมิง หันมองมายัง ซุน ด้วยความอึ้งงันเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้ม สัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงอย่างชัดเจนของบุตรชายผู้นี้… “ซุน เอ้ย… เจ้าอย่าห่วงไปเลย บิดาย่อมเข้าใจความหมายของชีวิตต่อจากนี้เป็นอย่างดี ทั้งความลำบากของเจ้าและการเสียสละของทุกคน ทำให้ชีวิตนี้มีความหมายมากยิ่งกว่าที่ผ่าน ๆ มา
จริงอยู่ที่ เล้งซิ่วอิง จะสำคัญต่อข้า ทว่านางที่ตายไปแล้ว ก็ไม่มีทางสำคัญไปกว่าผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างเจ้า… ที่บิดาบอกว่าไม่ให้เจ้าไปนั้น ก็เพราะเจ้ายังไม่พร้อม บิดาเองก็ใช่ว่าจะโง่เขลาเดินตามเล่ห์กลที่นางวางเอาไว้ ดังนั้นบิดาจะวางแผนให้ดีและมั่นใจที่สุดในการไปพบเจอนาง…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็โล่งใจขึ้นมาก
อย่างน้อย เหยาหมิง ก็มิได้หุนหันพลันแล่น...
“ท่านไม่ไปไม่ได้หรือ?!” ชายหนุ่ม เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
เหยาหมิง ได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ
“อาจฟังดูเป็นเรื่องตลก… ทว่าข้านั้นมิเชื่อว่า เล้งซิ่วอัน จะโหดร้ายเฉกเช่นที่นางพยายามแสดงออกมาจริง ๆ ข้านั้นเห็นนางเป็นดั่งน้องสาวแท้ ๆ และที่สำคัญ ก่อนภรรยาข้าจะตาย ชั่วลมหายใจสุดท้ายที่นางร้องขอ ก็คืออยากจะให้ข้าช่วยดูแล เล้งซิ่งอัน แทนนางด้วย…
ฉะนั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ข้าก็จำเป็นต้องไปพบนางให้ได้…”
ซุน ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของ เหยาหมิง และนางในอดีต จึงไม่กล้าออกความเห็น และในเมื่อบิดาตัดสินใจเช่นนั้นแล้ว ในฐานะบุตรก็ทำได้อย่างมากแค่เพียงสนับสนุนการตัดสินใจ… หากคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง ด้วยความแข็งแกร่งของ เหยาหมิง การที่ ซุน ติดตามไปด้วย นั่นเท่ากับว่า ซุน จะกลายเป็นภาระและจุดอ่อนของ เหยาหมิง ไปในทันที จากความอ่อนแอในเวลานี้
เป็นอีกครั้งที่ ซุน ก่นด่าความอ่อนแอของตนเอง และเผยความมุ่งมั่นทะเยอทะยานออกมาผ่านแววตา… “ท่านพ่อบุญธรรม… ว่าแต่ กุญแจปราสาทปราการเทพสมุทร มันคืออะไรงั้นหรือ?!”
“ปราสาทปราการเทพสมุทร เป็นหนึ่งในอาวุธลับโบราณที่ตระกูลเล้งครอบครอง… สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ทั้งหมดสองรูปแบบ หนึ่งคือปราสาทที่มีค่ายกลป้องกันอันแข็งแกร่ง และสองคือการเปลี่ยนเป็นหุ่นรบขนาดมหึมาที่สูงเทียมฟ้า พลังอำนาจนั้นว่ากันว่า เทียบเคียงชนชั้นกึ่งเทวะเลยทีเดียว และสิ่งที่จะควบคุมมันได้ก็คือ กุญแจ
อันที่จริง ปราสาทปราการเทพสมุทร แม้จะมีพลังอันน่ากลัว แต่ขอบเขตพลังระดับกึ่งเทวะ ก็ไม่ได้มีค่าในสายตาของคนตระกูลเล้งมากมายถึงเพียงนั้น เหตุผลหลักที่ตระกูลเล้งอยากได้ กุญแจ น่าเป็นสิ่งของที่แอบซ่อนอยู่ภายในปราสาทนั้นอีกทอดหนึ่งเสียมากกว่า…
เล้งซิ่วอิง เคยบอกกับข้าว่าภายในนั้นมีห้องลับพิเศษที่เต็มไปด้วยค่ายกลอักขระ แม้แต่ชนชั้นเทวะก็ไม่อาจทำลายมันลงได้ และภายในนั้นมีวัตถุสำคัญเก็บซ่อนอยู่ ทว่าภรรยาของข้าก็ไม่ได้บอกอย่างละเอียดนัก ดังนั้นบิดาเองก็ไม่ทราบว่ามันคืออะไร…” ในขณะที่กล่าวอธิบายเกี่ยวกับกุญแจ เหยาหมิง ก็ได้เผยสีหน้าแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล
ซุน ที่ถนัดเรื่องการจับสังเกต จึงเอ่ยทักขึ้นทันที…
“กุญแจ ไม่ได้อยู่กับท่านพ่อบุญธรรมใช่หรือไม่?
ภรรยาของท่าน คงไม่ได้มอบให้ไว้งั้นสินะ”
เหยาหมิง ได้ยินเช่นนั้น ก็ผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะแสดงสีหน้าเศร้าสลด และพยักหน้าตอบรับเบา ๆ “อย่างที่เจ้าว่ามานั่นแหละ กุญแจ ไม่ได้อยู่ที่ข้า”
“แบบนั้นหากท่านไปพบนางโดยไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยน จะไม่ยิ่งเป็นอันตรายงั้นหรือ?!”
“หึหึ… ถึงกุญแจจะไม่อยู่กับข้า ทว่าข้าก็พอจะรู้ว่ามันถูกเก็บซ่อนไว้ที่ใด แม้ว่าข้าจะไม่สามารถไปค้นหามันได้ด้วยตนเองก็ตามที…” เหยาหมิง เผยรอยยิ้มและวาจาที่เต็มไปด้วยเลศนัยแฝงเร้น แน่นอนว่า ซุน ไม่ค่อยจะเข้าใจ แต่ก็ไม่อยากคาดคั้น…
เหยาหมิง ยื่นมือออกมา ขยี้ไปบนศีรษะของบุตรชายเบา ๆ
“หึหึ… เจ้าอย่าได้คิดมากนักเลย อายุแค่นี้ ดูสิ!! คิดมากจนหัวหงอกเหมือนกับข้าแล้วเนี่ย ยังมีเวลาอีกถึงสองเดือน การจะไปเกาะหมื่นพิษ คงจะใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์ เช่นนั้นในช่วงเวลาที่ยังเหลือนี้ บิดาจะฝึกฝนเจ้าให้กลายเป็นยอดคนขึ้นมาเอง!!”
ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็แย้มยิ้มออกมา พยักหน้าแน่นหนักเพื่อตอบรับ…
…………………………………………………..
หลังจากจบศึกในครั้งนั้นทางราชวงศ์ไป๋หู่ ก็เข้ามาตรวจสอบพื้นที่ด้วยตนเอง โดยมีสามยอดฝีมือเป็นพยานสำคัญที่น่าเชื่อถือ… ซึ่งนั่นก็คือ กังจื่อหราน จิวต้าว และ เตียมู่หยง ทั้งสามถือเป็นผู้มีอิทธิพลในยุทธภพ ถ้อยวาจาจึงมีน้ำหนักอย่างยิ่ง ผนวกกับหลักฐานมากมายที่ถูกค้นพบ
จึงทำให้ทาง สมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ออกมาประกาศปลด ลู่เหรินฮ่าว ออกจากตำแหน่ง เทพปรมาจารย์ ลำดับที่ 2 ของทวีปพยัคฆ์ขาว ในทันที ทั้งยังถูกตั้งค่าหัวในฐานะกบฏแห่งแผ่นดิน ซึ่งแน่นอนว่ารวมไปถึง อู๋เมิ่นเตีย ผู้นำลัทธิฟ้าดินของทวีปหงสาเพลิง ก็ถูกตั้งค่าหัวด้วยเช่นกันในฐานะแกนนำกลุ่มมังกรทอง…
การที่ เทพปรมาจารย์ ถูกปลดออกจากตำแหน่งและกลายเป็นกบฏแห่งแผ่นดิน เปลี่ยนจากจุดสูงสุดเป็นจุดต่ำสุดเช่นนี้ ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดในหน้าประวัติศาสตร์ของยุทธภพ หากแต่ในทุก ๆ ครั้ง ก็กลายเป็นความครึกโครมในยุทธภพอย่างอดไม่ได้ ข่าวลือต่าง ๆ นานา จริงบ้างเท็จบ้างได้แพร่กระจายออกไปทั่วทั้ง 4 ทวีป…
สำหรับ เหยาหมิง และ ซุน นั้น กลับไม่ได้ถูกใครพูดถึงเลยสักนิดเดียว เป็นการร่วมกันปิดบังของ กังจื่อหราน จิวต้าว และ เตียมู่หยง เพราะไม่ต้องการให้ใครไปสร้างความวุ่นวายกับสองพ่อลูกบุญธรรมคู่นั้น ที่ปลีกวิเวกออกไปฝึกฝนเพียงลำพังสองคน…
สำหรับเรื่องของสำนักสายลมประจิมนั้น ทั้งกำหนดการและรวมไปถึงคำถามต่าง ๆ ที่ถูกตั้งขึ้นเกี่ยวกับ ซุน ทางด้าน เตียมู่หยง ที่เป็นถึงรองเจ้าสำนัก ย่อมสามารถหาเหตุผลมาตอบคำถามแทนการหายตัวของไปของศิษย์คนหนึ่งได้ทุกอย่าง… แม้ว่าทางสำนักสายลมประจิมจะมีกำหนดการออกมาแล้ว เกี่ยวกับธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
หากแต่ทางสำนักสายลมประจิม ก็ได้ยื่นคำร้องเป็นกรณีพิเศษกับทางพรรคมังกรฟ้า สาขาทวีปพยัคฆ์ขาว ว่าขอเลื่อนกำหนดการส่งตัว ซุน ออกไปอีกสักระยะ โดยมีเหตุผลว่ากำลังติดพันภารกิจสำคัญของสำนักซึ่งไม่อาจปลีกตัวกลับมาได้… หากทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ก็ค่อยส่งตัว ซุน ตามไปสมทบที่พรรคมังกรฟ้าในภาคหลัง…
แน่นอนว่าในกรณีพิเศษเช่นนี้ เมื่อนำเรื่องขึ้นเสนอกับทางพรรคมังกรฟ้า ด้วยความยิ่งใหญ่ของพรรคมังกรฟ้าจึงแทบจะไม่ต้องให้ความสนใจ หากเป็นผู้เยาว์สามัญป่านนี้ก็คงจะถูกตัดสิทธิ์ทิ้งไปในทันทีโดยไม่เสียเวลาไตร่ตรองพิจารณา…
ทว่าด้วยตำแหน่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของ ซุน ทั้งยังเป็นหนึ่งในคนที่เคยเอาชนะ เฉียงตงฟาง ได้ ภายในพรรคมังกรฟ้า ยังไม่มีผู้เยาว์ที่โดดเด่นถึงระดับนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ทาง พรรคมังกรฟ้า จะให้ความสนใจกับ ซุน มากเป็นพิเศษ ยอมอนุโลมรับคำร้องดังกล่าว…
อีกด้านหนึ่ง…
เหยาหมิง ได้พา ซุน มุ่งหน้ามายังสุดเขตทิศตะวันตก ทวีปพยัคฆ์ขาว สถานที่แห่งความทรงจำ ณ ยังเขตชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดง แน่นอนว่าเวลานี้สถานศึกษาศาสตร์อักษรได้ถูกเผาไหม้ทำลายไปแล้ว เหลือแต่เพียงเศษซากในความทรงจำเท่านั้น…
“ท่านพ่อบุญธรรม พวกเรามาที่นี่ทำไมงั้นหรือ?!” ซุน เอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะชุมชนรกร้างห่างไกลแห่งนี้ ไม่มีแม้แต่ความเจริญเข้ามาถึง
“ตามมาก็พอ… พวกเราจะไปยังสถานที่ ซึ่งเหมาะแก่การฝึกฝนสำหรับเจ้าในตอนนี้…” เหยาหมิง กล่าวขึ้น โดยมิได้บอกถึงตำแหน่งที่แน่ชัด
ความเร็วของทั้งสองในเวลานี้ เดินทางได้ไวยิ่งกว่าม้าชั้นเลิศเสียอีก ราวกับเป็นประกายแสงสีทองและสีเขียววิ่งไล่หลังกันอย่างน่าอัศจรรย์… เหยาหมิง เหลือบมองท่าร่างของ ซุน ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมไม่ขาด ทั้งที่เพิ่งจะบรรลุขอบเขตสูงสุดของชนชั้นลมปราณสีเขียว ทว่าหากนับเฉพาะท่าร่างวิชาตัวเบา ซุน มีความเร็วเทียบเท่าชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นปลายไปแล้ว…
ไม่นานทั้งสองก็มาถึงยังริมชายหาด ของ มหาสมุทรเสรี…
เหยาหมิง ระเบิดความเร็วขึ้นอีกระดับ เหยียบไปบนผิวน้ำทะเลที่กว้างใหญ่… ซุน เองก็ไล่ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด เท่าที่จะสามารถทำได้… ทั้งสองวิ่งไปบนผิวน้ำทะเลอยู่เช่นนั้น ยาวนานติดต่อกันถึง 3 วัน 3 คืน ฟันฝ่าระลอกคลื่นและกระแสลมโดยไม่หยุดพัก!!
เหยาหมิง ยังคงใบหน้าเรียบเฉยนิ่งสงบ ไม่มีแม้แต่อาการเหนื่อยหอบ... ทว่า ซุน กลับใบหน้าซีดเผือดรู้สึกอ่อนล้าเต็มที่ กระดกสุราฟื้นฟูนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อประคองลมปราณและวิชาตัวเบาของตนเองมิให้ตกลงไปในทะเล ซึ่งหากเป็นผู้เยาว์สามัญคงไม่อาจทนได้ถึงระดับนี้… เมื่อ ซุน หันมองกลับไปที่ด้านหลัง ก็มองไม่เห็นแผ่นดินทวีปพยัคฆ์ขาวตั้งอยู่อีกแล้ว รอบด้านล้วนเต็มไปด้วยผืนน้ำของมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล
สองสิ่งที่สามารถใช้บอกทิศทาง ก็คือดวงตะวัน และดวงดาว…
“อดทนไว้ พวกเราใกล้จะถึงแล้ว” เหยาหมิง กล่าวขึ้นสั้น ๆ ซุน จึงได้แต่กัดฟันวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ จวบจนกระทั่งมองเห็น เกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่อยู่สุดระยะสายตาตรงหน้า… ซุน ก็รู้ได้ทันทีว่าเป้าหมายที่ เหยาหมิง พูดถึง ก็คือเกาะแห่งนี้…
“เมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนที่บิดาพยายามหลบหนีซ่อนตัว… แผ่นดินของทวีปทั้ง 4 ล้วนไม่มีสถานที่ปลอดภัย ดังนั้นบิดาจึงต้องหลบหนีอย่างไร้จุดหมาย โดยการออกมายังมหาสมุทรเสรี สถานที่ซึ่งไม่มีอยู่ในแผนที่
จวบจนบิดาได้มาพบเจอเกาะแห่งนี้ด้วยความบังเอิญ… มันเป็นเกาะที่ยังไม่ถูกค้นพบ ไม่มีทั้งชื่อและไม่มีในแผนที่ข้อมูล ห่างจากชายฝั่งออกมาร่วม ๆ หนึ่งพันลี้ บิดาแอบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อรอให้การออกตามล่าของตระกูลเล้งจบสิ้นลง…
บิดาเรียกเกาะแห่งนี้ ตามชื่อของภรรยาว่า เกาะซิ่วอิง…”
………………………………………………..