อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 265 ฝ่ายตรวจการ
ตอนที่ 265
ณ พรรคมังกรฟ้า สาขาทวีปพยัคฆ์ขาว…
พรรคมังกรฟ้า มิได้ตั้งอยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่ง แต่แยกตัวออกมาก่อตั้งเป็นเอกเทศ เหตุผลก็เพราะพื้นที่อาณาเขตของพรรคมังกรฟ้านั้นยิ่งใหญ่ไพศาล อาจจะใหญ่โตยิ่งกว่าเมืองทั้งเมืองเสียอีก ครอบคลุม 7 ทะเลสาบ 29 ขุนเขา มีม่านพลังแผ่ที่กล้าแกร่งขยายปกคลุม หากผู้ใดไม่มีป้ายแสดงตัวตน ก็ไม่อาจผ่านเข้าในอาณาเขตพรรคได้ และยังแยกย่อยออกเป็น 4 เขตหลัก… ที่เรียกว่า เขตโลกา เขตดารา เขตจันทรา และเขตสุริยา
เขตโลกา นั้นกว้างขวางที่สุด เป็นเขตชั้นนอกสุดที่ศิษย์สายนอกและสายในของพรรคมังกรฟ้า ซึ่งมีจำนวนมากกว่าสามหมื่นคน มีลานฝึก และหอวิชามากมายกระจัดกระจายออกไป และยังมีพื้นที่ส่วนเป็นธรรมชาติประกอบด้วยภูเขาขนาดใหญ่ถึง 15 ลูก กว้างขวางมากพอที่ศิษย์ทั้งหมดไม่ต้องแออัดยัดเยียดสถานที่ฝึกของกันและกัน…
เขตดารา นั้นถัดลึกเข้ามาเป็นพื้นที่ของ ศิษย์หลัก ผู้ฝึกสอน หรือแม้แต่เหล่าผู้อาวุโส มีลานฝึกและหอวิชาน้อยกว่า เขตโลกา ทว่ากลับมีระดับที่สูงล้ำยิ่งกว่า… ยังจัดเป็นเขตสามัญที่สามารถเข้าออกไปอยู่บ้าง ไม่จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดกวดขันเท่าใดนัก…
เขตจันทรา เป็นเขตอาศัยของตระกูลใหญ่ทั้ง 5 ตระกูล มีเพียงคนของตระกูลใหญ่ที่จะสามารถเข้าออก หรือหากคนนอกต้องการจะเข้าไป จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวด และจำต้องได้รับอนุญาตจากตระกูลใหญ่ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ทั้งยังต้องมีคนนำพาเข้าไปเท่านั้น
เขตสุริยา นับเป็นเขตต้องห้ามของพรรคมังกรฟ้า เป็นที่พักอาศัยของ กุ่ยจือชิง ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปโดยเด็ดขาด เว้นแต่สมาชิกระดับสูงของตระกูลใหญ่ทั้ง 5 แต่ก็ต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวด ถึงขั้นที่ไม่อาจพบพาศาสตราวุธหรือแหวนมิติเข้ามาในพื้นที่นี้ได้ หากใครย่างกายโดยไม่ได้รับอนุญาต จะถูกสังหารทิ้งทันที แล้วค่อยดึงวิญญาณมาถามหาเหตุผล!!
ทั้ง 4 เขตล้วนมีม่านพลังที่แข็งแกร่งแบ่งแยกไว้ชัดเจน ทั้งยังเป็นม่านพลังเก่าแก่ตั้งแต่สมัยโบราณกาลที่ถูกสร้างขึ้นโดยอดีตผู้ยิ่งใหญ่ กุ่ยเยี่ยซา เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ดังนั้นไม่ต้องกล่าวถึงความแข็งแกร่งของม่านพลัง โดยเฉพาะม่านพลังชั้นพิเศษที่ปกคลุม เขตสุริยา แม้แต่ยอดฝีมือชนชั้นเทวะก็ยังไม่สามารถทำลายม่านที่ปกคลุมในเขตนี้ได้…
สำหรับเหล่าศิษย์ตามธรรมเนียมจากขุมกำลังต่าง ๆ ในทวีปพยัคฆ์ขาว ที่ถูกส่งเข้ามานั้นมีมากถึง 500 คน จาก 127 ขุมกำลังน้อยใหญ่ในทวีปนี้ แน่นอนว่าระดับฝีมือย่อมคละเคล้ากันไป แต่โดยมากจะอยู่ในช่วงชนชั้นลมปราณสีเขียว…
ศิษย์ตามธรรมเนียมนี้ แม้ว่าทางพรรคมังกรฟ้า จะให้เกียรติเทียบเท่าศิษย์หลักของพรรคมังกรฟ้า ทว่าในความเป็นจริง ก็ไม่ต่างจากศิษย์หลักชนชั้น 2 ถึงแม้จะสามารถเข้ามาใน เขตดารา ของศิษย์หลักพรรคมังกรฟ้าได้ แต่ก็ต้องอาศัยพึ่งพิงบารมีจากกลุ่มต่าง ๆ ของศิษย์หลักที่มีอิทธิพล
ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มต่าง ๆ เหล่านั้น มีทั้งหมด 5 กลุ่มหลัก!! และหัวหน้ากลุ่มต่าง ๆ ในหมู่ศิษย์ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกสายเลือด 5 ตระกูลใหญ่ของพรรคมังกรฟ้าด้วยกันทั้งสิ้น… อาจกล่าวได้ว่า การแบ่งแยกฝ่ายและสังกัดนั้น จะถูกแบ่งตั้งแต่ในระดับรุ่นเยาว์แล้ว…
แต่ก็ยังมีศิษย์หลักพรรคมังกรฟ้าและศิษย์ตามธรรมเนียมแลกเปลี่ยนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ปฏิเสธการเข้าร่วมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่เมื่อไม่ยอมเข้าร่วมฝ่ายใดให้แน่ชัด ก็จะถูกกดดันจนไม่อาจโงหัวขึ้นมาได้ใน เขตดารา บางคนถึงกับต้องหนีไปฝึกที่ เขตโลกา ซึ่งมีระดับต่ำกว่าเสียด้วยซ้ำ… เรื่องนี้เป็นปัญหาที่แม้แต่ เหล่าผู้ฝึกสอน หรือเหล่าผู้อาวุโสพรรค ก็ไม่อาจเข้าไปแทรกแซงหรือมีปากเสียงได้ เพราะหวั่นเกรงบารมีทางสายเลือด…
ซุน ได้มาถึงหน้าประตูใหญ่ของพรรคมังกรฟ้า… ด้านหน้ามีรูปปั้นมังกรและรูปปั้นพยัคฆ์ ประดับด้านข้างประตูฝั่งขวาและฝั่งซ้ายสูง 10 จั้งมองดูน่าเกรงขาม… หากแต่ถ้ามองลึกเข้าไปในประตูใหญ่กลับมีสิ่งที่แปลกที่สุดซึ่งไม่น่าจะนำมาเป็นสิ่งของประดับ
นั่นก็คือรูปสลักของสุกรเขี้ยวตันขนาดใหญ่ที่สูงไม่ต่ำกว่า 100 จั้ง!! ดูแล้วมีความโบราณเก่าแก่อย่างที่สุด นัยน์ตาสีแดงคล้ายมีอัญมณีเม็ดทับทิมมหึมาประดับไว้ รอบ ๆ รูปสลักยังแผ่รัศมีบางอย่างที่น่ากลัว และราวกับคอยจดจ้องทุกคนที่ก้าวผ่านเข้ามาในประตูใหญ่แห่งนี้…
ซุน ได้แต่ยืนอึ้ง ตอนนี้ยังไม่สามารถเข้าไปในเขตพรรคมังกรฟ้าด้วยตนเองได้ เนื่องด้วยยังไม่มีป้ายแสดงตัวตนในการผ่านเข้าสู่ม่านพลัง จำต้องรอให้สักคนให้ออกมารับ ซึ่ง ซุน เองก็ได้ติดต่อเข้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พื้นฐานลมปราณที่แผ่ล้นออกมารอบกายของชายหนุ่ม คือชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 6 เพราะ ซุน ได้ปิดกั้นพื้นฐานลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 6 แท้จริงเอาไว้
“ท่านพ่อบอกว่าการใช้วิชา ‘แสงจันทราดับแสงตะวัน’ ของเราค่อนข้างจะสมบูรณ์แล้ว ต่อให้เป็นชนชั้นราชันย์ ก็จำต้องพิจารณาอย่างจดจ่อ ถึงจะสามารถมองเห็นพื้นฐานแท้จริง หากมองเพียงผ่านหูผ่านตาจะไม่เห็นถึงการปิดกั้น
ทว่าหากเป็นยอดฝีมือชนชั้นจักรพรรดิขั้นไป ความเฉียบคมของสัมผัสและสายตาก็แทบจะมองออกได้ในทันที ดังนั้นข้าต้องพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือพบเจอกับ ผู้นำตระกูลใหญ่ทั้ง 5 มิเช่นนั้นความลับด้านพื้นฐานลมปราณ อาจถูกเปิดเผยได้โดยง่าย…” ซุน กล่าวพึมพำขึ้นกับตนเอง…
หากไม่ต้องการให้ตนเองนั้นโดดเด่น อย่างแรกคือต้องไม่แสดงพื้นฐานลมปราณให้เกินหน้าเกินตาผู้ใดมากมายนัก ควรใช้วิถีแห่งขอทานที่ไม่ยึดติดตามที่บิดาชี้แนะ นั่นคือสิ่งที่ ซุน คาดไว้ ถึงแม้จะรู้ว่าสามารถอดทนไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ก็ตามที เนื่องจากต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ถึง 2 ปีเต็มตามธรรมเนียม…
หลังจากนั้นไม่นานก็มองเห็นเงาร่างของชายชราคนหนึ่งออกมารับ พร้อมกับป้ายแสดงตัวตนของ ซุน เพื่อที่จะเข้าไปในเขตพรรคมังกรฟ้า… และคนผู้นั้นก็คือ รองเจ้าสำนักสายลมประจิม เทพกระบี่ เตียมู่หยง!!
“คารวะท่านรองเจ้าสำนัก”
“อยู่ที่นี่อย่างเรียกข้าเช่นนั้น ให้เรียกแค่ผู้อาวุโสเตีย ก็พอแล้ว… อันที่จริงธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ ในแต่ละขุมกำลังจะอนุญาตให้มีผู้อาวุโสดูแลติดตามได้หนึ่งคน แต่ครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษ ท่านเจ้าสำนักเป็นห่วงความปลอดภัยของศิษย์เอกอย่างพวกเจ้า จึงตัดสินใจให้ข้ามาเป็นผู้ดูแลติดตาม…”
เตียมู่หยง กล่าวด้วยรอยยิ้ม ซึ่งในความจริงแล้วแน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เพราะ อวิ๋นหยางหลิ่ง อยากได้ระดับยอดฝีมือมาดูแลศิษย์เอกทั้ง 3 คน… ทว่า เตียมู่หยง กลับเอ่ยปากอาสามาเองเสียมากกว่า ทำให้ เจ้าสำนักอวิ๋น ได้แต่ถอนหายใจทว่าก็ยินยอมในที่สุด…
“เข้าไปกันเถอะ…” เตียมู่หยง กล่าวขึ้นก่อนจะพา ซุน เดินเข้าไปด้านใน ซึ่งในช่วงเวลาที่ ซุน เดินผ่านรูปสลักสุกรเขี้ยวตันขนาดใหญ่นั้น รู้สึกราวกับตนถูกจดจ้องจากนัยน์ตาสีทับทิมเม็ดนั้น ที่น่าตกใจก็คือแม้แต่ เฒ่าชีเปลือย ก็ยังต้องชะงักงันด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม
“รู้สึกเหมือนกันงั้นหรือ?!” ซุน เอ่ยถามผ่านห้วงสำนึกที่เชื่อมโยง
“อืม… ทั้งรูปสลักตนนี้ หรือแม้แต่พลังที่แผ่ซ่านออกมาจากด้านในพื้นที่แห่งนี้ แฝงเร้นไว้ด้วยอำนาจแห่งจิตวิญญาณอันมหาศาล ช่างเป็นเรื่องที่น่าตกใจจริง ๆ สถานที่แห่งนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว… ข้ารู้สึกเหมือนพลังวิญญาณและตบะของข้ากำลังถูกปิดกั้นเมื่อเข้ามาภายในขอบเขต ดังนั้นเจ้าเองต้องระวังให้เรื่องนี้ให้มาก อย่าได้แสดงกองทัพวิญญาณของเจ้าออกมาอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า มิเช่นนั้นดวงวิญญาณพวกมันที่ยังกลแกร่งไม่พอ อาจจะแตกดับเพราะมิอาจทนทานต่อแรงกดดันวิญญาณเหล่านี้…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับเผยสีหน้าวิตกกังวลขึ้นมา หันมองลึกเข้าไปในดินแดนที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตาที่รายล้อมไปด้วยขุนเขารอบด้าน ทั้งหมดก็คือเขตแดนพรรคมังกรฟ้า!!
เตียมู่หยง ขณะที่นำทางก็อธิบายพื้นที่ภายในพรรคมังกรฟ้า รวมถึงกฎระเบียบไปพลาง ๆ เพราะชายชราได้เป็นผู้อาวุโสที่ดูแล เจี่ยโยว่เทียน และ ลั่วชิงเหอ ซึ่งได้มาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อหนึ่งเดือนก่อนแล้ว ในช่วงที่ ซุน ไปฝึกฝนกับ เหยาหมิง ที่เกาะซิ่งอิง…
หากแต่เรื่องที่ เตียมู่หยง อธิบายนั้น โดยมากจะเป็นเรื่องราวสามัญที่ควรรู้เท่านั้น มิได้เจาะลึกถึงรายละเอียดต่าง ๆ เฉกเช่นที่ จิวต้าว ได้ให้ข้อมูลมา… ซุน จึงรับฟังและเก็บนำไปวิเคราะห์ในความเข้าใจของตนเอง ทุกอย่างที่ได้ยินมานั้นชายหนุ่มเปิดสมาธิเพื่อจดจำทั้งหมดจนแทบจะท่องตามได้…
ตลอดเส้นทางเดินได้ผ่าน ‘เขตโลกา’ สถานที่ฝึกฝนของหมู่ศิษย์สายนอกและสายในของพรรคมังกรฟ้า… เพียงแค่กวาดตามอง ยังบอกได้ว่ามีระดับที่สูงกว่าสำนักสายลมประจิมอย่างที่เทียบกันไม่ได้
เครื่องแบบของ ซุน ยังคงเป็นสีขาวขุ่นในลักษณะของศิษย์สำนักสายลมประจิม จึงทำให้โดดเด่นในสายตาของศิษย์พรรคมังกรฟ้า ที่จะสวมเครื่องแบบเป็นสีเข้มทั้งหมด… ศิษย์สายนอกเป็นสีน้ำตาลเข้ม ศิษย์สายในจะเป็นสีน้ำเขียวเข้ม และศิษย์หลักทั้งหมดจะเป็นสีน้ำเงินอมม่วง…
“ตามระเบียบแล้ว เจ้าต้องไปรายงานตัวก่อน จึงจะได้รับเครื่องแบบ… ซึ่งเจ้าเองก็จะมีเครื่องแบบเฉกเช่นเดียวกับศิษย์หลักพรรคมังกรฟ้านั่นแหละเพื่อมิให้เกิดการเหลื่อมล้ำ แต่เจ้ายังจะต้องสวมปลอกแขนอันเป็นสัญลักษณ์ของสำนักสายลมประจิมที่เจ้าสังกัด…” เตียมู่หยง กล่าวอธิบาย
ไม่นานก็เข้ามาถึง ‘เขตดารา’ หลังจากก้าวพ้นขอบเขตม่านพลังที่ปิดกั้นเขตดาราและเขตโลกา ซุน สัมผัสได้ถึงความแตกต่างของกระแสลมปราณธรรมชาติที่หมุนเวียน แม้แต่กลิ่นอายที่ตลบอบอวลอยู่รอบ ๆ ก็ยังเต็มไปด้วยความหอมที่ลอยมาตามสายลม…
ซุน ถูกพามารายงานตัวที่ตำหนักเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เพื่อยืนยันว่า ซุน ได้เข้ามาตามนัดหมายแล้ว… สถานที่แห่งนี้อาจมองดูเรียบง่าย ทว่ากลับเต็มไปด้วยยอดฝีมือที่แผ่รัศมีดุร้ายอยู่ไม่น้อยเดินเพ่นพ่านอยู่รอบ ๆ เนื่องด้วยตำหนักแห่งนี้ ตั้งอยู่ติดกับ ‘หอตุลากร’ ซึ่งภายในหอตุลาการนั้นจะมีศิษย์หลักฝีมือดีหลายคนสังกัดอยู่ หรือแม้แต่ชนชั้นผู้ฝึกสอนรวมไปถึงเหล่าผู้อาวุโสก็มีอยู่ในสังกัดเช่นกัน ทำหน้าที่ดูแลกฎระเบียบ ทั้งยังมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการลงโทษผู้ที่ทำผิดกฎระเบียบของพรรคมังกรฟ้า
ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะมีตำแหน่งเป็น ‘ฝ่ายตรวจการ’
หนึ่งในฝ่ายที่มีอิทธิพลมาก ของพรรคมังกรฟ้า…
ซุน ถูกสายตาจำนวนมากจดจ้อง ทั้งยังมีเสียงซุบซิบดังอยู่รอบ ๆ หากแต่ ซุน ก็พยายามจะไม่สนใจคนเหล่านี้มากนัก ตรงเข้าไปยืนยันตัวตนตามสมควร ไม่นานก็ได้จะรับเครื่องแบบอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอมม่วง เนื้อผ้านั้นถูกตัดเย็บอย่างทนทานในระดับหนึ่ง แข็งแกร่งกว่าเครื่องแบบศิษย์หลักสำนักสายลมประจิม
ปลอกแขนของ ซุน ติดตราสัญลักษณ์ของสำนักสายลมประจิมตามระเบียบ ภาพรวมนั้นมองดูและองอาจห้าวหาญ จะแปลกตาก็ตรงที่เส้นผมสีขาวที่ยาวสยายของ ซุน จึงทำให้ดูโดดเด่นไปกว่าศิษย์คนอื่น ๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกัน…
เตียมู่หยง ได้อธิบายอีกเล็กน้อย ว่า ซุน ต้องพักรวมกับ เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ เนื่องจากเป็นคนของสำนักเดียวกัน มีเรือนพักอยู่ทางทิศใต้ของเขตดาราแห่งนี้… หากแต่เพราะ เตียมู่หยง ยังมีธุระที่ต้องจัดการต่อ เกี่ยวกับการเข้ามาถึงของ ซุน จึงไม่สามารถนำทางไปที่นั่นได้… ซุน เห็นว่ามิใช่เรื่องใหญ่โตอะไร และตนเองก็มิได้ไร้เดียงสาถึงขั้นต้องมีคนดูแลตามติด จึงประสานมือเอ่ยคำลาไม่กี่คำ เตียมู่หยง ก็แยกตัวออกไปจัดการธุระในส่วนอื่น…
ขณะที่ ซุน กำลังเดินมองไปรอบ ๆ เกี่ยวกับสถานที่แห่งใหม่ ที่ต้องใช้เวลาอยู่ที่นี่อีกถึง 2 ปีเต็มตามธรรมเนียม ก็ได้มีคนกลุ่มหนึ่งสวมอาภรณ์ศิษย์หลักพรรคมังกรฟ้า ที่สำคัญคือไม่มีปลอกแขนสวมใส่ แปลว่าเป็นศิษย์แท้จริงของพรรคมังกรฟ้า
จุดเด่นคือข้างเอว มีป้ายตราของ ‘หอตุลาการ’ แขวนห้อยอยู่ นี่คือสัญลักษณ์ของ ‘ผู้ตรวจการ’ อย่างไม่ต้องสงสัย… สายตาของ ซุน หดแคบลงทันที สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตรอย่างถึงที่สุด ฉายออกมาจากดวงตาของคนกลุ่มนี้…
“เจ้านี่เอง… ศิษย์ตามธรรมเนียมที่ได้รับสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น ๆ จนเพิ่งจะมารายงานตัว แต่ก็นั่นแหละนะ เป็นถึงอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนใหม่ของทวีป ที่กำลังโด่งดัง… สมญาของเจ้านี่มันอะไรนะ?! อ่อ...หมาสวรรค์ ใช่หรือไม่?!” เพียงแต่ชายหนุ่มด้านหน้าสุดกล่าวจบ เสียงหัวเราะของคนทั้งกลุ่มที่รายล้อมก็ดังขึ้นทันทีด้วยความเย้ยหยัน เห็นได้ชัดว่ามันจงใจที่จะเรียกขานผิด…
ซุน ถึงกับสูดลมหายใจลึกยาว… พร้อมกับคำพูดที่ดังในใจ…
“ต้องอดทนไว้… อย่าได้โดดเด่น...”
……………………………………………