อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 244 พรสวรรค์
ตอนที่ 244
เกาะซิ่วอิง…
เกาะแห่งนี้ไม่ได้มีความพิเศษมากไปกว่าเกาะที่หนาทึบไปด้วยป่าขนาดใหญ่ทั่วทั้งเกาะ แม้จะมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ประปราย ทว่าก็ไม่ได้มีสัตว์อสูรอยู่บนเกาะแห่งนี้แม้แต่ตนเดียว ยังอุดมไปด้วยธรรมชาติที่แสนสามัญ ตลบอบอวลไปด้วยปราณธรรมชาติที่มีมากกว่ายิ่งกว่าภายในแผ่นดินใหญ่…
เหยาหมิง และ ซุน ใช้เวลาในช่วง 10 วันแรกไปกับการฟื้นฟูร่างกาย ทั้งอาการบาดเจ็บและความอ่อนล้าที่สั่งสม… โดยเฉพาะ ซุน ที่ใช้โอกาสนี้ทำการบ่มสุราเพิ่มขึ้น และในครั้งนี้เมื่อมี เหยาหมิง ช่วยชี้แนะ ก็ยิ่งทำให้ ซุน เข้าใจและรู้แจ้งในกระบวนมากไปอีกขั้น บางสิ่งที่เคยค้างคาใจและไม่เข้าใจ เหยาหมิง ก็สามารถให้คำตอบเหล่านั้นได้อย่างละเอียดลออ…
ทั้งยังเริ่มทำการหลอมศพที่ได้มาใหม่ แทนที่ศพหลอมซึ่งสูญเสียไปจนหมดในการต่อสู้ที่ผ่านมา ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาเป็นปัจจัยหลัก ดังนั้น ซุน จึงไม่เคยปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปอย่างไร้ความหมาย… อีกทั้งยังได้เริ่มทำการสกัดดวงวิญญาณระดับราชันย์ทั้งสองดวงที่ เฒ่าชีเปลือย ได้เคยมอบให้(ตอนที่ 226)
ไม่นานก็ได้รับ โอสถปราณวิญญาณมาถึง 2 เม็ด… แม้แต่ เหยาหมิง ที่เฝ้าดูกระบวนการทั้งหมดยังอดที่จะทึ่งกับเรื่องเช่นนี้ไม่ได้ และไม่เคยเห็นโอสถที่มีพลังลมปราณบริสุทธิ์อัดแน่นอยู่ด้านในมากขนาดนี้มาก่อนตลอดช่วงชีวิต เพราะวิทยาการของยุทธภพในปัจจุบัน ยังมีความรู้แจ้งแตกฉานไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับวิทยาการด้านเวทย์อาคม จากสถานที่ซึ่ง เฒ่าชีเปลือย ได้เคยจากมา…
ซุน ไม่ได้มีความตระหนี่กับบิดาบุญธรรม ยอมมอบโอสถปราณวิญญาณให้กับ เหยาหมิง หนึ่งเม็ดอย่างไม่เสียดาย… ทว่า เหยาหมิง กลับปฏิเสธในทันที สำหรับขอบเขตชนชั้นจักรพรรดิขั้นปลายอย่าง เหยาหมิง ต่อให้ได้โอสถปราณวิญญาณของชนชั้นราชันย์การกลืนกิน ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก เนื่องด้วยพื้นฐานของ เหยาหมิง เกินขอบเขตเหล่านั้นมามากมายแล้ว
แต่สำหรับ ซุน แล้ว มันย่อมได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนเป็นอย่างมาก... เพียงแค่โอสถเม็ดแรก ก็สามารถฝ่ากำแพงคอขวด ทะลวงผ่านชนชั้นลมปราณสีเหลืองขึ้นมาในทันที ก่อนจะหยุดลงที่ชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 2 จากนั้นเมื่อ ซุน กลืนโอสถปราณวิญญาณอีกเม็ด ขอบเขตพื้นฐานก็ได้ขยายตัวราวกับร่างกายจะระเบิดออก ข้ามผ่านช่วงขั้นของระดับชั้น ขึ้นมาเป็นช่วงขั้นกลางได้สำเร็จ…
“บรรลุชนชั้นลมปราณสีเหลือง ขั้นที่ 4”
ชายหนุ่มสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและลมปราณ ความแตกต่างของชนชั้นลมปราณสีเขียวและสีเหลืองนั้นกว้างขวางเป็นอย่างมาก สมแล้วที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างชนชั้นผู้ฝึกยุทธและชนชั้นยอดฝีมือ เพื่อเข้าสู่พื้นฐานลมปราณสีเหลืองอย่างสมบูรณ์ จะสามารถเรียกขานตนเองว่าเป็นยอดฝีมือในยุทธภพได้อย่างเต็มปากเต็มคำ…
ซุน กำหมัดแนบแน่นด้วยความยินดีปรีดา ความแข็งแกร่งที่มากขึ้น นั่นคือโอกาสต่าง ๆ ที่มีมากยิ่งขึ้น สามารถปกป้องคนที่รักและคนรอบข้างได้มากยิ่งขึ้น!! เมื่อเข้าสู่ชนชั้นพลังนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้ ซุน นึกถึง แมวเหลือง ด้านบนยอดหอคอย…
“หากแตะย่างเข้าสู่ชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุดเมื่อใด ข้าก็มีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบของ แมวเหลือง ตามเงื่อนไขที่ตกลงกับจิตวิญญาณแห่งแมวเหล่านั้น…” สายตาของ ซุน เต็มไปด้วยความฮึกเหิมอย่างถึงที่สุด เมื่อขยับเข้าใกล้เป้าหมายอีกอย่าง
เหยาหมิง เผยความภาคภูมิใจอย่างเต็มเปี่ยมผ่านสีหน้าและแววตา แม้จะทราบดีว่า ซุน นั้นมีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา แต่ไหนเลยที่จะประเมิน ซุน ได้สูงเกินกว่าที่เห็นในตอนนี้ได้ ไม่เคยมีใครเริ่มต้นจากขั้นไร้พื้นฐาน ใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี แตะย่างเข้าสู่ชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นกลางได้เช่นนี้มาก่อน...
และภายใต้ความภาคภูมิใจเหล่านั้น
ก็ยังแฝงไว้ด้วยความหวาดหวั่นเช่นเดียวกัน…
“เอาล่ะ… หลังจากนี้พวกเราจะเริ่มฝึกฝนกันอย่างจริงจัง ไปพร้อม ๆ กับการปรับสมดุลร่างกายของเจ้า ให้เข้ากับลมปราณที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหัน บิดามีคำพูดเพียงแค่สองคำ สำหรับการฝึกหลังจากนี้…
จงอดทน และ อย่ายอมแพ้!!”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็พลันสูดลมหายใจลึกขึ้นในทันที แม้ก่อนหน้านี้ เหยาหมิง จะเคยเป็นเหล่าซือที่สอนสั่งเกี่ยวกับภาษาและการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ แต่นี่จะเป็นครั้งแรกภายใต้การชี้แนะของ เหยาหมิง เกี่ยวกับการฝึกฝนลมปราณ และวรยุทธ
ซุน จำได้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ เหยาหมิง เอ่ยว่าให้ตนนั้น อดทนและอย่ายอมแพ้ นั่นแปลว่าจะเกิดเรื่องที่ยากลำบากอยู่เสมอ การเตรียมใจให้พร้อมก่อนการฝึกจึงเป็นสิ่งจำเป็น… ชายหนุ่มประสานมือแน่นหนัก ความมุ่งมั่นแผ่ซ่านผ่านรัศมีรอบกาย…
“ข้าพร้อมแล้ว ท่านพ่อบุญธรรม…”
เหยาหมิง ได้ยินเช่นนั้น ก็แสดงรอยยิ้มที่ดูน่าขนลุกอยู่ไม่น้อย ก่อนจะสูดลมหายใจลึกปรับสมดุลลมปราณในร่างของตนเอง ทั้งยังขับขานเคล็ดวิชาเฉพาะ แขนขวาจากที่พิการ เวลานี้กลับมีออร่าสีทองที่หนาแน่นก่อตัวขึ้น จนเกิดเป็นแขนเทียมที่ราวกับถูกสร้างจากแสงสว่าง เปล่งประกายพลานุภาพน่าครั่นครื้นออกมา…
เหยาหมิง ได้ลดระดับพื้นฐานของตนเอง ให้เทียบเท่ากับ ซุน ที่ชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นปลาย ก่อนจะผายมือออกมาด้านหน้าตวัดปลายนิ้วเบา ๆ เป็นการเชื้อเชิญ… “ไม่มีสิ่งใดชี้วัดความสามารถได้ดีไปกว่าการประลองจริง ๆ ดังนั้นจงแสดงพลังทั้งหมดของเจ้าออกมา เพื่อให้บิดาได้เห็นว่าเจ้ารู้แจ้งถึงระดับไหนแล้ว…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็ยกมุมปากขึ้นทันทีเผยฟันเขี้ยวมีประกายขึ้นมา…
“ท่านพ่อบุญธรรม อย่าหาว่าข้ารังแกคนชราก็แล้วกัน…”
“หึหึ… ให้มันเก่งอย่างปากว่าเถอะ”
พริบตาเดียว ก็เกิดการพุ่งปะทะของประกายแสงสีทอง และประกายแสงสีเขียว… ราวกับเป็นการเผชิญหน้าของปราณแห่งแสง และปราณแห่งสายลม ที่ทำให้ เกาะซิ่วอิง แห่งนี้ต้องสะท้านสะเทือน สัตว์ป่าต่างพากันแตกตื่นจ้าละหวั่น
………………………………………………..
10 วัน ผ่านไป…
สภาพของ ซุน ในเวลานี้ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง อาภรณ์ที่จากเดิมเป็นสีขาว ยังขุ่นมัวไปด้วยเศษฝุ่นเศษดิน ลมหายใจหอบฮัก ๆ ผ่านปาก ใต้ตาดำเคล้าราวกับไม่เคยได้พักผ่อนมาร่วมเดือน ความสง่างามและความองอาจที่เคยมี แทบไม่อาจหาพบเจอได้เลยในตอนนี้
เบื้องหน้าคือ เหยาหมิง ที่ยังคงสภาพห้าวหาญเฉกเช่นเมื่อ 10 วันก่อน สุกสกายโอบล้อมไปด้วยแสงสีทองตลอดร่าง มองดูราวกับเทพเซียนก็มิปาน อีกทั้งเมื่อ เหยาหมิง เริ่มกลับมาใช้ลมปราณขับขานโคจรอีกครั้ง ก็คล้ายว่าความชราในอดีตจะค่อย ๆ เลือนหายไป จากผิวหนังที่เหี่ยวชราผอมแห้ง ก็เริ่มเต่งตึงกำยำมากขึ้น ตอนนี้ดูราวกับชายวัย 60 ที่ใบหน้าคมคายผู้หนึ่ง…
การดูดซับปราณธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง อันเป็นวิถีลมปราณของชนชั้นจักรพรรดิที่กระทำกันนั้น ราวกับเป็นวิถีการฝึกของเซียน ผนวกกับสุราลมปราณที่กลับมาเริ่มดื่มอีกครั้ง หลังจากไม่แตะต้องเลยมาตลอดหลายสิบปี ก็ทำให้เริ่มมองเห็นรัศมีของ เทพปรมาจารย์ ในอดีตที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ
สภาพของ ซุน และ เหยาหมิง ช่างตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง… ที่สำคัญก็คือตลอด 10 วันมานี้ ทั้งคู่ไม่ได้หยุดพักการประลองเลยแม้แต่ชั่วยามเดียว!! หาก ซุน ลมปราณพร่องโหว่ ก็จะถูกบังคับให้ดูดซับปราณธรรมชาติที่หนาแน่นโดยรอบ และดื่มสุราฟื้นฟูทดแทนการพักผ่อน ถือเป็นการฝึกที่โหดหินอย่างมาก...
“ความห้าวหาญหายไปไหนหมดแล้ว!! รีบเข้ามาอีกสิ!!” เหยาหมิง คำรามเสียงต่ำกดดัน
ซุน กัดฟันไม่ยอมแพ้ พุ่งเข้าไปปะทะอีกครั้ง หมุนวนสายลมและกระบี่รอบกาย… แต่สุดท้ายก็ถูก เหยาหมิง หลบเลี่ยงการโจมตีอย่างง่ายดาย ก่อนจะจับคว้าที่ข้อมือและเหวี่ยงร่างโยนออกไปไกลราวกับเศษกิ่งไม้…
“เข้ามาอีก!! การวางเท้ายังทำได้ไม่ดีพอ จำเป็นต้องแบ่งลมปราณส่วนหนึ่งรักษาสมดุล!!”
“รับทราบ!!”
ซุน บุกเข้าไปนับร้อยนับพันครั้ง และในทุก ๆ ครั้งก็จะถูกจับเหวี่ยงโยนออกไปไกล พร้อมกับการชี้แนะความผิดพลาดเกี่ยวกับท่วงท่าและการเคลื่อนไหวอันเป็นส่วนเกิน ราวกับเป็นการเจียระไนเพชรให้ได้เหลี่ยมได้รูป เพื่อที่มันจะได้เปล่งประกายออกมามากที่สุด…
แม้ ซุน จะไม่ได้รู้ตัวมากนัก แต่สำหรับ เหยาหมิง กลับมองเห็นถึงการพัฒนาที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จากในคราแรกที่ต้องการจะชี้แนะเพียงแค่ประเมินคร่าว ๆ แต่เมื่อเห็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดดทั้งท่วงท่าและการโคจรรีดเค้นลมปราณที่ดีขึ้นในทุก ๆ ครั้ง ก็อดที่จะเคี่ยวเข็ญต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้…
“อีกครั้ง!! เจ้านั้นมีทักษะและกระบวนท่ามากมายหลายหลากก็จริง ทว่ายิ่งมีตัวเลือกเหล่านั้นมากเท่าไหร่ มันกลับทำให้เจ้ามองข้ามพื้นฐานที่มั่นคง และเกิดความลังเลในการแสดงทักษะออกมาในชั่วพริบตา… ความหลากหมายเป็นสิ่งจำเป็น ทว่าการหยิบใช้ออกมาให้ถูกจังหวะและเหมาะสมกับสถานการณ์ ถือว่าจำเป็นมากยิ่งกว่า!!”
“รับทราบ!!”
ซุน กัดฟันพุ่งเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า… ร้อยครั้ง… พันครั้ง… หมื่นครั้ง!! ตลอดเวลานับสิบวัน ไม่อาจนับจำนวนครั้งที่แน่ชัดได้อีกแล้ว… แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจ แม้จะถูกตำหนินับครั้งไม่ถ้วน ทว่า ซุน กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่แสนอบอุ่น นี่คือการสอนสั่งของบิดา แม้ เหยาหมิง จะเป็นเพียงบิดาบุญธรรม แต่ตลอดชีวิต ซุน ก็ไม่มีประสบการณ์ร่วมกับบิดาแท้จริงในความทรงจำสักครั้งเดียว
ความรู้สึกของ ซุน ในเวลานี้ คงคล้ายกับการที่บุตรและบิดาได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน มันเป็นความผูกพันที่แนบแน่นขึ้นและเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ ซุน รู้สึกว่าล้ำค่ายิ่งนัก… ในหัวคิดเพียงแค่สองคำตามที่ เหยาหมิง ได้เอ่ยย้ำเตือนเอาไว้
นั่นคือการอดทด และไม่ยอมแพ้
พริบตาที่ ซุน ออกหมัด เหยาหมิง ก็หลบได้ง่ายดายเฉกเช่นทุก ๆ ครั้ง ทักษะนี้ก็คือการอ่านกระแสลมปราณที่เฉียบคม จนราวกับเห็นการเคลื่อนไหวล่วงหน้าของคู่ต่อสู้ ทักษะเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ยอดฝีมือทั่วไปจะมีได้ เพราะเป็นความเฉียบคมจากสัญชาตญาณที่โดยมากจะบรรลุถึงก็ต่อเมื่อเข้าสู่ชนชั้นราชันย์ขึ้นไปเท่านั้น…
แต่ในขณะที่ เหยาหมิง กำลังจะจับคว้าข้อมือ และหมายจะโยนร่างของ ซุน ออกไปเฉกเช่นทุกครา พริบตานั้น เหยาหมิง กลับจับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า!! ดวงตาของชายชราเบิกกว้างเผยความไม่อยากจะเชื่อออกมา จวบจนพบว่าแท้ที่จริงแล้วนั่นคือสายลมที่แฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณระลอกหนึ่งเท่านั้น…
ก่อนที่ ซุน จะถือโอกาสชั่วพริบตาในรอบหลายพันหลายหมื่นครั้งนี้ กระแทกหมัดลงไปยังท้องของ เหยาหมิง เต็มกำลัง!! ส่งผลให้ เหยาหมิง ที่ลดระดับลมปราณมาใกล้เคียงกับ ซุน ถลากรูดเป็นทางยาวไปหลายสิบก้าว
“สำเร็จ!!” ซุน เผยใบหน้าที่พอใจยิ่งนัก ก่อนจะค่อย ๆ ล้มตัวหมดสติลงไปจากความเหนื่อยล้า…
เหยาหมิง ยังคงแข็งค้างอยู่ในอากัปกิริยาเช่นเดิม เผยความตกตะลึงถึงขีดสุดออกมา… ถึงแม้ว่า ซุน จะไม่มีสัมผัสและสัญชาตญาณที่เฉียบคม เฉกเช่นชนชั้นราชันย์ในการจับกระแสลมปราณเพื่ออ่านท่วงท่า… ทว่าตัวของชายหนุ่ม กลับมีสายลมสีม่วงในการตรวจจับที่มาจากพรแห่งร่างสถิต ผนวกกับที่พยายามลอกเลียนแบบทักษะที่ เหยาหมิง แสดงออกมา จึงทำให้บังเกิดปาฏิหาริย์ที่สามารถเล่นงานยอดฝีมือระดับ เหยาหมิง ได้สำเร็จจริง ๆ
ซึ่ง เหยาหมิง นั้น รู้ดีว่านี้มิใช่สิ่งที่ผู้เยาว์ หรือแม้แต่ยอดฝีมือทั่วไปจะสามารถทำได้… ต่อให้ เหยาหมิง จะจำกัดพื้นฐานลงมาถึงชนชั้นลมปราณสีเหลือง หรือต่อให้คู่ต่อสู้เป็นยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นต้น ก็ยังยากที่จะแตะต้องตัวของ เหยาหมิง ได้ ระหว่างการอ่านกระแสลมปราณที่เฉียบคมเช่นนี้
เป้าหมายในการฝึกประลองมีอยู่สองอย่าง หนึ่งคือชี้แนะความผิดพลาดต่าง ๆ ให้กับ ซุน อย่างละเอียด และสองก็คือทำให้ ซุน เข้าใจว่าตนเองมีขอบเขตความสามารถแค่ไหนเมื่อเทียบกับยอดฝีมือระดับสูงสุด ตั้งใจว่าจะไม่ยอมให้ ซุน แตะต้องตัวได้เลย เพื่อให้ชายหนุ่มไม่ประมาทหรือลำพองใจเกินไปในยามที่ต่อสู้
ดังนั้น เหยาหมิง จึงไม่คิดแม้แต่น้อย ว่าตนเองจะถูกเล่นงานได้…
เหยาหมิง สูดลมหายใจลึก ก่อนจะชำเรืองมองไปยัง ซุน ที่นอนหมดเรี่ยวแรงไปแล้ว… สายตาของ เหยาหมิง แฝงไว้ด้วยความเลื่อมใสและชื่นชม พร้อมทั้งตระหนักแก่ใจดีแล้วว่า ซุน มีพรสวรรค์ที่อาจจะเกินขอบเขตการชี้แนะของตนเองเสียด้วยซ้ำ…
……………………………………………………