อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 247 ใต้ทะเล (2)
ตอนที่ 247
หากกล่าวถึง เนตรแห่งจ้าวอสรพิษเกล็ดมรกต หรือก็คือ อัญมณีเนตรมรกต ในความเข้าใจของ ซุน นั้น ไม่ว่าจะพยายามสืบค้นหาข้อมูลอย่างไร ก็มันราวกับเป็นวัตถุโบราณที่ไม่แน่ชัดในการกำเนิดขึ้น กระทั่งเฒ่าชีเปลือยก็ไม่สามารถให้คำตอบที่แม่นยำกับ ซุน ได้
ในด้านความสำคัญของเนตรมรกตชิ้นนี้ แน่นอนว่า ซุน ไม่ได้ล่วงรู้ถึงความลับทั้งหมดของมัน รู้แต่เพียงว่า เมื่อมองไปยังผู้ใดผ่านเนตรมรกตชิ้นนี้ จะสามารถสร้างพันธนาการที่มองไม่เห็นบางอย่าง ตรงไปเล่นงานผู้ที่ถูกจ้องมองในฉับพลัน อำนาจสะกดจะทรงพลังมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับตัวของผู้ใช้และผู้ถูกจับจ้องด้วยเช่นกัน นี่คือพลังที่ ซุน ค้นพบด้วยความบังเอิญ และได้กลายเป็นหนึ่งในอาวุธลับของ ซุน ในภายหลัง…
ทว่า… สำหรับเผ่าพันธุ์อสรพิษทะเลแล้ว เนตรแห่งจ้าวอสรพิษเกล็ดมรกตมีสำคัญมากยิ่งไปกว่านั้นอย่างมิอาจประเมินได้!! เพราะมันคือวัตถุแห่งการสืบทอดตำแหน่งผู้นำเผ่าพันธุ์ที่ล้ำค่า ตกทอดกันมานับพันนับหมื่นปีภายในเผ่าอสรพิษทะเล ทั้งยังมีความลับบางอย่างซุกซ่อนอยู่อีก...
ก่อนหน้านี้มันเป็นของ จ้าวอสรพิษทะเล มาก่อน... จวบจนเมื่อ จ้าวอสรพิษทะเล พ่ายแพ้ให้กับ เหยาหมิง เมื่อ 30 กว่าปีก่อน จ้าวอสรพิษทะเล ก็อ่อนแอลงเรื่อย ๆ ทั้งยังสูญเสียสภาพจิตใจไปอย่างสิ้นเชิง จนกวาดกลัวต่อมนุษย์ไม่กล้าขึ้นมาบนผิวน้ำ
ทายาทของ จ้าวอสรพิษทะเล ในรุ่นต่อมา แท้จริงแล้วยังไม่มีความพร้อมต่อการสืบทอดเสียด้วยซ้ำ เพราะยังเยาว์วัยยิ่งนักเป็นเพียงสัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีเขียว แต่เนื่องด้วยบิดาหมดอำนาจบารมีเร็วกว่าที่คาดไว้ จึงทำให้ต้องแสดงแสนยานุภาพของตนออกมาทั้งที่ยังไม่มีความพร้อมมากพอ
ช่วงเวลาเมื่อราว ๆ เกือบสองปีก่อนทายาทตนนั้น จึงขึ้นมาที่ชายฝั่งของหมู่บ้านตะวันอัสดง เพื่อให้ทำการล่ามนุษย์ ให้อสรพิษทะเลในเผ่าได้เห็น ถือเป็นการแสดงความห้าวหาญที่ไม่หวาดกลัวต่อมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับจ้าวอสรพิษทะเล หมายมั่นที่จะขึ้นเป็นราชันย์แห่งเผ่าพันธุ์และน่านน้ำ
ทว่ากลับโชคร้าย มาถูก ซุน และพรรคพวกในตอนนั้นทำการสังหารสิ้น นอกจากจะตายแล้วยังสูญเสีย เนตรแห่งจ้าวอสรพิษทะเลเกล็ดมรกต ที่ได้รับสืบทอดมา… นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลังการตายของทายาทตนนั้น ทำให้จ้าวอสรพิษทะเลเกิดความบ้าคลั่ง และสั่งให้เผ่าพันธุ์อสรพิษทะเล ออกอาละวาด ตามล่ามนุษย์ผู้ที่สังหารทายาทของตน ส่วนหนึ่งก็เพื่อล้างแค้น และอีกส่วนก็เพื่อนำวัตถุล้ำค่าดังกล่าวกลับคืนมา เพื่อส่งต่อให้ทายาทตนใหม่…
ซุน ที่หลังจากบังเอิญไปสังหารทายาทและช่วงชิงเนตรดังกล่าวมาแล้ว ก็ได้ออกเดินทางไปจากหมู่บ้านตะวันอัสดง ดังนั้นจึงทำให้ตลอดเวลาเกือบ 2 ปีมานี้ เผ่าอสรพิษทะเล ไม่อาจตามหา ซุน ได้พบ…
จวบจนเมื่อไม่นานมานี้ที่ เหยาหยิง ได้พา ซุน กลับมายังละแวกนี้อีกครั้ง เนตรแห่งจ้าวอสรพิษทะเล เป็นวัตถุพิเศษที่จะมีปฏิกิริยาต่อสายเลือดในเผ่าพันธุ์อสรพิษทะเลในระยะใกล้เคียง โดยเฉพาะเมื่อ ซุน ได้ดำน้ำลงไปที่ใต้ทะเล ด้วยสายสัมพันธ์และปฏิกิริยาของเนตรดังกล่าว จึงราวกับเป็นสิ่งชี้นำให้ อสรพิษเกล็ดสีดำตนนี้รับรู้ถึงการดำรงอยู่ และตรงเข้ามาจับตัวของ ซุน ได้ในที่สุด
ความบังเอิญที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น อยู่นอกเหนือการคาดเดาจนราวกับเป็นโชคชะตาของ ซุน และถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ก็ยังไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่ามันคือโชคชะตาที่เลวร้าย หรือดีเลิศกันแน่…
ชายหนุ่มในเวลานี้ถึงกับร้องไห้ไม่ออก ไม่สามารถกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของผู้ใดได้เว้นเสียแต่ความซวยของตนเอง… อีกทั้งแรงกดดันจากมวลน้ำที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกช่วงขณะ พร้อมกับความอึดอัดที่ไม่อาจหายใจและจมดิ่งสู้ความมิดมิด ปัจจัยเหล่านั้นมันกัดกินจิตใจของ ซุน แทบจะตลอดเวลา ต่อให้พยายามมองหาโอกาสและหนทางรอดพ้นวิกฤตนี้ ผ่านการวิเคราะห์มากมายเพียงใด แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าความเป็นไปได้นั้นริบหรี่เต็มที…
ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ซุน ก็ไม่เคยสูญสิ้นความหวัง จิตใจมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตรอดนั้น ทะยานสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตระหนักแก่ใจและสมาธิ ว่าโอกาสนั้นจะยังคงไม่หมดลง ตราบเท่าที่ตนนั้นยังไม่ตกตาย
เวลานี้สิ่งที่ทำได้ก็คือการรวบรวมลมปราณและตั้งสติ ทำสมาธิให้อยู่ในระดับสูงสุดตลอดเวลา เนื่องด้วยเมื่อโอกาสมาถึงก็จะไม่พลาดในการไขว่คว้า… ซุน ยังแสร้งถามนู่นถามนี่ไปเรื่อย ๆ เพื่อเก็บเกี่ยวข้อมูล แม้ว่าอสรพิษเกล็ดดำจะเงียบบ้างตอบบ้างเพราะรู้สึกรำคาญ แต่ทุกคำพูดก็อาจแฝงไว้ซึ่งโอกาสที่ ซุน กำลังค้นหา…
“น่ารำคาญจริง!! แค่กลิ่นสาปสัตว์ของเจ้า ก็กวนใจข้ามากพอแล้ว!! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีมนุษย์ที่ส่งกลิ่นเหม็นถึงเพียงนี้ เจ้าเป็นมนุษย์จริง ๆ งั้นหรือ?! และยังจะถามเซ้าซี้อยู่ได้ ความเป็นความตายของเจ้า ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านจ้าวอสรพิษนู่น ไม่ใช่การตัดสินใจของข้า!!” อสรพิษทะเลส่งคลื่นเสียงที่ตวาดดังออกมา
ซุน นัยน์ตาหดแคบเมื่อได้ยินเช่นนั้น… มั่นใจว่ากลิ่นที่อสรพิษทะเลเอ่ยออกมาว่าเหม็นสาปสัตว์นั้น น่าจะเป็นกลิ่นของร่างสถิตสัตว์อสูร ทั้งยังเป็นสายพันธุ์พยัคฆ์ที่มีกลิ่นดุร้ายเฉพาะของนักล่าบนแผ่นดินใหญ่ แตกต่างไปจากสายพันธุ์ใต้ทะเลอย่างสิ้นเชิง…
“หากมันเหม็นนัก ไยไม่ปล่อยข้าไปเล่า… เอาแบบนี้ดีหรือไม่?! ข้าจะส่ง เนตรแห่งจ้าวอสรพิษทะเลเกล็ดมรกต คืนให้กับท่าน โดยที่ท่านก็สามารถนำไปกล่าวอ้างว่าพบเจอโดยบังเอิญ หรือพบเจอจากศพอะไรก็กับ ท่านจ้าวอสรพิษ โดยไม่ต้องพาข้ากลับไป ยืดอกรับความดีความชอบอย่างเต็มภาคภูมิ
แล้วข้าสัญญาว่าจะตอบแทนท่านด้วยทุกอย่างที่ท่านปรารถนา พวกเราทั้งสองต่างฝ่ายต่างก็ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน… ชีวิตน้อย ๆ ของข้า แทบไม่มีคุณค่าอะไรเลยในสายตาของพวกท่าน อย่างไรเสีย ท่านจ้าวอสรพิษ ก็ไม่รู้จักตัวตนของข้าอยู่แล้วมิใช่หรือ?!” ซุน เอ่ยวาจาหว่านล้อมคล่องปร๋อ ไม่มีติดขัด
อสรพิษทะเลเกล็ดดำ ถึงกับแน่นิ่งครุ่นคิดไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะโพล่งออกมา…
“มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่ไร้สัจจะ ข้าไม่เชื่อถือเจ้า!! หากเจ้าถูกอสรพิษทะเลตนอื่นจับไปและเกิดกลับคำขึ้นมา ข้าจะทำยังไง?! เจ้ามันก็แค่พยายามหาทางเอาตัวรอดเท่านั้น หากเจ้ายังกล้าเอ่ยวาจาที่น่ารำคาญ ข้าจะรัดเจ้าให้แน่นยิ่งไปกว่าเดิม!!”
อสรพิษทะเล ออกแรงเพิ่มขึ้นเพื่อรัดร่างของชายหนุ่ม เกิดเสียงกระดูกลั่นดัง จนทำให้ ซุน เผยใบหน้าที่เจ็บปวดขึ้นมา หากแต่นั่นก็เป็นเพียงอาการเสแสร้งที่ ซุน แกล้งทำเท่านั้น เวลานี้รอยสักตลอดทั้งร่างของชายหนุ่มเกิดการหมุนวน อาคมคงกระพันชาตรี ถูกดึงมาใช้งานพร้อม ๆ กับปราณคุ้มกัน ไม่มีทางที่ ซุน จะบาดเจ็บได้ง่าย ๆ เพียงแค่การถูกอสรพิษทะเลรัดพัน…
แม้ว่า ซุน ต้องการจะหลุดออกจากสภาพนี้ ซุน ก็ยังมีไม่น้อยกว่า 2-3 วิธี… แต่เหตุผลที่ ซุน ไม่ขัดขืนก็เนื่องด้วยว่ายังคิดวิธีจะขึ้นไปผิวน้ำไม่ออก หากสลัดหลุดออกไปแล้ว แต่หนีความเร็วที่ปราดเปรียวของอสรพิษทะเลตนนี้ไม่พ้นก็ย่อมไร้ความหมาย… ไม่มีทางที่มนุษย์จะหลบหนีสัตว์อสูรทะเลจากจุดนี้ได้เลย ดังนั้น ซุน จึงยอมถูกพันธนาการ เพื่อให้อีกฝ่ายประมาทไปก่อน...
และไม่นานหลักจากนั้น ซุน ก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันของมวลน้ำ ที่เพิ่มสูงยิ่งขึ้นไปอีกระดับ อึดอันจนราวกับร่างกายจะแหลกเป็นชิ้น ๆ แม้จะมีอาคมและลมปราณคุ้มกันเอาไว้…
“เขตความลึกระดับ 4”
สถานที่แห่งนี้มืดมิดอย่างถึงที่สุด อีกทั้งอสรพิษทะเลยังมุดลอดผ่านโพรงถ้ำใต้ทะเลที่สลับซับซ้อน จวบจนปรากฏตัวอีกครั้งที่ปลายอุโมงค์ โดยมีแสงสีเขียวเจิดจ้าเรืองรองอย่างน่าอัศจรรย์ มันเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยอัญมณีที่เรืองแสงใต้ทะเล ทั้งไข่มุกมรกตที่เปล่งแสงสีเขียว ฝูงปลาบางชนิดที่มีแสงสว่างในตัว กลายเป็นความเจิดจรัสแห่งเดียวในโลกใต้ทะเลแสนมืดมิด…
อาณาจักรเผ่าอสรพิษทะเล…
ซุน เกือบจะสำลักน้ำทะเล เมื่อได้เข้ามาในสถานที่ลึกลับแห่งนี้ ราวกับว่ามันเป็นสถานที่แอบซ่อนที่ต้องผ่านถ้ำอุโมงค์ใต้ทะเลหลายชั้นกว่าจะมาถึง จนเกิดเป็นดินแดนใต้มหาสมุทรเสรี รอบด้าน ซุน นั้นมองเห็นอสรพิษทะเลนับร้อยนับพันตัว แน่นอนว่าหากมีมนุษย์คนใดเข้ามายังที่แห่งนี้ คงไม่เคยมีใครสามารถรอดชีวิตกลับไป
มิเช่นนั้นหากการคงอยู่ของสถานที่แห่งนี้ถูกเปิดเผยขึ้นมาในยุทธภพ เชื่อว่าขุมกำลังใหญ่มากมาย หรือแม้แต่หน่วยงานราชการแผ่นดิน จะต้องส่งยอดฝีมือมากวาดล้างที่นี่เพื่อเก็บเกี่ยวลูกแก้วดวงจิตอันเป็นทรัพยากรล้ำค่าอย่างแน่นอน
“ไม่อยากจะเชื่อ… อสรพิษทะเลเพียงหนึ่งตัว สามารถกลายเป็นทรัพยากรได้ทั้งลูกแก้วดวงจิต ทั้งโลหิตสัตว์อสูร ทั้งกระดูกสัตว์อสูร ทั้งเนื้อของสัตว์อสูร แม้แต่พิษหรืออวัยวะภายในของพวกมันก็ล้วนเป็นของล้ำค่าทางโอสถ และยิ่งหากสามารถจับทั้งเป็นได้โดยไม่ตกตาย ราคา 100 ล้านเหรียญทองต่อหนึ่งตัว ยังนับว่าเป็นการประเมินที่ต่ำเกินไป!!”
ซุน ร่างสั่นสะท้าน สายตาที่มองไปยังอสรพิษทะเลแต่ละตนในตอนนี้ มิใช่ความหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นการมองไปยังสมบัติล่ำค่าที่มีราคาในทุกสัดส่วน น้ำลายของชายหนุ่มแทบจะไหลปนมากับน้ำทะเล…
“จวนจะตายอยู่รอมร่อแล้ว ยังจะเผยความโลภออกมาอีก... เจ้านี่มันติดนิสัยใครมากันแน่นะ?!” เสียงของ เฒ่าชีเปลือย ดังขึ้น ด้วยอากัปกิริยาที่คล้ายแหวกว่ายดวงวิญญาณไปในกระแสน้ำ ใบหน้าไม่มีความเป็นเดือดเป็นร้อนสักนิด
ซุน ถลึงตาขึ้นทันที…
“หากจะติดจากใครสักคน… ก็คงเป็นเจ้านั่นแหละ!!”
เฒ่าชีเปลือย หัวเราะออกมาทันที ก่อนจะกล่าวขึ้น…
“ให้ข้าช่วยหรือไม่?! ข้าพอจะมีเวทย์อาคมในการช่วยเจ้าหลบหนีอยู่บ้างนะ”
ซุน ส่ายหน้าปฏิเสธทันที โดยไม่ใคร่ครวญ “ไม่ต้อง… ยิ่งเจ้ายื่นมือช่วยเหลือเท่าไหร่ เศษเสี้ยวจิตวิญญาณแห่งเทพหู่ ก็จะยิ่งปฏิเสธความมุ่งมั่นและความตั้งใจของข้า ดังนั้นข้าจะหาทางเอาตัวรอดด้วยตนเอง…”
เฒ่าชีเปลือย ได้ยินเช่นนั้นก็ยกมุมปากเล็กน้อย…
“ห้าวไม่เลว… อย่าเก่งแต่ปากก็แล้วกัน เช่นนั้นข้าไปล่ะ”
กล่าวจบดวงวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย ก็แหวกว่ายพุ่งหายไปยังทิศทางหนึ่ง ทำเอา ซุน ถึงกับจิตใจหล่นวูบ แม้ชายหนุ่มจะเอ่ยปากสร้างภาพลักษณ์ออกไปเช่นนั้น หากแต่ถ้ามี เฒ่าชีเปลือย อยู่ข้าง ๆ ฉุกละหุกอันใดยังสามารถเอ่ยปากร้องขอขึ้นมาได้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายจากไปอย่างไม่ไยดีเช่นนี้ ก็ย่อมอดไม่ได้ที่จะเผยความกังวลที่ชัดเจนออกมา…
“ช่างเถอะ… ในเมื่อตัดสินใจแล้ว ข้าก็จะหาทางเอง!!” สายตาของ ซุน เผยความเด็ดเดี่ยวมากยิ่งไปกว่าเดิม แสงสว่างภายในอาณาจักรอสรพิษทะเลแห่งนี้แม้จะมีไม่มากนัก เปรียบเสมือนแสงเทียนริบหรี่ท่ามกลางสายฝน แต่มันก็มากพอจะทำให้ ซุน มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อยู่บ้างจากสัมผัสและสัญชาตญาณอันเฉียบคม ที่ถูกลับมาอย่างคมกริบก่อนหน้านี้…
การที่ ซุน ซึ่งเป็นมนุษย์ถูกพาตัวมาในเขตอาณาจักรอสรพิษทะเลทั้งที่ยังไม่ตาย ย่อมดึงดูดสายตาของอสรพิษทะเลจำนวนมาก เนื่องด้วยทุกคนต่างก็สัมผัสได้ถึง สายสัมพันธ์และปฏิกิริยาบางอย่างจาก เนตรแห่งจ้าวอสรพิษเกล็ดมรกต…
อสรพิษทะเลหลายตน จึงรีบส่งข่าวนี้ไปยังผู้เป็นนาย…
ณ เขตศิลาอำพัน อาณาจักรอสรพิษทะเล…
เขตนี้ถูกปกครองทายาทคนใหม่ของ จ้าวอสรพิษทะเล ซึ่งทายาทคนใหม่นี้ แท้จริงแล้วแข็งแกร่งกว่าทายาทคนก่อนอย่างที่มิอาจเปรียบเทียบกันได้ และเป็นถึงสัตว์อสูรทะเลชนชั้นลมปราณสีเหลืองที่เก่งกาจ เปี่ยมล้นไปด้วยสติปัญญา และความเด็ดขาดยามลงมือ
หากแต่เพราะมิใช่ทายาทที่เกิดจาก ราชินีอสรพิษทะเล และยิ่งมีเกล็ดเป็นสีมรกตสลับกับสีแดงเพลิง มิได้เป็นเกล็ดสีเขียวมรกตที่สมบูรณ์อันเป็นสัญลักษณ์ของราชันย์แห่งเผ่า จึงทำให้อสรพิษเกล็ดมรกตเพลิงตนนี้ ถูกกดหัวให้อยู่ในฐานะต่ำต้อยมาโดยตลอดทั้งที่มีสายเลือดของ จ้าวอสรพิษทะเลที่เข้มข้น กลายเป็นเบื้องล่างของทายาทตนก่อน ที่ทั้งอ่อนแอและเยาว์วัยกว่าตนเอง…
หากกล่าวว่าการตายของ ทายาทตนก่อน ผู้ใดได้รับผลประโยชน์สูงสุด… ก็คงเป็นอสรพิษทะเลเกล็ดมรกตเพลิง ทายาทผู้สืบอำนาจตนปัจจุบันผู้นี้…
“ท่านเกล็ดมรกตเพลิง!! มีข่าวแจ้งเข้ามาว่า แม่ทัพอสรพิษเกล็ดสีนิล ได้นำพามนุษย์ผู้สังหารทายาทตนก่อนกลับมาที่อาณาจักร และยังมีการยืนยันแล้วว่ามนุษย์ผู้นั้นได้ถือครอง เนตรแห่งจ้าวอสรพิษเกล็ดมรกต เอาไว้!!” ทหารอสรพิษทะเลตัวหนึ่ง เข้ามารายงาน
ดวงตาของ อสรพิษเกล็ดสีมรกตเพลิง เปล่งแสงวาบขึ้นทันทีพร้อมรอยยิ้ม… “หึหึ ในที่สุดสัญลักษณ์แห่งทายาทของข้า ก็กลับคืนสู่อาณาจักร!! คราวนี้แหละก็เหลือเพียงแค่จัดการเสี้ยนหนามอย่าง ราชินีอสรพิษ ที่พยายามขัดขวางตำแหน่งของข้า!!”
เสียงหัวเราะของ อสรพิษเกล็ดมรกตเพลิง สร้างระลอกคลื่นที่แตกกระจายใต้ทะเล…
……………………………………………..