อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 263 จากลาอีกครั้ง... (จบภาค 2)
ตอนที่ 263
ซุน มองเห็นสภาพที่ย่ำแย่ของ ม่อเหยียนฉุน แล้วก็อดเวทนาไม่ได้ นอกจากจะพยายามช่วยเหลือตนอย่างเต็มที่ ยังต้องมาสูญเสียแก่นแท้ลมปราณไปอีก ซึ่งมันถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ฝึกยุทธ ซุน เองในเวลานั้นก็มิได้ตั้งใจ เพียงแค่ระเบิดสัญชาตญาณออกมา ไม่คิดว่าพลังอำนาจร่างสถิตราชันย์พยัคฆ์ขาวจะทำได้ถึงเพียงนั้น…
“ผู้อาวุโสม่อ... ข้าไม่รู้จะขอบคุณท่านเรื่องนี้ยังไงดี ครั้นจะไม่ตอบแทนท่านเลย ก็ดูจะเป็นการเห็นแก่ตัวเกินไป ดังนั้นนี่ถือเป็นสินน้ำใจจากข้าก็แล้ว…” ซุน หยิบเอาลูกแก้วดวงจิตเม็ดหนึ่งใส่มือของ ม่อเหยียนฉุน พร้อมกับกุมมือเอาไว้อย่างแนบแน่น ส่งสายตาขอบคุณจากใจจริง
ม่อเหยียนฉุน เห็นเช่นนั้นแม้อยากจะโกรธก็โกรธไม่ลง ส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มชรา อย่างน้อยก็ยังเห็นถึงน้ำใจของชายหนุ่ม แต่เมื่อได้พิจารณาลูกแก้วดวงจิตในมือแล้ว ใบหน้าก็บิดเบี้ยวอัปลักษณ์ขึ้นโดยพลัน…
“บัดซบ!! นี่มันลูกแก้วดวงจิตชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นต้นนี่!! มิใช่ลูกแก้วดวงจิตชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นปลายเมื่อครู่นี้หรอกหรือ!!”
ซุน ยิ้มอ่อน นั่นเป็นลูกแก้วดวงจิตที่ ซุน บังเอิญได้มาผ่านการเก็บเกี่ยวสินสงคราม ในตอนที่บุกฐานลับกลุ่มมังกรทองเมื่อเดือนก่อน... “หรือท่านจะไม่เอา?!”
ม่อเหยียนฉุน อยากจะร้องก็ร้องไม่ออก แม้จะเป็นลูกแก้วดวงจิตชั้นต่ำสุดก็ยังดีกว่าไม่ได้สิ่งใดตอบแทนเลย… ส่ายหน้าออกมาด้วยความปลดปลง รู้สึกว่าการได้มาเจอ ซุน นั้นมิต่างอะไรกับเมฆดำที่เคลื่อนบดบังแสงจันทรา โชคชะตาก้าวสู่ความอับเฉาในช่วงหนึ่งของปี…
เมื่อหมดธุระกับที่นี่แล้ว ซุน และ เหยาหมิง ก็เตรียมที่จะออกไปจากตำหนัก… ระหว่างที่กำลังออกไปนั้นเอง ฉู่อ้ายเยว่ ที่ละล่ำละลักเผยท่าทีลังเลใจอยู่หลายชั่วครู่ แต่สุดท้ายเมื่อนางตัดสินใจแล้ว นางก็ได้สูดลมหายใจลึกและเดินตรงมาหา ซุน อีกครั้ง…
“คุณชาย ซุน โปรดรอก่อน...”
ซุน หันกลับมามองนางด้วยความฉงนเล็กน้อย…
“มีอะไรให้ข้าช่วยงั้นหรือ แม่นางฉู่?!”
นางยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกล่าวขึ้น… “หากข้าจดจำไม่ผิด ท่านเองก็น่าจะเป็นหนึ่งในสามศิษย์เอกของสำนักสายลมประจิม ที่เข้าร่วมธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์กับทางพรรคมังกรฟ้ามิใช่หรือ?! ตามกำหมดการของธรรมเนียม ท่านก็น่าที่จะเดินทางไปถึงพรรคมังกรฟ้าตั้งแต่เมื่อราว 3 สัปดาห์ก่อนแล้ว แต่ทำไมท่านถึงยังอยู่ที่นี่ได้?!”
ซุน ได้ยินคำถามเช่นนั้นก็ประหลาดใจเล็กน้อย เพราะมันเป็นคำถามส่วนตัวที่แทบจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องราวในวันนี้เลย อีกทั้งนางก็ไม่น่าจะให้ความสนใจกับเรื่องเช่นนี้… ทว่าในเมื่อหญิงสาวเอ่ยถาม และก็มิใช่ความลับสำคัญอันใด ชายหนุ่มจึงตอบไปตามตรงรักษามารยาท…
“ข้าได้รับสิทธิ์พิเศษ ให้เข้าไปรายงานตัวข้ากว่าคนอื่น ๆ ได้หนึ่งเดือน… แต่อีกไม่กี่วันข้าก็ตั้งใจจะไปยังพรรคมังกรฟ้าตามนัดหมายเดิมนั่นแล้ว” น้ำเสียงของ ซุน มิได้ยินดียินร้ายนัก ค่อนข้างที่จะสามัญอย่างยิ่ง…
นางได้ยินเช่นนั้น ก็เผยดวงตากระจ่างใส รอยยิ้มงดงามประดับที่ใบหน้า… “งั้นเองหรอกหรือ… ตัวข้าเองอีกไม่นานก็จะกลับไปที่พรรคมังกรฟ้าด้วยเช่นกัน หวังว่าพวกเราจะได้เจอกันอีกครั้งในเร็ววันนี้…”
กล่าวจบนางก็ย่อตัวลงอย่างมามารยาท อากัปกิริยาแฝงเร้นไว้ด้วยทรงเสน่ห์ที่บุรุษยากจะละสายตา แม้ว่านางจะมิได้งดงามล่มเมืองดังเช่น ฉีลู่ชิง มิได้ดูไร้เดียงสาและดูท่าทะนุถนอมดังเช่น เตียซวงซวง หากแต่ ฉู่อ้ายเยว่ ผู้นี้ กลับมีมนต์เสน่ห์ที่แตกต่างออกไป ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นใจยามเมื่อเข้าใกล้นาง…
หลังจากที่นางเดินกลับไปด้วยความเคอะเขินที่พอสังเกตได้… ซุน ก็ได้แต่เกาศีรษะตนเองเบา ๆ เพราะชายหนุ่มไม่แน่ชัดนักกับความสัมพันธ์ ครั้นจะบอกว่านางรู้สึกดีกับตน ก็ขัดแย้งกับความรู้สึกที่ ซุน มั่นใจว่าเพิ่งจะเคยพบนางและพูดคุยกับนางวันนี้เป็นวันแรก... โดยไม่ทราบมาก่อน ว่านางนั้นได้ให้ความสนใจกับตนมาเนิ่นนานแล้ว ตั้งแต่ที่นางเฝ้ามองเพียงฝ่ายเดียว…
เหยาหมิง ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ย่อมมองออกถึงเส้นสนกลใน…
“หึหึ… ฉู่อ้ายเยว่ หญิงสาวจากตระกูลฉู่งั้นหรือ? เบื้องหลังตระกูลของนางนั้นไม่ธรรมดา ถือเป็นหนึ่งในตระกูลที่มีอิทธิพลอย่างมากในยุทธภพ บิดาจะไม่ขอก้าวก่ายเส้นทางของเจ้าก็แล้วกัน แค่อยากเตือนให้เจ้าระมัดระวังตัวเอาไว้ให้มาก ๆ เพราะในยุทธภพที่โหดร้ายนั้น บางครั้งแค่เพียงความรู้สึกของคนสองคนที่มีให้กัน ก็อาจไม่มากพอที่จะเลือกเส้นทางก้าวเดิน…”
เหยาหมิง กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ปลดปลง หวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตของตนเองและภรรยา เล้งซิ่งอิง ที่มาจากตระกูลอันยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน… ซุน นั้นมิได้ไร้เดียงสาถึงขั้นมองไม่ออกในความหมายที่ เหยาหมิง พยายามจะสื่อ จึงได้แต่ยิ้มรับ
“ลูกจะจดจำไว้ให้มั่น…”
เมืองหยกบูรพาแห่งนี้ เป็นเมืองท่าเรือด้านทิศตะวันออกของทวีปพยัคฆ์ขาว… ดังนั้นมันจึงเป็นเขตที่ติดกับชายฝั่งของมหาสมุทรกิเลนอัสนี สถานที่อันเป็นจุดหมายสำหรับ เหยาหมิง ดังนั้นเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ซ้ำยังไม่มีเรื่องติดค้างอะไร ก็ถึงเวลาที่จะต้องแยกจากนั้นเสียที… ทั้งสองพ่อลูกจึงมุ่งหน้าตรงมาที่ชายฝั่ง มองทอดยาวออกไปยังท้องทะเลที่กว้างใหญ่
สุดสายตา ซุน นั้นมองเห็นกำแพงวายุอัสนีที่บ้าคลั่ง ก่อตัวราวกับเป็นโดมยักษ์ครอบคลุมและตัดขาดเขตแดนภายในมหาสมุทรกิเลนอัสนีจากทุกทิศทาง นั่นคือปราการที่กล่าวได้ว่าแข็งแกร่งและน่ากลัวที่สุดในดินแดนแห่งนี้ เป็นม่านพลังที่ปิดล้อมครอบคลุมมายาวนานกว่าหนึ่งหมื่นปีได้แล้ว ปิดกั้นเขตแดนทั้งบนฟ้า ผิวน้ำ และลึกลงไปถึงก้นทะเล
โดยว่ากันว่าโดมยักษ์กำแพงวายุอัสนีขนาดใหญ่ ที่คลุมพื้นที่บางส่วนของดวงดาวนี้ มันเกิดขึ้นจากพลังอำนาจของผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน และผู้ยิ่งใหญ่ เหว่ยถู ที่รวมพลังกันสร้างขึ้นมา ตั้งแต่เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน พลังอำนาจอันเป็นนิรันดร์ที่แม้ผู้สร้างขึ้นมาจะตายไปแล้ว แต่พลังเหล่านี้ก็จะคงไว้ตราบนานเท่านาน ไม่เสี่ยมถอยลงเลย…
ภายในเขตมหาสมุทรกิเลนอัสนี ว่ากันว่ามีสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ที่นอกเหนือไปจากมนุษย์อาศัยอยู่ด้วย ทั้งอาณาจักรใต้ทะเล ทั้งเกาะร้อยอสูร หรือมีแม้กระทั่งเกาะของเผ่าอสูรแคระ อีกทั้งลึกลงไปในมหาสมุทรกิเลนอัสนีแห่งนี้ ภายในเขตความลึกระดับ 7 ที่ยอดฝีมือชนชั้นเทวะก็ไม่สามารถเข้าไปได้นั้น ยังมีอาณาจักรโบราณแอบซ่อนอยู่ด้วย…
ทุกอย่างภายในเขตมหาสมุทรกิเลนอัสนี ล้วนเต็มไปด้วยปริศนาโบราณในระดับตำนาน และมากไปด้วยพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ จนไม่อาจปล่อยให้หลุดลอดออกมายังโลกภายนอกได้ จึงมีการสร้างพันธสัญญาโบราณขึ้น กลายเป็นเขตปกครองพิเศษที่คนนอกมิอาจก้าวก่าย และคนในมิอาจออกมา…
ขอบเขตด้านในโดมยักษ์กำแพงวายุอัสนีนี้ มีมนุษย์เพียงกลุ่มเดียวอาศัยอยู่ตั้งตนเป็นเอกเทศไม่ข้องเกี่ยววุ่นวายกับโลกภายนอก ซึ่งนั่นก็คือขุมกำลังของ สมาพันธ์แห่งท้องทะเล หน่วยราชการแผ่นดินที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ได้แยกตัวออกจากยุทธภพไปแล้ว…
เส้นทางที่จะเข้าออกภายในโดมยักษ์กำแพงวายุอัสนีแห่งนี้ มีเพียง 2 วิธี… หนึ่งคือประตูใหญ่ของสมาพันฯ อันเป็นช่องว่างหนึ่งเดียวของกำแพงวายุอัสนี ซึ่งแน่นอนว่ามียอดฝีมือระดับชนชั้นเทวะลมปราณสีแดง ของสมาพันธ์แห่งท้องทะเลเฝ้าประจำการอยู่ตลอดเวลา… และวิธีที่สองคือการผ่านประตูมิติเคลื่อนย้ายของพรรคมังกรฟ้า แต่ก็ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งจากพรรคมังกรฟ้าอันเป็นต้นทาง และสมาพันแห่งท้องทะเลซึ่งปลายทาง ยากที่จะลอบเข้าไปได้…
ซุน เฝ้ามองอยู่ริมชายฝั่ง ยังสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวที่แฝงเร้นอยู่ยังทิศไกล ๆ ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะขนลุกชูชัน… ตามที่ชายหนุ่มเคยอ่านบันทึกต่าง ๆ มา ล้วนบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เขตปกครองพิเศษของมหาสมุทรกิเลนอัสนีนั้น เป็นมิติที่แปลกแยกออกไป ความแข็งแกร่งของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ด้านในนั้น ต่อให้สุ่มจับออกมาไว้ด้านนอก ก็ยังแข็งแกร่งมากพอจะสั่นคลอนยุทธภพ หรืออาจจะมากพอในการทำลายล้างยุทธภพเลยก็เป็นได้…
ดังนั้นโดมยักษ์กำแพงวายุอัสนีที่โอบล้อม แท้จริงแล้วมิได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้าไปด้านใน แต่เป็นการสร้างขึ้นเพื่อป้องกันความอันตรายจากภายในไม่ให้เล็ดลอดออกมาด้านนอกเสียมากกว่า!!
“ท่านพ่อ… ท่านจะไปที่แห่งนั้นจริง ๆ หรือ?!” ซุน เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง
เหยาหมิง พยักหน้าแน่นหนัก…
“บิดาจำเป็นต้องไป… ต่อให้ไม่ทราบแน่ชัดว่า เล้งซิ่วอัน มีเจตนาอะไรแอบซ่อนไว้กันแน่ และต่อให้มีความอันตรายและความเสี่ยงอย่างมหาศาล แต่บิดาก็ตัดสินใจว่าจะไม่หลบหนีจากอดีตอีกแล้ว…”
กล่าวจบ เหยาหมิง ก็วางมือบนไหล่ของ ซุน เบา ๆ ทั้งรอยยิ้ม…
“ใช่ว่าบิดาจะไม่อยากพาเจ้าไปด้วย แต่เจ้านั้นยังไม่พร้อม ภายในนั้นอันตรายมากเกินไป… การไปยังพรรคมังกรฟ้าของเจ้าในครั้งนี้ ถือเป็นโชควาสนาอย่างหนึ่งที่สำคัญ มันจะทำให้เจ้าเติบโต ได้เห็นอะไรอีกมากมาย บิดาเชื่อเช่นนั้น…
แต่ในขณะเดียวกัน เจ้าก็ต้องตระหนักถึงอันตรายรอบด้าน จงใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง อีกไม่นานเมื่อสิ้นวาสนาจอมราชันย์แห่งจิตวิญญาณอย่าง กุ่ยจือชิง ที่พรรคมังกรฟ้าจะต้องเกิดสงครามแย่งชิงอำนาจระหว่าง 5 ตระกูลใหญ่ที่กุมบังเหียนพรรคอย่างแน่นอน... เมื่อถึงตอนนั้น หากหลีกเลี่ยงได้ก็จงพยายามหลีกเลี่ยง แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องระวังตัวเองไว้…”
ซุน ประสานมือน้อมรับ ฉายแววตาเด็ดเดี่ยว…
“มีอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าต้องจำเอาไว้… เวลานี้กลุ่มมังกรทอง น่าจะแทรกซึมอยู่ภายในพรรคมังกรฟ้าเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเชื่อว่าเหล่าแกนนำคนอื่น ๆ ก็น่าจะมีวิธีการบางอย่างในการแทรกซึมด้วยเช่นกัน… ที่น่ากลัวที่สุด คงเป็นผู้นำเทวะที่แม้แต่บิดาก็ไม่ทราบว่ามันเป็นใครกันแน่
และผู้นำเทวะก็คงมีวิธีการบางอย่าง ใช้ปกปิดพื้นฐานลมปราณเอาไว้ จนไม่มีใครสามารถมองออก... แต่ในตอนที่บิดาและผู้นำเทวะ เคยร่วมมือกันเมื่อ 40 ปีก่อน มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เจ้านั่นพลาดท่า ถูกการโจมตีของยอดฝีมือชนชั้นเทวะของตระกูลเล้ง จนมีบาดแผลฉกรรจ์ที่ไหปลาร้าด้านขวา…
การโจมตีของยอดฝีมือชนชั้นเทวะต่อให้ผ่านไปหลายสิบปี สามารถรักษาบาดแผลให้หายสนิทได้ แต่ก็ไม่อาจลบล้างรอยแผลเป็นอย่างสมบูรณ์แน่นอน... ดังนั้นผู้นำเทวะจะต้องมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ที่ไหปลาร้าด้านขวา นี่คือสิ่งสังเกตเดียว ที่บิดาจะสามารถชี้ชัดให้เจ้าได้…
ซุน… เจ้าได้ลงมือสังหารผู้สืบทอดของผู้นำเทวะ(ตอนที่ 234) ดังนั้นเจ้านั่นคงต้องหาทางเล่นงานเจ้า เพื่อแก้แค้นแทนผู้สืบทอดของมันเป็นแน่… เมื่อไปถึงพรรคมังกรฟ้าแล้ว เจ้าพยายามอย่าทำตัวให้โดดเด่นเกินไป อยู่อย่างเงียบ ๆ เพื่อเก็บเกี่ยวทรัพยากรและโชควาสนาให้มากที่สุด…” เหยาหมิง กำชับเรื่องสำคัญ
ซุน ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ออกมา เมื่อถูกกำชับว่าอย่าทำตัวโดดเด่น... หวนนึกขึ้นได้ว่าครั้งหนึ่ง เตียมู่หยง ก็เคยพูดคำนี้ ตอนที่ตนเข้าร่วมสำนักสายลมประจิม แต่สุดท้ายในเวลาเพียงไม่กี่วัน สมญานามแมวสวรรค์กลับกระฉ่อนไปทั่วสำนักอย่างอดห้ามไม่ได้…
“ลูกจะพยายาม…”
เหยาหมิง รับเอาหยกสื่อสารที่ เล้งซิ่งอัน มอบให้ ซุน มาเก็บไว้… หากแต่ทุกอย่างนอกเหนือจากนั้น เหยาหมิง แทบไม่ได้นำอะไรติดตัวไปเลย ยังคงทิ้งให้ ซุน เก็บของมีค่าทั้งหมดไว้กับตัว เพื่อให้ ซุน ใช้เป็นต้นทุนในการก้าวเดิน…
“บิดาคงไม่อาจติดต่อเจ้ามาได้บ่อย ๆ แต่จะพยายามติดต่อเจ้าในทุก ๆ เดือน เพื่อยืนยันการมีชีวิต...” เหยาหมิง ใช้แขนเพียงข้างเดียวนั้น โอบกอดบุตรชายเอาไว้ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ซึ่งตัวของ ซุน ก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของบิดา ทั้งยังเข้าใจในความยากลำบากที่ต้องแยกจากกัน…
“ดูแลตัวเองด้วย บุตรชายข้า…”
“ดูแลตัวด้วย ท่านพ่อ…”
เหยาหมิง ห้อทะยานวิ่งไปบนผิวน้ำ มุ่งหน้าตรงไปยังเขตมหาสมุทรกิเลนอัสนีเพียงลำพัง ดูจากทิศทางแล้ว คงตั้งใจจะมุ่งหน้าไปที่ประตูใหญ่อันเป็นทางเข้าหลัก… สีหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นถึงขีดสุด ตั้งใจจะสะสางเรื่องราวในอดีตทั้งหมดให้จบสิ้น ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ไม่คิดเสียดาย…
ซุน ทำได้เพียงเฝ้ามองแผ่นหลังของบิดาด้วยความเป็นห่วง มือสองข้างกำหมัดแนบแน่น อยากที่จะแข็งแกร่งมากกว่า เพื่อที่จะได้ก้าวเข้าสู่สมรภูมิเดียวกับบิดาในสักวัน… ชายหนุ่ม หันหลังมุ่งหน้ากลับเข้าเมือง กลับคืนสู่ความมั่นคงที่เจิดจรัส…
“พรรคมังกรฟ้า… ข้ากำลังจะไปหาเจ้า!!”
……………………………………………..
*** จบภาค 2 พิชิตหอคอยราชันย์พยัคฆ์ขาว ***

**ลักษณะ(คร่าว ๆ) ของโดมยักษ์ที่ครอบคลุมมหาสมุทรกิเลนอัสนี ขออภัยที่ไรท์ไม่มีเวลามากพอจะทำออกมาให้สวยงามกว่านี้ เพราะจัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านจินตนาการกันออกเท่านั้น…**