อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 262 อสรพิษทะยาน
ตอนที่ 262
ซุน ทำได้เพียงไอแห้ง ๆ ออกมา…
“ผู้อาวุโสม่อ ท่านบอกแล้วว่าจะไม่คิดค่าตอบแทนใด ๆ ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว หวังว่าคงไม่กลับคำกระมัง เหรียญทองไม่กี่เหรียญแลกไม่ได้กับชื่อเสียงของท่านหรอก เชื่อข้าเถอะ…”
ชายหนุ่มเอ่ยปากเนิบนาบ ทำเอา ม่อเหยียนฉุน ยิ่งทวีความโกรธ แต่สุดท้ายก็ไม่อาจทำอะไร จำยอมเหนื่อยเปล่าทั้งยังแบกรับความเสี่ยงไว้อย่างมากมาย… หยิบเอา ลูกแก้วดวงจิตแต่ละเม็ดขึ้นมาพิจารณา พร้อมทั้งกรีดเอาโลหิตบางส่วนของ อสรพิษน้อย ออกมาทำการเทียบเคียง…
ทว่าเม็ดแล้วเม็ดเหล่า ก็ไม่พบกับการเทียบเคียงที่คู่ควร แม้แต่ลูกแก้วดวงจิตของ อสรพิษเกล็ดมรกตเพลิง ที่มีสายเลือดของ จ้าวอสรพิษทะเล และน่าจะเหนือล้ำกว่าจิตวิญญาณอสรพิษทะเลดวงอื่น ๆ แต่สุดท้ายก็ยังไม่เพียงพอ…
ทั้ง 11 เม็ด ไม่มีจิตวิญญาณใดที่คู่ควร…
“นี่มันหมายความว่ายังไง?!” ซุน ขมวดคิ้วต่ำลงทันที
ม่อเหยียนฉุน ถอนหายใจยาวพรืดหนึ่ง…
“ไม่ไหว… เจ้าอสรพิษน้อยตัวนี้ มันมีสายเลือดที่น่ากลัวเกินไป อย่าว่าจิตวิญญาณของสัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีเหลืองพวกนี้เลย ดีไม่ดีจิตวิญญาณของสัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีส้ม ก็อาจจะไม่เพียงพอที่จะให้มันผสานหลอมรวมด้วยซ้ำ… ข้าเองก็ไม่อยากจะพูดคำนี้หรอกนะ แต่หากไม่มีจิตวิญญาณที่คู่ควรในการผสานก็ไม่อาจดำเนินการใด ๆ ต่อไปได้ ข้าว่าเจ้าตัดใจเสียเถอะ…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นจิตใจก็พลันหล่นวูบราวกับตกจากที่สูง… อดไม่ได้ที่จะหันมองไปยังอสรพิษน้อยที่ดวงตากระจ่างใสอย่างคาดหวัง ชายหนุ่มเกาศีรษะแรง ๆ พยายามหาทางออก ทว่าในจังหวะนั้น กลับรู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านออกมาจากทางด้านหลัง!!
“นาคาน้อย!!”
ซุน เบิกตาโพรงขึ้น ก่อนที่นาคามณีมรกตจะเปิดเผยตัวออกมา เรือนกายของมันอาบย้อมไปด้วยรัศมีที่แก่กล้า สง่างามดุจดั่งอัญมณี… จากนั้นจิตวิญญาณของนาคาน้อยตนนี้ ก็เข้ามาโอบรัดพันบนร่างของ ซุน คู่กับอสรพิษน้อย ทั้งสองจดจ้องสายตาระหว่างกันและกัน คล้ายกำลังสื่อสารและทำการเชื่อมจิตเป็นหนึ่ง…
ซุน ไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อน หากโลกใบนี้มีสัตว์อสูรระดับราชันย์ที่น่าเกรงขาม ในโลกที่ ซุน ได้จากมา ก็มีสัตว์เทพที่สั่นคลอนสวรรค์เช่นเดียวกัน!! นาคามณีมรกตตนนี้ เป็นจิตวิญญาณของสัตว์เทพที่ไม่มีโอกาสได้เกิดขึ้นมามีกายเนื้อ(ตอนที่ 115) ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า นาคาน้อยเองก็อยากจะมีร่างสิงสถิตให้ตนเองสมบูรณ์เช่นเดียวกัน
อสรพิษน้อย และ นาคาน้อย มีความคล้ายคลึงในหลาย ๆ สิ่ง ทั้งในด้านความแข็งแกร่งล้ำลึกของจิตวิญญาณก็น่าจะไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเท่าใดนัก… แน่นอนว่าหาก นาคาน้อย มิได้แสดงเจตนาจะสละตนเองเช่นนี้ออกมา ซุน ก็ไม่มีความคิดที่จะไปบีบบังคับจิตใจ… แต่ในเมื่อนาคาน้อยให้การยอมรับด้วยตนเอง ซุน จึงไม่ลังเลอีกต่อไป…
“ผู้อาวุโสม่อ... หากเป็นจิตวิญญาณสัตว์เทพดวงนี้เล่า?!” ซุน เอ่ยขึ้นมาอย่างตื่นเต้น
ม่อเหยียนฉุน สูดลมหายใจถี่ระรัว แน่นอนว่ามันเองก็ไม่เคยเห็นจิตวิญญาณสัตว์อสูรที่กล้าแกร่งเช่นนี้มาก่อน... “เข้าใจแล้ว ข้าจะรองดู…”
หลังจากขับขานเคล็ดศาสตร์วิชาควบคุมสัตว์อสูร ก็พบว่าจิตวิญญาณของทั้งสอง สามารถเข้ากันได้จริง ๆ มีรัศมีพลังที่ทัดเทียม และต่างฝ่ายต่างก็ยอมรับซึ่งกันและกัน เพราะทั้งคู่มี ซุน เป็นดังสื่อกลางในสายสัมพันธ์
“ตั้งสมาธิ!! ข้าระเริ่มกระบวนการทันที!! ฉู่อ้ายเยว่ เจ้าเป็นลูกมือคอยสนับสนุนอาจารย์ด้วย!!” ม่อเหยียนฉุน เผยแววตาเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น รู้สึกว่านี่เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง หากมันทำสำเร็จได้จริง ๆ ศาสตร์วิชาควบคุมสัตว์อสูรของมันจะต้องพัฒนาขึ้นไปอีกระดับอย่างแน่นอน...
เหยาหมิง แม้ไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการ แต่ก็ได้แผ่รัศมีแห่งชนชั้นจักรพรรดิ สร้างขอบข่ายม่านพลังปิดกั้นพื้นที่โดยรอบ รับหน้าที่มิต่างผู้เฝ้าระวังในกระบวนการทั้งหมด เพื่อให้ทั้งสามจดจ่อสมาธิได้เต็มที่…
ม่อเหยียนฉุน เหงื่อโทรมกาย แผ่รัศมีพลังที่โอบล้อมไปด้วยอักขระบางอย่าง โดยมีหญิงสาว คอยทำการจัดระเบียบอาคมเหล่านั้นให้สมบูรณ์ไม่กวัดแกว่ง นางเองก็ใบหน้าขาวซีดไม่ต่างกัน… จิตวิญญาณของ อสรพิษน้อย และ นาคาน้อย ถูกดึงออกมากลายเป็นเส้นแสงสีทองและสีเขียว ก่อนที่จะไขว้สลับกันไปมาอย่างยุ่งเหยิง จนยากที่จะชี้ชัดว่าเส้นแสงใดเป็นของจิตวิญญาณตนใด
จากนั้นเงาร่างของอสูรพิษขนาดใหญ่ อันเป็นพลังแฝงของทั้งสองจิตวิญญาณ ก็ได้พวยพุ่งขึ้นสู่ห้วงนภาอากาศ เปลี่ยนแปลงเมฆลมให้บ้าคลั่งราวกับกำลังจะเกิดพายุภัยพิบัติ… จากนั้นก็พุ่งตรงกลับลงมา กลายเป็นลูกแสงทรงกลมเพียงหนึ่งเดียวที่ภายในประจุไปด้วยอำนาจวิญญาณที่ผสานหลอมรวมกัน…
“เตรียมรับมัน!!” ม่อเหยียนฉุน คำรามเสียงต่ำ
ซุน กัดฟันแน่น แผ่รัศมีเรือนกายแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นดั่งภาชนะรองรับจิตวิญญาณ ก่อนจะดูดซับเอาลูกแสงนั้นเข้ามาในร่างกายของตนเอง แสงสีเขียวเลี่ยมทองไหลเวียนไปทั่วร่างของ ซุน ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงความร้อนรุ่มดุจไฟแผดเผา แต่ก็กัดฟันทนไม่มีแม้เสียงร้องใด ๆ เล็ดลอดออกมาจากปาก...
ห้วงสำนึกของ ซุน นั้นเห็นถึงความบ้าคลั่งจากจิตวิญญาณที่ประสานรวม ลำพังตัวของ ซุน รู้สึกถึงวิกฤตที่รุนแรงบางอย่าง ดูเหมือนว่าการใช้ กายสะกด นั้นจะยากกว่าการใช้ รอยสักเบญจสารสัตว์นับร้อยเท่า เพราะครั้งนี้มันมิได้รองรับเพียงแค่ดวงวิญญาณ แต่ต้องสร้างพื้นที่เป็นมิติแปลกแยกขึ้นในร่างของ ซุน เพื่อให้กลายเป็นที่สถิตของร่างกายอสรพิษน้อยที่เป็นกายเนื้อ…
มู่เหยียนฉุน เห็นท่าไม่ดี เพราะร่างกายของ ซุน เริ่มจะรับไม่ไหว รู้สึกกังวลใจขึ้นมาอย่างหนักอึ้งที่ตนคำนวณพลาดไป หากเป็นสัตว์อสูรสามัญคงไม่ใช่เรื่องยากที่ร่างกายของ ซุน จะรองรับ แต่พอเป็นสัตว์อสูรสายเลือดราชันย์และวิญญาณสัตว์เทพ จึงต้องการขอบเขตที่กว้างใหญ่กว่าปกติหลายต่อหลายเท่า… และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะร่างกายของ ซุน นั้น ใช้เป็นภาชนะรองรับร่างสถิตของราชันย์พยัคฆ์ขาวมาก่อน พื้นที่อันเป็นช่องว่างสำหรับอสรพิษน้อย จึงดูเหมือนจะมีไม่เพียงพอ…
“อดทนไว้!! แสดงความมุ่งมั่นออกมา!!”
ซุน กัดฟันแนบแน่นประคับประคองสติที่จวนจะขาดอยู่รอบร่อ ก่อนจะคำรามเสียงกรนดังดุจพยัคฆ์ แผดกังวานออกไปรอบทิศทาง ระเบิดคลื่นพลังแฝงที่เหนือล้ำขึ้นไปอีกระดับ ในเมื่อขอบเขตเดิมไม่เพียงพอ ก็จำเป็นต้องสร้างช่องว่างเพื่อแบกรับพลังใหม่นี้ขึ้นมาให้ได้ ภายใต้การรีดเค้นพลังขยายขอบเขต ได้กดดันให้จุดตันเถียนเกิดการเปลี่ยนแปลง ขยายขนาดขึ้นตามเจตนารมณ์อันกล้าแกร่ง!!
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือพลังลมปราณของ ซุน ในเวลานี้มีไม่เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยง… พลังอำนาจจากร่างสถิตราชันย์พยัคฆ์ขาว จึงแสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการสร้างสายลมระลอกหนึ่ง ฉุดดึงเอาแก่นแท้ลมปราณที่เชื่อมต่อใกล้เคียงที่สุด เพื่อนำมาเสริมในพลังส่วนที่ขาดพร่องไปของ ซุน
และแน่นอนว่ามันจะเป็นแก่นแท้ลมปราณของผู้ใดไปไม่ได้ นอกเหนือจาก ม่อเหยียนฉุน ชายชราที่กำลังขับขานพลังของตนเพื่อประคับประคอง ซุน เอาไว้… ซึ่งในตอนที่แก่นแท้พลังของชายชราถูกดึงออกมานั้น ย่อมกระทบต่อรากฐานลมปราณชนชั้นราชันย์ให้สั่นสะเทือน ราวกับทะเลสาบลมปราณในร่างเกิดการรั่วไหล และกลายเป็นลำธารสายหนึ่งหลั่งไหลไปยังร่างของ ซุน
ม่อเหยียนฉุน ถึงกับเบิกตาโพลงขึ้นใบหน้าซีดเผือด แม้เจ้าตัวอยากจะหยุดยั้งกระบวนการเหล่านี้ทั้งหมด แต่มันก็ไม่อาจทำได้แล้ว… เพราะถูกจับตามองจาก เหยาหมิง ในทุกท่วงท่า ชายชราอยากจะร้องไห้ออกมาเต็มแก่ นอกจากตนนั้นจะขาดทุนย่อยยับในการช่วยเหลือครั้งนี้แล้ว ยังสูญเสียแก่นแท้ลมปราณของตนที่สั่งสมมาไปอีกบางส่วน
เสียง ตูม! ดังขึ้นภายในร่างกายของ ซุน เกิดเป็นขอบเขตที่แผ่ขยายออกไปอีกขั้นหนึ่ง เป็นจุดแสงที่ทับซ้อนขึ้นมาบนจุดตันเถียน… ขอบเขตของจุดตันเถียนที่ได้รับการแบ่งขยายเพื่อรองรับพลัง เกิดเป็นมิติแฝดที่ทับซ้อน มิได้ถูกแบ่งแยกแต่ถูกเพิ่มขึ้น… จุดตันเถียนแฝด!!
ซุน แตะย่างบรรลุสู่ชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 6 ในทันที!!
เฒ่าชีเปลือย ที่เฝ้ามองมาโดยตลอด อดไม่ได้ที่จะจิตวิญญาณสะท้านสะเทือน มองตรงไปยัง ซุน ด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด ราวกับพบเจอบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง…
“บ้าน่า!! มันขยายขอบเขตจิตวิญญาณและร่างกายตนเองได้ โดยอาศัยเพียงความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์เนี่ยนะ!! และถึงกับดึงเอาแก่นแท้ลมปราณจากคนรอบข้าง เพื่อสร้างจุดตันเถียนใหม่ทับซ้อนอีกจุดหนึ่งให้กับตนเอง เรื่องเช่นนี้จะเป็นไปได้ยังไงกัน!!”
รอยสักนาคราชบนแผ่นหลังของ ซุน ในเวลานี้มีการเปลี่ยนแปลงขึ้น กลายเป็นรอยสักของนาคราชสองเศียรที่มีร่างกายเป็นหนึ่งเดียว อีกทั้งยังแผ่รัศมีที่เจิดจรัสมากยิ่งไปกว่าเดิม… ในตอนนี้ ซุน คงไม่อาจใช้การทรงร่างของ นาคามณีมรกต ได้อีกแล้ว แต่มันถูกเปลี่ยนเป็นการที่สามารถเรียก อสรพิษน้อย ออกมาได้อย่างอิสระ…
ดวงตาของ ซุน เลื่อนลอยเพราะความเจ็บปวดและบอบช้ำ จากทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ แต่ในขณะเดียวกันก็ปรากฏรอยยิ้มปิติยินดี… มู่เหยียนฉุน ถึงกับหงายท้องตึงลงไป หายใจหอบหนัก ทว่าจิตใจก็ยังอดที่จะสะท้านสะเทือนไม่หาย อยากจะร้องไห้ออกมาเสียด้วยซ้ำ หลังจากนี้มันคงต้องสั่งสมพลังลมปราณอีกไม่ต่ำกว่าครึ่งปี เพื่อทดแทนส่วนที่ถูก ซุน ดึงเอาไป…
ฉู่อ้ายเยว่ ก็เพิ่งจะเคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก นางอดไม่ได้ที่จะมองตรงไปยังบุรุษหนุ่มด้วยความรู้สึกที่สลับซับซ้อน นางนั้นให้ความสนใจในตัว ซุน มาตั้งแต่วันที่ได้เห็น ซุน เอาชนะ เฉียงตงฟาง ในการประลองที่วังหลวงแล้ว
ในตอนที่เห็น ซุน เดินเข้ามาในตำหนักวันนี้ นางก็ยังอดที่จะจิตใจสั่นไหวมิได้ ทั้งที่รูปร่างและกลิ่นอายของ ซุน เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่นางก็ยังจำ ซุน ได้ในทันทีจากความรู้สึก… และเรื่องวิชาลับอย่าง สองวิญญาณ หรือ กายาสะกด แน่นอนว่าที่นางเอ่ยออกมา ก็มิใช่เพราะนางหลุดปาก แต่เป็นเพราะนางอยากจะช่วยเหลือชายหนุ่มผู้นี้จากใจลึก ๆ ถึงกับยอมขัดคำสั่งของอาจารย์
“เพราะอะไรกันนะ ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย…” นางอดไม่ได้ที่จะพึมพำขึ้นในใจ
อสรพิษน้อย ค่อย ๆ เลื้อยเข้ามาใกล้ ซุน… เห็นได้ชัดว่าดวงตาของอสรพิษน้อยในเวลานี้มีสองสี ดวงตาซ้ายเป็นสีมรกต และดวงตาขวานั้นเป็นสีทอง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมก่อนหน้านี้… อสรพิษน้อย ได้นำศีรษะมาถูไปมาบนใบหน้าของ ซุน ด้วยความห่วงใย
ซุน เผยรอยยิ้มน้อย ๆ ออกมา รู้สึกเหมือนความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเป็นปลิดทิ้ง ยื่นมือลูบไปบนศีรษะของอสรพิษน้อยเบา ๆ หวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ที่มีเงาร่างอสรพิษขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำให้นาม ๆ หนึ่ง ผุดขึ้นมาในหัวของ ซุน อย่างอดไม่ได้…
“ข้าได้ชื่อที่เหมาะสมสำหรับเจ้าแล้ว…
จากนี้ไปเจ้าจะชื่อว่า เฟยเสอ...(อสรพิษทะยาน)”
………………………………………………….