อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 246 ใต้ทะเล
ตอนที่ 246
เหยาหมิง ลาดตระเวนรอบเกาะซิ่วอิงแห่งนี้ เพราะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากสัญชาตญาณ ทว่าก็มิอาจหาคำอธิบายให้กับตนเองได้… ก่อนหน้านี้ก็ง่วนอยู่กับการฝึกฝน ซุน จึงไม่มีโอกาสสำรวจรอบ ๆ สายตาและสัมผัสลมปราณที่แผ่ขยายออกไป ก็ยังไม่อาจพบเจอความผิดปกติเหล่านั้น บนเกาะซิ่วอิง ก็ยังไม่มีสิ่งใดผิดแปลก...
“ความรู้สึกที่มันรบกวนจิตใจนี่มันคืออะไรกันแน่นะ?! รัศมี 10 ลี้ รอบเกาะก็ไม่มีอะไรที่ผิดแผกไปจากเมื่อหลายสิบปีก่อนชัดเจนนัก…” เหยาหมิง กดหัวคิ้วต่ำลงขณะที่ยืนมั่นคงอยู่บนผิวน้ำทะเล…
ทว่าในตอนนั้นเอง ที่สายตาได้ตกกระทบกับเงาสะท้านของผิวน้ำ ทำให้ก้มมองลงไปเบื้องล่างอย่างมิได้ตั้งใจ ทันใดนั้นชายชราก็ร่างสั่นเยือก!! เข้าใจแล้วว่าเพราะอะไรจึงหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นไม่เจอ เพราะมันมิได้อยู่ด้านบน แต่อยู่ด้านล่าง อยู่ที่ใต้ทะเล!!
เหยาหมิง กระโดดพรวดดำดิ่งลงไปใต้ทะเลในทันที มวลน้ำสามารถปิดกั้นสัมผัสลมปราณได้ไม่ต่างจากม่านพลัง ดังนั้นเมื่ออยู่บนผิวน้ำก็ย่อมไม่อาจสัมผัสรับรู้ถึงเบื้องล่าง… และสิ่งที่สัญชาตญาณของ เหยาหมิง ได้บอกกล่าว ก็คือจำนวนของสัตว์ทะเลในเวลานี้ ที่เบาบางกว่าในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนหลายต่อหลายเท่า…
เมื่อ เหยาหมิง ดำดิ่งลงมาสำรวจก็ยิ่งแน่ชัด… เบื้องล่างเต็มไปด้วยซากศพของสัตว์ทะเลที่ตาย มีจำนวนเกลื่อนกลาดเป็นวงกว้างอย่างน่าตกใจ ทั้งยังเป็นการตายที่ถูกทิ้งซากศพเอาไว้โดยไม่ถูกกินเช่นนี้ แทบไม่ต่างอะไรกับการสังหารเพื่อระบายอารมณ์เท่านั้น มิใช่การฆ่าเพื่ออยู่รอด…
ชายชรากดหัวคิ้วต่ำ รอบ ๆ เกาะซิ่งอิง เป็นเพียงเขตความลึกระดับ 1 เท่านั้น จึงไม่มีสัตว์ทะเลที่ดุร้ายมากมาย การที่รอบ ๆ เกาะมีสภาพเช่นนี้ ก็ยากจะคาดเดายังพื้นที่ห่างไกล ในเขตความลึกในระดับที่มากยิ่งขึ้น…
“เกิดอะไรขึ้นกับมหาสมุทรเสรี บริเวณนี้?!” เหยาหมิง ไม่อยากเดินทางออกไปไกลนัก เพราะยังไม่แน่ชัดในสถานการณ์ จึงขึ้นมาด้านบนผิวน้ำและใช้หยกสื่อสารติดต่อไปยัง ราชันย์ยาจกจิวต้าว สอบถามว่าในเขตของชายฝั่งทะเลละแวกนี้ มีความผิดปกติใดเกิดขึ้นหรือไม่
ราชันย์ยาจก สามารถรับรู้ข่าวสารจากเหล่าขอทานทั่วทั้งทวีปพยัคฆ์ขาวได้โดยไม่ยากเย็นนัก จึงขอเวลาสักระยะในการตรวจสอบเรื่องนี้โดยละเอียด… เหยาหมิง ได้กลับไปยังเกาะซิ่งอิงอีกครั้ง หากแต่ในใจยังมีความกังวลอยู่เนืองลึก คิดว่าในตอนนี้คงยังไม่เหมาะที่จะให้ ซุน ลงไปยังโลกใต้ทะเล…
ทว่าเมื่อมาถึงที่นี่ กลับพบว่า ซุน หายไปจากชายหาดแล้ว… ก่อนจะพบว่า ซุน โผล่พรวดออกมาจากผิวน้ำ ในตำแหน่งที่ห่างจากชายหาดออกไปราวครึ่งลี้ ซึ่งเป็นจุดน้ำตื้นที่ไม่น่ากังวนนัก จึงทำให้เหยาหมิง ขมวดคิ้วเล็กน้อย… “ซุน นั่นเจ้าทำอะไร?!”
“ท่านพ่อบุญธรรม… ข้าเพียงแค่ทดสอบดูว่าข้าสามารถอยู่ใต้ทะเลโดยไม่ต้องหายใจได้จริง ๆ หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ข้ายังไม่เคยทดสอบดู… ข้าเพิ่งจะเข้าใจว่าเราสามารถใช้การโคจรลมปราณในร่างทดแทนการหายใจได้จริง ๆ ด้วย ถึงแม้ว่ามันจะไม่คุ้นชิน และยากต่อการดึงพลังลมปราณในร่างออกมาใช้ก็ตามที…” ซุน เอ่ยขึ้นพึมพำ หลังจากได้ลองดำลงไปใต้ทะเล
เหยาหมิง เบิกตากว้างเล็กน้อย…
“อย่าบอกนะ ว่าเจ้าตัดสินใจจะลงไปฝึกฝนใต้ทะเล?!”
ซุน พยักหน้าแน่นหนัก… “ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น หากไร้ซึ่งความกล้าและความมุ่งมั่น คนเราจะพัฒนาและเติบโตได้เช่นไร ข้าตัดสินใจแล้วว่าต่อให้การฝึกจะยากเย็นแค่ไหน ก็จะตอบสนองต่อความคาดหวังของท่านพ่อบุญธรรมให้ถึงที่สุด!!”
เหยาหมิง ได้ยินเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะมีใบหน้าปลดปลง รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แฝงไว้ในคำพูดวาจา แต่ทว่า…เมื่อนึกถึงความผิดปกติที่ตนเพิ่งจะพบเจอ และยังไม่มีคำอธิบายในส่วนนั้นได้ ก็เปลี่ยนเป็นถอนหายใจยาวพรืดหนึ่ง…
“ดูเหมือนว่า ช่วงเวลานี้คงไม่พร้อมสำหรับการฝึกฝนใต้ทะเล… มีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นในเขตมหาสมุทรในละแวกนี้ บิดาไม่อาจให้เจ้าเสี่ยงลงไปตราบเท่าที่ยังไม่รู้ว่า……” เหยาหมิง ยังไม่ทันได้กล่าวจบ จู่ ๆ ก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่มืดดำใต้ทะเลค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา…
ดวงตาของ เหยาหมิง เบิกโพรง ลมปราณตลอดร่างระเบิดออกมาในชั่วพริบตา น่าเสียดายที่ระยะห่างครึ่งลี้นั้น(250 เมตร) แม้จะเป็นระยะที่ระดับยอดฝีมือสามารถส่งเสียงพูดคุยถึงกันได้ชัดเจน และเหมือนว่าจะไม่ใช่ระยะที่ห่างไกลกันนัก ทว่ามันก็ยังต้องใช้เวลาในการเคลื่อนไหวราว 1-2 ลมหายใจ เพื่อไปถึง
บางสิ่งบางอย่างอันมืดดำที่คืบคลานมานั้น ได้เข้ามาในระยะโจมตีที่ใกล้กว่า ทั้งยังมาจากใต้ทะเลทำให้สัมผัสลมปราณไม่อาจตรวจพบ พริบตาเดียวก็มีปลายหางของสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่โผล่ออกมาจากใต้ทะเล และโอบรัดร่างของ ซุน อย่างรวดเร็ว!!
“!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างตกใจ แต่ปฏิกิริยาตอบสนองก็ว่องไวมากพอที่จะปล่อยหมัดกระแทกปลายหางขนาดใหญ่นั้น เพื่อปกป้องตนเอง… แต่น่าเสียด้าย ที่แม้จะเป็นปลายหาง แต่อีกฝ่ายก็มิได้สะทกสะท้านต่อการโจมตีของ ซุน ชายหนุ่มจึงใบหน้าขาวซีดทันที…
สุดท้ายก็ไม่อาจต่อต้าน ถูกโอบรัดเรือนกายและดึงให้จมหายไปที่ใต้ทะเล…
“บังอาจ!!” เหยาหมิง คำรามเสียงดุจกัมปนาท ระเบิดพลังอำนาจจนคลื่นลมเปลี่ยนทิศ ปลดปล่อยฝ่ามือเซียนทองคำ ซัดโถมเข้าใส่ท้องทะเล จนทำให้ละอองน้ำสาดกระเซ็นเป็นวงกว้าง แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายปราดเปรียวเกินไป เคลื่อนตัวไหลลื่นในน้ำทะเล มิต่างวิหคที่โบยบินบนท้องฟ้า ผนวกกับที่เป็นสัตว์อสูรทะเลระดับสูง พริบตาเดียวก็หายลับไปต่อหน้าต่อตาแม้แต่สัมผัสลมปราณของ เหยาหมิง ก็มิอาจตรวจจับ
หากเมื่อครู่ เหยาหมิง โจมตีเต็มกำลัง แน่นอนว่าต้องมากพอที่จะหยุดยั้งอีกฝ่ายได้ ทว่าเป็นเพราะ ซุน ถูกจับตัวเอาไว้ จึงเปรียบเสมือนโล่ชั้นดี จึงทำให้ เหยาหมิง ไม่อาจโจมตีได้อย่างเต็มกำลัง ชายชราดวงตาแดงฉานด้วยความเดือดดาล...
เหยาหมิง แม้จะพุ่งติดตามลงไปในทะเล ทว่าต่อให้มีพลังฝีมือสะท้านแผ่นดิน อย่างไรเสีย เหยาหมิง ก็เป็นแค่เพียงมนุษย์ แม้ว่าจะฝึกฝนท่าร่างและวิชาตัวเบา แต่สิ่งเหล่ากลับไม่อาจนำมาใช้ใต้ทะเลได้ สุดท้ายก็ไม่อาจไล่ตามอีกฝ่ายได้ทัน…
“โธ่เว้ย!! เสียท่ามันจนได้!!”
ชั่วขณะนั้นเอง จิวต้าว ก็ได้ติดต่อกลับมาเพื่อแจ้งข่าว… จึงทำให้ เหยาหมิง ทราบว่าในช่วงหนึ่งปีให้หลังมานี้ มีอสรพิษทะเลจำนวนมากเคลื่อนไหวอยู่ใกล้กับน่านน้ำฝั่งทิศตะวันตกของทวีปพยัคฆ์ขาว เป็นการเคลื่อนไหวที่ผิดแปลกไปจากอุปนิสัยดั้งเดิมของพวกมัน
ทั้งยังล่าจู่โจมมนุษย์ จนชาวประมงไม่อาจนำเรือออกทะเลได้ แม้แต่กลุ่มยอดฝีมือที่ทางการส่งมาปราบปราม สุดท้ายก็ยังแตกพ่ายจากความต่างของจำนวน และสมรภูมิเหนือน่านน้ำที่มนุษย์เสียเปรียบ… จนทำให้ในเวลานี้ เขตชายฝั่งทางด้านทิศตะวันตก ถูกประกาศเป็นเขตอันตรายห้ามชาวบ้านออกนอกเขตชายฝั่ง…
เหยาหมิง ได้ยินเช่นนั้นจิตใจก็สะท้านสะเทือน กำหมัดแนบแน่นทันที…
“หรือว่าจะเป็นฝีมือของ เจ้านั่น?!”
ชายชรา หวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ตอนที่ตนได้เคยมาหลบซ่อนตัวยังเกาะซิ่วอิงแห่งนี้… มีวันหนึ่งที่ เหยาหมิง ได้บังเอิญไปเผชิญหน้ากับ จ้าวอสรพิษทะเล สัตวอสูรทะเลชนชั้นลมปราณสีส้มที่แข็งแกร่งมาก และเป็นดั่งราชันย์ปกครองพื้นที่ใต้ทะเลในเขตนี้
แน่นอนว่าการต่อสู้ครั้งนั้น เหยาหมิง ถึงแม้จะเป็นชนชั้นจักรพรรดิ ก็ยังลำบากไม่น้อยในการต่อสู้ใต้ทะเล แต่สุดท้าย เหยาหมิง ก็สามารถเอาชนะ จ้าวอสรพิษทะเล ได้ในที่สุด… ทว่า เหยาหมิง ไม่ต้องการให้สัตว์อสูรทะเลในละแวกนี้สูญเสียราชันย์ไป เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เผ่าพันธุ์ของพวกมันเกิดความบ้าคลั่งที่ไร้ผู้นำ และเล่นงานมนุษย์ในละแวกนี้
เหยาหมิง ในเวลานั้นจึงตัดสินใจทำลายเพียงแค่ดวงตาข้างหนึ่งของ จ้าวอสรพิษทะเล เพื่อสั่งสอน และกำชับว่าห้ามมันขึ้นมาเล่นงานมนุษย์บนผิวน้ำและชายฝั่งอีกต่อไป แล้วจึงปล่อยมันกลับลงทะเลอีกครั้ง… ด้วยความหวาดกลัวที่มีต่อ เหยาหมิง จึงทำให้ จ้าวอสรพิษทะเล ไม่กล้าขึ้นมาบนผิวน้ำอีกเลยตลอดหลายสิบปี…
“ไม่ว่ามันจะเป็นใคร หากกล้าแตะต้องบุตรชายข้า พวกมันจะต้องถูกล้างเผ่าพันธุ์!!” เหยาหมิง คำรามเสียงดังกังวานอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งดำลงไปที่ใต้ทะเลราวกับแสงสว่างสีทองเคลื่อนที่ในความมืดมิด
ต่อให้มิอาจติดตามการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้ แต่เชื่อว่าหากสามารถตามหารังของอสรพิษทะเล พบได้ ก็คงสามารถพบเจอ ซุน ได้เช่นกัน… คาดหวังก็แต่เพียง ซุน จะอดทนจนกว่าตนจะสามารถไปถึงที่นั่น ดวงตาของ เหยาหมิง ในเวลานี้น่ากลัวถึงขีดสุด…
………………………………….
ทางด้านของ ซุน เวลานี้ รู้สึกราวกับว่าร่างกายจะแหลกเป็นเสี่ยง ๆ จากการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของ อสรพิษทะเลตนนี้ ทั้งยังเป็นการดำดิ่งลงมาในระดับความลึกที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ร่างกายของ ซุน จึงถูกแรงกดมหาศาลจากมวลน้ำบีบอัดร่างตลอดเวลา จนมีโลหิตบางส่วนไหลออกมาจากมุมปากของชายหนุ่ม…
แต่ไม่นานหลังจากที่ ซุน ได้สติ ก็ขับขานโคจรปราณคุ้มกันรวมไปถึงพละกำลังของร่างสถิตที่แข็งแกร่ง เพื่อลดทอนแรงดันของกระแสน้ำรอบกาย รักษาสภาพให้คุ้นชินกับแรงดันที่เพิ่มขึ้นมาได้ในที่สุด… ความลึกในระดับ 1 และ 2 ยังคงมีแสงสว่างเล็กน้อยจากผิวน้ำ แต่ไม่นานเมื่อออกห่างจากเกาะซิ่วอิงนับร้อยลี้ ก็เริ่มเข้าสู่เขตความลึกระดับ 3 ที่มืดสนิทจนมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือของตนเอง ทั้งยังมองไม่เห็นด้วยว่าทิศทางใดกันแน่ คือทิศทางที่จะขึ้นไปบนผิวน้ำ…
พรแห่งร่างสถิตรูปแบบต่าง ๆ ของ ซุน คือการใช้สายลมหมุนวนเป็นหลัก ดังนั้นมันย่อมไม่อาจสร้างกระแสลมขึ้นมาได้เมื่อไม่มีอากาศไหลเวียน ทำให้พรของร่างสถิตพยัคฆ์ขาวถูกปิดผนึกไปอย่างสมบูรณ์…
ซุน พยายามตั้งสติ แม้ว่าสัมผัสลมปราณจะถูกจำกัดขอบเขต แต่ก็ยังคงกว้างมากพอที่จะทำให้ ซุน มองเห็นอสรพิษตัวที่จับตนมา มันเป็นอสรพิษทะเลที่มีเกล็ดสีดำตลอดร่าง จากพละกำลังและรัศมีพลังที่ ซุน สัมผัสได้ ทำให้แน่ชัดว่ามันเป็นสัตว์อสูรทะเล ชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นปลาย…
สัตว์อสูรในระดับชนชั้นลมปราณสีเหลืองขึ้นไป ก็ไม่ต่างจากมนุษย์ที่บรรลุชนชั้นยอดฝีมือ ดังนั้นสัตว์อสูรระดับนี้จึงมีสติปัญญาไม่ต่างจากมนุษย์ ถึงขั้นที่สามารถสื่อสารและเข้าใจในภาษาของมนุษย์ได้ โดยใช้กระแสลมปราณสร้างคลื่นเสียงเป็นหลัก
ซุน ที่เรียนรู้เรื่องการควบคุมกระแสลมปราณมาแล้วจาก เหยาหมิง จึงสามารถสร้างคลื่นเสียงจากกระแสลมปราณได้เช่นเดียวกัน… ในเมื่อต่างฝ่ายต่างสื่อสารกันรู้เรื่อง ก็อาจมีช่องว่างในการเจรจา…
“จับข้ามาเพื่ออะไร!!” ซุน เพ่งจิตสร้างกระแสคลื่นเสียงออกไป
อสรพิษทะเล แม้จะไม่หยุดการแหวกว่าย หากแต่ก็มีท่าทีชะงักไปเล็กน้อย ขยับดวงตามาด้านหลังมองตรงมายัง ซุน… “เจ้าคือคนที่ท่าน จ้าวอสรพิษทะเล ตามหา…”
“เหลวไหล!! ข้าไม่รู้จัก จ้าวอสรพิษทะเล ที่เจ้าพูดถึง… และข้าก็เพิ่งจะเคยเดินทางเข้ามาในเขตมหาสมุทรเสรีเป็นครั้งแรก ดังนั้นพวกเจ้าคงจำคนผิดแล้ว… บิดาของข้านั้นแข็งแกร่งมาก อาจจะโมโหจนกวาดล้างเผ่าพันธุ์ของพวกเจ้าก็เป็นได้
ทว่าหากเจ้ายอมปล่อยข้ากลับขึ้นไป… ข้าจะช่วยบอกอธิบายกับบิดาให้เอง ว่านี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน…” ซุน ที่รู้ดีว่าไม่อาจเอาชนะอีกฝ่ายในโลกใต้ทะเลแห่งนี้ได้ จึงทำการต่อรองทันที ขอเพียงรอดชีวิต แม้จะเสียศักดิ์ศรีในการเจรจากับงูตัวหนึ่ง ก็ถือเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้…
ดวงตาของ อสรพิษทะเลเกล็ดสีดำตนนี้ หรี่ดวงตาแคบลง…
“ไม่หรอก... ไม่ผิดตัวอย่างแน่นอน!! นั่นก็เพราะเจ้าคือมนุษย์ที่สังหารบุตรของท่านจ้าวอสรพิษทะเลยังไงล่ะ และหลักฐานก็คือ เนตรแห่งจ้าวอสรพิษเกล็ดมรกต ที่ติดอยู่บนหน้าผากของเจ้าอย่างไร!!”
“!!!!!!!!!!!!” ซุน อ้าปากค้างจนสำลักน้ำทะเล ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ถึงขีดสุด!! ที่แท้ อสรพิษทะเลตนนี้ สัมผัสได้ถึง เนตรแห่งจ้าวอสรพิษเกล็ดมรกต อัญมณีสีเขียวที่ ซุน ฝังไว้ในรัดเกล้า
“บัดซบ!!” ชายหนุ่ม อดไม่ได้ที่จะสบถขึ้นในใจ ตระหนักดีเลยว่า ไม่หลงเหลือช่องว่างใด ๆ ให้ตนได้เจรจาต่อรองอีกต่อไปแล้ว…
……………………………………………….