อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 245 การฝึกขั้นสุดท้าย
ตอนที่ 245
อีก 10 วันต่อมา…
ตูม! ตูม! ตูม!
เหยาหมิง และ ซุน สลับเปลี่ยนกันรุกรับอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของ ซุน พัฒนาถึงขั้นที่ เหยาหมิง ไม่จำเป็นต้องชี้แนะอะไรอีกแล้ว ในทุก ๆ สิบกระบวนท่า แม้ 9 ใน 10 จะเป็น เหยาหมิง ที่โจมตี และ ซุน ก็ยังสามารถหาโอกาสสวนกลับได้ 1 ส่วน
ซุน รู้จักควบคุมกระแสลมปราณได้ดียิ่งขึ้น สามารถใช้การล่อลวง และอ่านการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามได้ในชั่วพริบตาผ่านสายลมสีม่วงเบาบางที่กระจายอยู่รอบเรือยกาย ขอเพียงแค่มีความเร็วในการเคลื่อนไหวที่ทัดเทียมกับความคิด แม้แต่ยอดฝีมือระดับสูงก็ยังยากที่จะทำการลอบโจมตี ซุน ได้ในเวลานี้
ตูม!!
เหยาหมิง ปล่อยหมัดมหากาฬผลักดัน จนทำให้ ซุน ถลาถอยกลับไป หากแต่การโจมตีของ เหยาหมิง ก็สามารถถูกตั้งรับไว้ได้ด้วยกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ ไม่ได้เข้าถึงเรือนกายของชายหนุ่มโดยตรง…
“ยอดเยี่ยม!!” เหยาหมิง เผยรอยยิ้มที่ภาคภูมิใจ
ซุน ในเวลานี้สภาพมิได้ย่ำแย่อีกแล้วเฉกเช่นในช่วงแรกของการฝึกแล้ว เพราะเข้าใจในการแบ่งลมปราณสำหรับต่อสู้ระยะยาวมากยิ่งขึ้น ผันแปรรักษาสมดุล และยังเข้าถึงการดูดซับลมปราณธรรมชาติมากยิ่งขึ้นอีกระดับ ก่อนหน้านี้ ซุน เอาแต่หวังพึ่งพาสุราลมปราณเป็นหลัก ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะสามัญด้วยปราณธรรมชาติเท่าใดนัก เนื่องจากคิดว่ามันเชื่องช้าเกินไป
แต่ในเวลานี้ พอผ่านการชี้แนะจาก เหยาหมิง ทำให้ ซุน เริ่มเข้าใจว่าปราณธรรมชาติที่จะดูดซับมานั้น จำเป็นต้องรักษาความต่อเนื่องมิอาจรีดเร่งหรือรวบรัด พยายามประคับประคองให้อยู่ในระดับสูงสุดตลอดเวลา เมื่อหลอมรวมเข้ากับสุราลมปราณและ วิถีแห่งเซียนเมรัย จะทำให้บ่อพลังในจุดตันเถียน ดูดกลืนปราณธรรมชาติได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกหลายเท่า
จนทำให้ในตอนนี้ ซุน เข้าถึงจุดสูงสุดของชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 4 แล้ว อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นที่ 5 ได้ โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งกระตุ้นฉับพลันเฉกเช่น โอสถปราณวิญญาณเพียงอย่างเดียว…
เหยาหมิง หันมองขึ้นมองไปบนท้องฟ้า ยามนี้วันเวลาก็ผ่านเลยมาเดือนกว่าแล้ว เหลืออีกเพียงแค่สองสัปดาห์ที่ เหยาหมิง จะสามารถช่วย ซุน ฝึกฝน ก่อนจะต้องเดินทางไปตามนัดหมายของ เล้งซิ่วอัน…
“บิดามีเวลาไม่มากนัก จึงจำเป็นต้องฝึกฝนเจ้าอย่างหนักด้วยวิธีการที่โหดหินและเข้มงวด ทว่าบิดาก็เชื่อมั่นว่าเจ้าจะสามารถผ่านมันไปได้ หวังว่าเจ้าจะเข้าใจ…”
ซุน ประสานมือเคารพนบนอบ...
“ลูกเข้าใจดี และลูกก็ไม่เคยคิดว่ามันเป็นความลำบาก...”
เหยาหมิง เผยรอยยิ้มพร้อมพยักหน้า…
“เช่นนั้นในช่วงสุดท้ายของการฝึก ระดับมันจะยิ่งโหดหินมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า หวังว่าเจ้าจะพร้อมด้วยเช่นเดียวกัน…”
ซุน ใบหน้าบิดเบี้ยวพลันอ้าปากค้าง…
“มะ…มีโหดกว่านี้อีกหรือท่านพ่อ!!”
“ถูกต้อง… อีกทั้งการฝึกในช่วงสุดท้ายครั้งนี้ ยังอันตรายมาก หากพลาดท่าก็อาจพิการหรือตกตายได้เลย บิดาลังเลอยู่ว่าควรจะฝึกฝนเจ้าด้วยวิธีนั้นดีหรือไม่…” เหยาหมิง กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าปลดปลง และแฝงความกังวลในดวงตา
ซุน เผยความลังเลใจอยู่เล็กน้อย แต่พอคิดว่านี่เป็นโอกาสที่จะเติบโตแล้ว ผนวกกับความมุ่งมั่นที่เคยให้สัตย์สาบานเอาไว้ หากย่อท้อต่อการฝึก ก็ไม่ต้องพูดถึงการเผชิญหน้าอันตรายที่แท้จริง พอคิดได้เช่นนั้นก็ฉายแววตาเด็ดเดียวออกมา
“ข้าพร้อม… ขอท่านพ่ออย่าได้ลังเล!!”
เหยาหมิง เห็นท่าทีเช่นนั้น ก็อดที่จะถอนหายใจยาวออกมามิได้ จากนั้นจึงพยักหน้าแน่นหนัก… “เข้าใจแล้ว หากเจ้าพร้อมจริง ๆ ดังปากว่า ก็จำเป็นต้องไป…”
“ไป? ยังจะต้องไปที่ไหนงั้นหรือ?!” ซุน เอียงคอฉงนออกมา
เหยาหมิง เหยียดปลายนิ้ว ชี้ไปที่ชายหาดและท้องทะเลสีคราม…
“ใต้ทะเล”
“!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตาโพลงขึ้นมาในบัดดล
“ทะ…ท่านพ่อบุญธรรม ล้อเล่นใช่หรือไม่?! ให้ข้าลงไปใต้ทะเลเนี่ยนะ แบบนั้นมันจะเรียกว่าเป็นการฝึกฝนได้อย่างไรกัน?!”
เหยาหมิง ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง บ่งบอกว่าที่กล่าวมานั้นมิใช่การล้อเล่น…
“เจ้ายังไม่เข้าใจอะไร… ในสนามรบและการต่อสู้ที่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ใช่ว่าในทุก ๆ ครั้งเจ้าจะสามารถต่อสู้ได้ในสภาพที่พร้อมสมบูรณ์ อาจมีข้อจำกัดหลายอย่างที่แม้แต่ยอดฝีมือระดับสูงก็อาจพลาดท่าตกตายได้หากไม่มีความเข้าใจในสถานการณ์ที่มากเพียงพอ…
บางครั้งเจ้าอาจเผชิญหากับการต่อสู้โดยที่เท้าไม่ได้แตะพื้น บางครั้งเจ้าอาจเผชิญหน้าการต่อสู้ที่รอบด้านปกคลุมไว้ด้วยหมอกพิษจนไม่อาจหายใจ หรือบางครั้งเจ้าก็อาจต้องฆ่าฟันศัตรูในสภาพที่ประสาทสัมผัสทั้งหมดถูกปิดกั้น สถานการณ์เหล่านั้นคือความอันตรายที่น่ากลัวยิ่งกว่าคู่ต่อสู้ที่เผชิญหน้าตรง ๆ เสียอีก...
ใต้ทะเลมีปัจจัยหลายอย่างที่ปิดกั้นความสามารถของมนุษย์เราจนถึงขีดสุด ทั้งสภาพที่ถูกพันธนาการด้วยมวลน้ำแรงดันมหาศาล ไม่อาจสูดลมหายใจเพื่อรีดเค้นพลัง ปกคลุมไปด้วยความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้ฝ่ามือของตนเอง… หากเจ้าสามารถต่อสู้ในพื้นที่ใต้ทะเลได้ โดยที่ดึงพลังความสามารถออกมาถึงขอบเขตสูงสุด บนแผ่นดินนี้ก็แทบจะไม่มีสถานการณ์ใดที่ยากลำบากสำหรับเจ้าอีกต่อไป…
นี่ถือเป็นการฝึกที่อันตรายมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นประสบการณ์ที่คู่ควรจนมิอาจขาดได้…”
“!!!!!!!!!!!” ซุน ที่ได้ยินเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง ประจักษ์แจ้งและเห็นภาพตามที่ เหยาหมิง ได้กล่าวออกมาอย่างแจ่มชัด เข้าใจได้ทันทีว่าตนนั้นคิดง่ายดายเกินไป ว่าจะมีโอกาสได้เผชิญหน้าคู่ต่อสู้ในตอนที่พร้อมอยู่เสมอ ยุทธภพโหดร้ายเกินกว่าจะคาดเดา ไม่มีแผนการใดที่จะบรรลุผลสำเร็จตามความคาดหมายที่แน่นอน ต่อให้วิเคราะห์ใคร่ครวญซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตามที
เหยาหมิง เห็นสีหน้าเช่นนั้นของ ซุน แล้ว จึงได้เริ่มกล่าวอธิบายต่อ…
“ความอันตรายของโลกใต้ทะเลนั้น แม้แต่บิดาเองก็ไม่อาจประมาทเลินเล่อ ต่อให้เป็นชนชั้นเทวะลมปราณสีแดง ก็อาจต้องจบชีวิตหากมีความประมาทเมื่อลงสู่เบื้องล่าง โดยเฉพาะเมื่อแตะย่างเข้าสู่ระดับความลึกที่มีแรงกดดันจากมวลน้ำอันมหาศาล…
ตามที่บิดาเคยรู้มา ความลึกของใต้มหาสมุทรสามารถแบ่งออกได้ถึง 7 ระดับด้วยกัน แรงกดดันของมวลน้ำก็จะแตกต่างกันออกไปตามระดับความลึก… จุดที่ลึกที่สุดของโลกมนุษย์และดวงดาวแห่งนี้อยู่ที่เขตมหาสมุทรกิเลนอัสนี ตำนานกล่าวไว้ว่าในเขตความลึกระดับ 6-7 แม้แต่ชนชั้นเทวะ ก็ไม่อาจลงไปยังสถานที่อันมืดมิดแห่งนั้นได้ ร่างกายจะถูกบดขยี้จากแรงดันอันมหาศาล ทั้งยังมีอสูรกายใต้ทะเลขนาดมหึมาที่แข็งแกร่งอยู่อีกนับไม่ถ้วน…
แต่เจ้าไม่ต้องกังวล เพราะในเขตพื้นที่ของมหาสมุทรเสรี แตกต่างไปจากเขตมหาสมุทรกิเลนอัสนี พื้นที่โดยมากของมหาสมุทรเสรี จะมีระดับความลึกแค่ไม่เกินระดับ 3 เท่านั้น มีแค่เพียงบางพื้นที่ในส่วนน้อย ที่อาจจะลึกไปถึงระดับ 4 ซึ่งยากจะพบเจอ...
แม้ว่าความลึกระดับนี้จะไม่มีสิ่งมีชีวิตแสนอันตรายอย่าง อสูรกายใต้ทะเล เนื่องด้วยระดับความลึกมีไม่มากพอให้มันอาศัยและดำรงชีวิตอยู่ได้… สิ่งที่น่ากลัวในโลกใต้ทะเลของมหาสมุทรเสรีนั้น ส่วนมากจากเป็นสัตว์ทะเลขนาดใหญ่จำพวกฉลามสายพันธุ์ต่าง ๆ ที่ทั้งว่องไวและดุร้าย อีกทั้งพวกมันอาจจะอยู่รวมกับเป็นฝูง แน่นอนว่าหากต่อสู้กันบนพื้นดินหรือผิวน้ำก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ชนชั้นยอดฝีมือจะจัดการ แต่พอเป็นใต้ทะเลที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมายสำหรับมนุษย์ การเอาชนะพวกมันจึงยากเย็นแสนเข็ญ…
และหากโชคร้ายถึงขีดสุด ก็อาจต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรใต้ทะเล… ก่อนหน้านี้แม้ว่าเจ้าจะเคยสังหารอสรพิษทะเลมาแล้ว แต่นั่นคือการสังหารมันบนชายฝั่ง ที่ลดทอนความแข็งแกร่งทั้งหมดของมันออกไป ซึ่งหากเจ้าได้เผชิญหน้ามันอีกครั้งใต้ทะเลนั้นสถานการณ์จะถูกพลิกกลับ สิ่งเดียวที่เจ้าควรทำก็คือการหลบหนีอย่างสุดกำลัง แม้ว่าโอกาสที่จะหลบหนีได้จะมีน้อยยิ่งกว่าน้อยก็ตามที…” เหยาหมิง กล่าวขึ้นด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม
ซุน กลืนน้ำลายอย่างฝืดเคือง จนถึงตอนนี้ก็ยังจดจำตอนที่เผชิญหน้ากับ อสรพิษทะเล ได้เป็นอย่างดี… เหยาหมิง เห็นสีหน้าของชายหนุ่มเป็นเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงรอยยิ้มเย้ยหยันออกมา…
“ว่ายังไง?! เจ้ายังคิดที่จะรับการฝึกครั้งนี้อยู่อีกหรือไม่?! บอกไว้ก่อนนะว่าเจ้าจะต้องไปเพียงลำพัง โดยที่บิดาจะไม่เข้าไปช่วยเหลือใด ๆ มิเช่นนั้นมันก็มิอาจเรียกได้ว่าเป็นการฝึก… และหากเจ้าลงไปในความลึกระดับ 3 หรือมากกว่านั้น ด้วยความหนาแน่นของมวลน้ำ ก็มากพอจะปิดกั้นสัมผัสลมปราณของบิดา ทำให้บิดาจะไม่ที่ทางรู้ได้เลยว่าเจ้าเป็นตายร้ายดีอย่างไร หากเจ้าโชคร้ายพบเจอวิกฤตอันตราย ต่อให้บิดาคิดจะลงไปช่วยเหลือ ก็คงไม่ทันการอย่างแน่นอน...
กองทัพศพหุ่นเชิดของเจ้า ก็ตัดทิ้งไปได้เลย เพราะการนำศพออกมาที่โลกใต้ทะเล จะเป็นการส่งกลิ่นเพื่อดึงดูดสัตว์ร้ายให้เข้ามามากยิ่งขึ้นยิ่งกว่าเดิม จึงไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย… ฉะนั้นแล้วการฝึกครั้งนี้เรียกได้ว่าเอาชีวิตเป็นเดิมพันอย่างแท้จริง ทั้งยังไม่มีความจำเป็นที่เจ้าจะต้องเสี่ยงแม้แต่น้อย ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและความเพียรพยายามเพียงเท่านั้น ไม่มีสิ่งตอบแทน มีเพียงประสบการณ์ที่จะติดตัวเจ้าไป
ยังพอมีเวลาให้เจ้าได้ไตร่ตรอง… บิดาจะออกไปสำรวจพื้นที่รอบ ๆ บริเวณนี้สักระยะ เพราะบิดาไม่ได้มาที่หลายสิบปีแล้ว อาจมีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงที่นอกเหนือความคาดหมาย…” กล่าวจบ เหยาหมิง ก็พุ่งทะยานไปสำรวจรอบ ๆ พื้นที่เกาะ ปล่อยให้ ซุน มีเวลาขบคิดพิจารณา
ชายหนุ่ม ถึงกับกุมขมับแนบแน่น นี่เป็นความเสี่ยงที่ไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ อีกทั้งยังอันตรายโดยใช่เหตุอีกด้วย มันจึงทำให้ ซุน ที่มีนิสัยชอบพิจารณาโอกาสและความอันตรายเป็นอันดับแรก เกิดการลังเลและความขัดแย้งขึ้นในจิตใจ…
สายตาของ ซุน ที่กำลังครุ่นคิดหนัก อดไม่ได้ที่จะหันมองไปรอบ ๆ ก่อนจะพบเจอ เฒ่าชีเปลือย ที่กำลังแผดเสียงหัวเราะ หลังจากจับดวงวิญญาณของอดีตสมาชิกกลุ่มมังกรทอง มาเต้นระบำอุบาทตาเฉกเช่นเคย แน่นอนว่าดวงวิญญาณเหล่านั้นได้แต่ส่งเสียงโหยไห้ ใบหน้าเศร้าอาดูร แต่หากขัดขืนก็จะถูกลงทัณฑ์ด้วยฝีมือของวิญญาณอารักษ์ จูเยี่ย ที่เผยความหนักใจ แต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่ง เฒ่าชีเปลือย ได้เช่นเดียวกัน…
ซุน กัดฟันดังกรอด ตลอดเวลาที่ตนฝึกแทบรากเลือด เฒ่าชีเปลือย ก็เอาแต่หาความสนุกของตนเองไปวัน ๆ เท่านั้น โดยไม่สนใจอะไร… “นี่ เฒ่าชีเปลือย!! เจ้าคิดว่าข้าควรจะรับการฝึกใต้ทะเลครั้งนี้ดีหรือไม่?!”
เมื่อ ซุน เอ่ยถามขึ้นมา วิญญาณชายชรา จึงเอียงคอหันมองเล็กน้อย ก่อนที่ใบหน้าจะเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง เอ่ยตอบด้วยความแน่นหนักผิดไปจากทุกที… “สมควรอย่างยิ่ง!! นี่เป็นโอกาสสำคัญที่เมื่อเจ้าขึ้นไปบนแผ่นดินใหญ่แล้ว เจ้าจะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกต่อไป!!”
ซุน ที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ถึงกับดวงตาเบิกกว้างจิตใจโป่งพองขึ้น ไม่คิดว่า เฒ่าชีเปลือย จะให้ความสนใจกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน แม้จะทำตัวคล้ายไม่สนใจอะไรนัก แต่ความเป็นจริงก็คงให้ความสำคัญต่อการฝึกของ ซุน อยู่ไม่น้อย ชายหนุ่มจึงเผยสีหน้าที่เลีื่อมใสชายชราขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
จวบจนกระทั่งได้ยินประโยคต่อท้าย…
“เจ้าเด็กโง่เอ้ย!! หากขึ้นไปบนแผ่นดินใหญ่ เจ้าจะหาปลาดิบสด ๆ มาให้ข้าแกล้มสุราได้อย่างไร!! ต่อให้ต้องตาย เจ้าก็ต้องลงไปใต้ทะเลนั่น และจับปลาเลิศรสมาเยอะ ๆ เผื่อข้าด้วย!!”
……………………………………….