อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 266 3 ฝ่าย 2 หน่วย
ตอนที่ 266
สำหรับศิษย์หลักพรรคมังกรฟ้าทั้งหมดนั้น… จริงอยู่ที่ เฉียงตงฟาง จะโดดเด่นมาก ในฐานะอัจฉริยะรุ่นเยาว์อันดับ 1 ของทวีปพยัคฆ์ขาว… แต่ทว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ศิษย์หลัก แน่นอนว่ายังไม่ใช่ เฉียงตงฟาง… เพราะยังมีศิษย์หลักอีกหลายสิบคนที่บรรลุชนชั้นพลังที่เหนือล้ำกว่า เฉียงตงฟาง อยู่หลายขั้น เพียงแค่ศิษย์หลักเหล่านั้น มีช่วงอายุที่เกิน 20 ปีไปแล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นระดับของรุ่นเยาว์ได้อีกต่อไป…
เนื่องด้วยทางพรรคมังกรฟ้านั้น ได้อนุโลมให้เป็นชนชั้นศิษย์ได้สูงสุดจนถึงอายุ 30 ปี ดังนั้นด้วยช่วงอายุที่ถูกยืดออกมาทั้งยังมีทรัพยากรมั่งคั่งคอยเสริมส่ง จึงมียอดฝีมือหลายคนแตะย่างถึงระดับชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นปลาย หรืออัจฉริยะรุ่นเยาว์ในยุคก่อน ๆ ที่แตะทะลุเข้าถึงระดับชนชั้นลมปราณสีส้มเลยก็ยังมีอยู่หลายคน
หากเป็นสำนักสายลมประจิม ที่ปกครองในระบอบสำนัก ศิษย์หลักที่อายุเกิน 20 ปี โดยมากจะขอขยับจากสถานะศิษย์เพื่อขึ้นไปเป็นผู้ฝึกสอน เหตุผลก็เพราะเมื่อต้องมามีฝีมืออยู่ใต้ชนชั้นผู้เยาว์ทั้งที่มีอายุมากกว่า ก็ออกจะเป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ เจี่ยโยวเทียน และ ลั่วชิงเหอ กลายเป็นอันดับต้น ๆ ในหมู่ศิษย์…
แต่สำหรับพรรคมังกรฟ้า ด้วยความที่เป็นการปกครองในระบอบที่ตระกูลใหญ่มีอิทธิพล จึงทำให้มุ่งเน้นไปที่การแบ่งพรรคแบ่งพวกเสียเป็นหลัก การชิงดีชิงเด่นในชนชั้นศิษย์ หากสะกดคนในรุ่นเดียวกันไว้เสียแต่เนิ่น ๆ จะมีอิทธิพลไปถึงระดับชนชั้นผู้นำในอนาคต…
ด้วยเหตุนี้สมาชิกสายเลือดตระกูลใหญ่ของพรรคมังกรฟ้าเกือบทุกคน จะปักหลักเป็นศิษย์พรรคไปจนถึงอายุ 30 เต็มขอบเขต แล้วค่อยขยับไปเป็นผู้ฝึกสอน หรืออาจข้ามไปเป็นผู้อาวุโสได้เลยหากมีความสามารถมากเพียงพอ…
ฉะนั้นแล้ว… ต่อให้ ซุน มีพื้นฐานลมปราณแท้จริงเป็นชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 6 แต่ก็มีศิษย์หลักที่อายุมากบางคน เหนือล้ำกว่า ซุน ไปอีกขั้น ทั้งยังเต็มไปด้วยอิทธิพลของพรรคพวกที่มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่ จนทำให้ ซุน แทบไม่อาจแตะต้องคนเหล่านั้น…
อย่างผู้นำของกลุ่มคนตรงหน้านี้ ก็เป็นชายหนุ่มที่มองดูแล้วอายุน่าจะไม่น้อยกว่า 25 ปี แผ่รัศมีชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 3 ออกมาอย่างเด่นชัดไม่คิดปกปิด หมายใช้ข่มขู่ผู้ที่ด้อยกว่า อวดโอ้บารมีเป็นใหญ่เป็นโตอยู่ไม่น้อย…
ยังดีที่ ซุน นั้นพอจะมีน้ำอดน้ำทนอยู่มากในด้านจิตใจ เพราะฝึกฝนในด้านนี้มาเป็นพิเศษ ซุน จึงทำแค่เพียงยิ้มรับเบาบางแม้จะถูกเย้ยหยัน ซุน รู้สึกว่าการลงมือออกไปอย่างโง่ ๆ เพียงเพราะโทสะชั่ววูบ คงมีแต่คนขาดสติที่ไม่ไตร่ตรองใคร่ครวญเท่านั้น…
“ศิษย์พี่ทั้งหลาย… สมญาของข้าคือ แมวสวรรค์ แต่อย่างไรเสียมัน ก็เป็นเพียงสมญาที่ถูกตั้งขึ้นมา ฉะนั้นอย่างได้ใส่ใจเลย… เรียกข้าว่า ซุน ก็พอแล้ว…”
ชายหนุ่มเบื้องหน้าจากที่หัวเราะยิ้มร่า ก็นิ่งไปเล็กน้อย… ค่อย ๆ หุบรอยยิ้มลงช้า ๆ เพ่งมองมายัง ซุน รู้สึกประหลาดใจที่แม้ตนจะยั่วยุอีกฝ่ายก็คล้ายว่าจะไม่เกิดโทสะ ทั้งยังตอบรับด้วยคำพูดดังฉะฉาน มิได้ก้มหน้าหงอเฉกเช่นศิษย์ตามธรรมเนียมคนอื่น ๆ
แน่นอนว่าต่อให้ตนเป็น ‘ฝ่ายตรวจการ’ แต่ก็ยังอยู่ในการจับตามองของ ‘ผู้ตรวจการ’ ในระดับผู้อาวุโสที่สูงขั้นกว่า หากลงมือกระทำผิด ดั่งเช่นการรังแกศิษย์ตามธรรมเนียมอย่างโจ่งแจ้ง พวกคนก็คงถูกลงทัณฑ์เช่นกันมั้งยังหนักหนากว่าศิษย์ทั่วไปอีกเท่าตัว…
ชายคนนั้น จึงเดินเข้ามาใกล้ วางมือลงบนไหล่ของ ซุน เบา ๆ เผยใบหน้าเคร่งขรึม…
“ชื่อของข้าคือ โจวชางเมิ่น… ข้านั้นเกลียดที่สุดคือผู้ที่มีสิทธิ์พิเศษเหนือคนอื่น!! และข้าขอแนะนำเจ้าว่า หากอยากอยู่ที่นี่อย่างสงบสุขก็ได้ทำตัวเหิมเกริมให้มากนัก หากเจ้าทำผิดกฎพรรคมังกรฟ้าแม้แต่นิดเดียว ข้าจะสั่งลงโทษเจ้าให้หนักเลย!!
แต่ถ้าเจ้าไม่อยากจะเป็นเช่นนั้น มีอิสระมากขึ้น มีเกราะคุ้มภัยที่ดีเยี่ยมที่สุด ข้าก็จะขอแนะนำให้เจ้ามาเข้าร่วมกับฝ่ายตรวจการของข้า รับรองว่าสองปีต่อจากนี้ของเจ้า จะเดินเหินในพรรคมังกรฟ้าได้สะดวกยิ่งขึ้นอีกมาก...”
ซุน นิ่งเงียบไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“ข้าจะจดจำเอาไว้ และจะเก็บไปพิจารณาตามที่ศิษย์พี่โจวชางเมิ่นแนะนำ…”
“ดี!! ข้าชอบคนฉลาด ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” โจวชางเมิ่น แผดเสียงหัวเราะ ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับพรรคพวกที่ติดตาม ท่าทีโอหังยโสสมกับที่เป็นหนึ่งในสมาชิกสายเลือดตระกูลโจว…
ซุน ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าการใช้ชีวิตต่อจากนี้ในพรรคมังกรฟ้าอย่างไม่ให้โดดเด่น ยังพอจะเป็นไปได้หรือไม่? “เอาเถอะ หากกล่าวว่าเรื่องใดข้านั้นเก่งกาจที่สุด ก็คงเป็นเรื่องความอดทนอดกลั้นนี่แหละ…”
ซุน เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าปลดปลง จากที่ตั้งใจจะสำรวจเขตดาราแห่งนี้ไปพลาง ๆ ก็ตัดสินใจดิ่งตรงกลับไปยังตำแหน่งที่พักเสียก่อนเลยจะดีกว่า อย่างน้อยได้ไปขอคำชี้แนะจาก เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ที่อยู่มาก่อนตนหนึ่งเดือน น่าจะพอให้คำแนะนำอะไรได้บ้าง…
พื้นที่รอบด้านมีการจัดแบ่งเป็นสัดเป็นส่วนมากกว่าที่คิดไว้ โดยเฉพาะเขตเรือนพักอาศัย ที่แยกออกไปจากเขตฝึกฝน อีกทั้งเรือนของศิษย์ตามธรรมเนียมยังแยกย่อยออกไปอีก จึงทำให้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นนักที่ ซุน จะหาเรือนพักของตนพบ
“ซุน เจ้ามาถึงแล้วงั้นหรือ?!” เจี่ยโย่วเทียน เอ่ยทักขึ้นด้วยสีหน้าที่ดีใจอยู่ไม่น้อย ลั่วชิงเหอ ก็อยู่ที่นั่นด้วย แต่คล้ายสีหน้าจะนิ่งขรึมกว่าปกติทั้งยังเดินวนไปวนมา เผยท่าทีกระวนกระวายที่ปกปิดได้ไม่มิด
“ศิษย์พี่ทั้งสองสบายดีหรือไม่?! ข้ามีสุราดี ๆ มาฝาก”
ซุน และ เจี่ยโยวเทียน นั่งดื่มและพูดคุยกันเล็กน้อยถึงสารทุกข์สุขดิบในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ซุน นั้นบอกแค่เพียงคร่าว ๆ มาไปพบกับบิดาบุญธรรมและได้ฝึกฝนร่วมกันอีกช่วงระยะหนึ่ง แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดถึงขั้นที่ไปบุกฐานลับกลุ่มมังกรทอง หรือเรื่องที่บิดาของตนนั้นเป็นใคร…
ซุน ย้อมกลับถามถึงเรื่องภายในพรรคมังกรฟ้าเป็นหลักเสียมากกว่า… เจี่ยโยวเทียน ถอนหายใจอย่างปลดปลง ราวกับหนักอกหนักใจที่จะเล่า แต่สุดท้ายก็ไม่คิดปิดบัง… “ก็อย่างที่รู้ ๆ กันนั่นแหละ พวกเราศิษย์ตามธรรมเนียม แม้จะกล่าวว่าได้รับสิทธิ์เท่าเทียมศิษย์หลักแท้จริงของพรรคมังกรฟ้าทุกประการ แต่นั่นก็เป็นเฉพาะสิทธิ์ในการใช้สถานที่และทรัพยากรเท่านั้น มิได้รวมไปถึงการใช้ชีวิตภายในเขตดารา ยังคงมีสายตาดูแคลนจากหมู่ศิษย์หลักแท้จริงของพรรคมังกรฟ้ามองมาที่พวกเราเสมอ สุดท้ายก็ยังมีเส้นแบ่งแยกกันอยู่ดี
อีกทั้งในช่วงหนึ่งเดือนมานี้ พวกเรายังถูกกดดันจากกลุ่มศิษย์หลักทั้ง 5 ฝ่ายจาก 5 ตระกูลใหญ่ที่ควบคุมพรรคมังกรฟ้าแห่งนี้ ให้ต้องเลือกเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หาไม่แล้วก็ถูกเขม่นและกดดันจนแทบไม่เป็นอันได้ฝึกฝน…”
“แย่ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?!” ซุน ขมวดคิ้วเป็นปม
“อืม… ลำพังตัวข้านั้นไม่เท่าไหร่หรอก วิถีกระบี่ ปลูกฝังให้ข้านั้นจิตใจสงบนิ่งดุจกระบี่ในฝัก ทั้งข้ายังสามารถรับคำชี้แนะจากผู้อาวุโสเตียได้ตลอดเวลา จึงไม่ค่อยจะมีผลกระทบกับเรื่องนี้เท่าใดนัก… หากแต่เป็นทางด้าน ลั่วชิงเหอ ต่างหากที่ใกล้จะระเบิดอารมณ์เต็มแก่แล้ว ที่เจ้าบ้านั่นมันเดินกระวนกระวายไม่หยุดนิ่ง ก็คือการพยายามสงบจิตใจของตนเองอยู่นั่นแหละ…” เจี่ยโยวเทียน กล่าวพลางชำเรืองมอง…
ลั่วชิงเหอ นิสัยเป็นคนใจร้อนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อีกทั้งยังฝึกฝนปราณธาตุเป็นหลัก ทำให้ เตียมู่หยง มีขีดจำกัดในการชี้แนะสอนสั่ง เปรียบกับ เจี่ยโย่วเทียน แล้ว ถือว่าการฝึกล่าช้ากว่ามากมายนัก…
ภายใต้แรงกดดันของศิษย์หลักทั้ง 5 กลุ่ม ที่พยายามดึงคนเข้าร่วม ยิ่งทำให้ ลั่วชิงเหอ ที่ยังไม่ได้เลือกฝ่าย ถูกกดดันจนไม่สามารถไปยังสถานที่ฝึกฝนปราณธาตุอันเหมาะสมของตนได้… สุดท้ายจึงมีสภาพกระวนกระวานอึดอัดใจดังที่เห็น…
ซุน ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ออกมา ตนนั้นรู้ดีว่า ลั่วชิงเหอ เป็นผู้ที่มีความทะเยอทะยานและพากเพียรในการฝึกสูงล้ำเพียงใด การที่ทำอะไรไม่ได้เช่นนี้ ก็ไม่ต่างจากการนำสัตว์ร้ายมาขังกรง ถึงจะสามารถสงบได้แต่ก็คงทำได้เพียงไม่นานนัก…
“ศิษย์ตามธรรมเนียม ที่เข้ามาพร้อมพวกเราทั้ง 500 คน เวลานี้กว่า 9 ใน 10 ส่วน ได้เลือกฝ่ายและสังกัดกันไปจนหมดแล้ว เหลือแค่เพียงส่วนน้อยที่ยังลังเล หรือไม่ก็ดังเช่นพวกเราที่ไม่อยากเข้าไปวุ่นวายกับความขัดแย้งภายในของพรรคมังกรฟ้า… แต่ดู ๆ แล้ว คิดว่าคงอดทนได้อีกไม่นานเป็นแน่ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม สภาพแวดล้อมกดดันให้เราต้องทำเช่นนั้น…” เจี่ยโยวเทียน กล่าวขึ้น
ซุน เองจึงได้เล่าเรื่องที่ตนนั้นก็ถูกกดดันเช่นกัน ตั้งแต่ออกมาจากตำหนักยืนยันตัวตนก็โดนฝ่ายตรวจการเข้ามาเขม่นใส่… เจี่ยโย่วเทียน จึงเล่าต่อถึงฝ่ายต่าง ๆ ทั้ง 5 กลุ่มหลักให้ ซุน ได้ฟังอย่างละเอียด เพื่อที่จะได้ระมัดระวังไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว…
“กลุ่มแรก ที่นำโดยทายาทตระกูลโจว และดูจะมีอิทธิพลมากที่สุดจากตำแหน่งหน้าที่ นั่นก็คือ ‘ฝ่ายตรวจการ’ ที่เจ้าพบเจอมานั่นแหละ พวกนั้นมักจะพยายามยัดเยียดข้อหาให้กับฝ่ายอื่น ๆ อยู่บ่อยครั้ง หากคนที่เจ้าเจอคือ โจวชางเมิ่น บอกเลยว่าเจ้านั่นยังเป็นเพียงสมาชิกหางแถวของตระกูลโจวเท่านั้น…
กลุ่มสองที่แข็งแกร่งไม่เป็นรองกัน จะนำโดยทายาทตระกูลโอวหยาง ถูกเรียกว่า ‘ฝ่ายรักษาเขตแดน’ ทำหน้าที่ดูแลม่านพลัง ลานประลอง ลานฝึก และสถานที่ฝึกฝนต่าง ๆ ภายในเขตดาราและเขตโลกาทั้งหมด ดังนั้นจึงมักจะมีเรื่องกับ ‘ฝ่ายตรวจการ’ อยู่เสมอ เพราะทำหน้าที่ใกล้เคียงกัน
กลุ่มสาม นำโดยทายาทตระกูลเฉียง งานหลักคือดูแลโรงเพาะพันธุ์สัตว์อสูร และปศุสัตว์อสูรเทียม กลุ่มนี้จะเรียกว่า ‘ฝ่ายวิจัย’ มีสมาชิกน้อยที่สุด แต่กลับเป็นกลุ่มที่ทางเบื้องบนให้การสนับสนุนมากที่สุด โดยมากแล้วกลุ่มนี้จะไม่ค่อยออกมากดดันศิษย์ตามธรรมเนียมเท่าไหร่นัก
กลุ่มสี่ นำโดยทายาทตระกูลฉู่ เป็น ‘หน่วยแพทย์’ หน้าที่ก็ตามนั้นเลย คอยดูแลเรื่องอาการบาดเจ็บของศิษย์พรรคเกือบทั้งหมด ควบคุมการเบิกจ่ายตัวยาและโอสถ เป็นอีกฝ่ายหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากสำหรับศิษย์ตามธรรมเนียม เพราะไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้มากนัก…
กลุ่มสุดท้าย นำโดยทายาทตระกูลจู เจ้าพวกนี้แหละที่อันตรายที่สุด พวกมันเป็นกลุ่มอันธพาลในพรรคมังกรฟ้าดี ๆ นี่เอง ไม่มีหน้าที่อะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก แต่ก็มักอ้างตัวว่าเป็น ‘หน่วยรบ’ เป็นปรปักษ์กับ ‘ฝ่ายตรวจการ’ และ ‘ฝ่ายรักษาเขตแดน’ อย่างโจ่งแจ้ง จนมักมีการต่อสู้ให้พบเห็นได้เป็นประจำ…
ทั้งหมดที่เล่ามาคือกองกำลัง 3 ฝ่าย 2 หน่วย เป็น 5 กลุ่มที่ทรงอิทธิพล ในหมู่ศิษย์พรรคมังกรฟ้า” เจี่ยโยว่เทียน สมกับเป็นศิษย์อันดับ 1 ของสำนักสายลมประจิม นอกจากจะสืบค้นข้อมูลมาอย่างละเอียดแล้ว ยังสามารถอธิบายได้อย่างชัดแจ้งและใจเย็น… ซุน ที่ได้ยินเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะนำมาวิเคราะห์ขบคิด เพื่อหาหนทางลดความยุ่งยากให้มากที่สุด…
“ศิษย์พี่เจี่ย… ท่านมีความเห็นว่ายังไงในเรื่องนี้” ซุน เอ่ยถามขึ้น
“จากความเห็นของข้า… พวกเราสมควรจะเข้าร่วมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อที่จะได้มีโอกาสฝึกฝนและเก็บเกี่ยวทรัพยากรได้อย่างเต็มที่ หาไม่แล้วการมาเยือนพรรคมังกรฟ้าครั้งนี้ ก็แทบจะไร้ความหมาย… ที่ข้ารอจนถึงตอนนี้ก็เพราะอยากจะปรึกษากับเจ้าก่อนนี่แหละ ลำพังจะให้ข้าคุยเรื่องปรึกษากับเจ้าบ้า ลั่วชิงเหอ เชื่อว่ามิวายได้ชักกระบี่ก่อนได้ข้อสรุปเป็นแน่…” เจี่ยโย่วเทียน กล่าวตอบตามตรง เพราะคิดเรื่องนี้นานแล้ว
ซุน หลังจากวิเคราะห์ขบคิด ก็พยักหน้าตอบรับเบา ๆ เช่นกัน…
“ข้าเห็นด้วยกับท่าน... และอยากจะเสริมอีกอย่าง ว่าพวกเราทั้งสามไม่ควรจะอยู่รวมกระจุกกันภายในกลุ่มเดียว ในฐานะศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก ความแน่นแฟ้นของพวกเรามีมากกว่าศิษย์หลักในพรรคมังกรฟ้า… ฉะนั้นเราสามคนควรแยกกันเป็นสามกลุ่มกระจายกำลังออกไป อย่างน้อยในตอนกลับมายังเรือนที่พักแห่งนี้ ก็จะได้พูดคุยหารือถึงการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ภายในกลุ่มสังกัดของแต่ละฝ่าย เพื่อที่เราจะได้คอยระวังภัยให้กันและกัน…”
เจี่ยโย่วเทียน แม้จะคิดไว้ว่าควรเข้าร่วมสังกัดกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้คิดลึกถึงขั้นนั้น เมื่อได้ยินเหตุผลของ ซุน แล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบรับ พยักหน้าเบา ๆ “สมแล้วที่เป็นเจ้า ข้าเห็นด้วยกับแผนนี้…”
ลั่วชิงเหอ จากที่เดินกระวนกระวาย ก็ได้โพล่งเข้ามาในวงสนทนาทันที… “ข้าเองก็เห็นด้วย!! คันไม้คันมือจะแย่อยู่แล้ว!! ข้าขอเลือก ‘ฝ่ายตรวจการ’ หากมีกฎระเบียบอยู่ในมือ ข้าจะได้กระทืบคนได้อย่างถูกต้อง!!”
เจี่ยโย่วเทียน ครุ่นคิดสักระยะ ก่อนจะตอบ... “เช่นนั้นข้าของเลือก ‘ฝ่ายรักษาเขตแดน’ ก็แล้วกัน พวกนั้นใช้กระบี่เป็นหลัก ดูน่าจะเหมาะกับข้าที่สุด…”
เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ เมื่อเลือกกลุ่มที่จะสังกัดได้แล้ว ทั้งสองก็หันมองมายัง ซุน จดจ่อเฝ้ารอคำตอบว่า ซุน จะเลือกสังกัดกลุ่มใด…
………………………………………………….