อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 267 จุดเริ่มต้นความบาดหมาง
ตอนที่ 267
ซุน เผยรอยยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะกล่าวตอบภายใต้การใคร่ครวญที่ดีแล้ว…
“เช่นนั้นข้าขอเลือกที่จะเข้า ‘หน่วยแพทย์’ ก็แล้วกัน อย่างน้อยที่นั่นก็เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายจากทุกฝ่าย ถึงจะไม่โดดเด่นแต่ก็สำคัญมาก มีความปลอดภัย อีกทั้งยังมีทรัพยากรหยิบจ่ายได้ค่อนข้างสะดวก”
เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ได้ยินเช่นนั้นก็เผยความสบายใจผ่านทางสีหน้า หาก ซุน เข้าร่วมกับหน่วยแพทย์ ก็จะเป็นฝ่ายสนับสนุนที่ยอดเยี่ยมที่สุด โดยที่ทั้งสองไม่ต้องกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บเท่าใดนัก…
“ตกลงตามนี้!!” ทั้งสามศิษย์ร่วมสำนักยื่นมือออกมาประกบทับซ้อนกันเบื้องหน้า แสดงถึงความสัมพันธ์ที่กลมเกลียวแน่นแฟ้น เป้าหมายก็เพื่อให้ทั้งสามคนผ่านช่วงเวลาตลอดสองปีนี้ไปให้ได้… คืนนั้นทั้งสามคนร่ำสุราด้วยกันส่งเสียงครืนเครง ประหนึ่งไม่พบเจอกันเสียเนินนาน
เช้าวันรุ่งขึ้น…
ทั้งสามคนแยกย้ายกันออกไปตามแผนที่วางไว้ เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ มุ่งหน้าสู่ หอเขตรักษาการ และ หอตุลากร ดวงตาเจิดจรัสกว่าวันใด ๆ ในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา… ซุน นั้นก็มุ่งตรงไปยัง หอเทพโอสถ สถานที่ตั้งของ หน่วยแพทย์ ตามที่ตั้งใจ…
เมื่อมาถึง หอเทพโอสถ สิ่งโดดเด่นที่ ซุน เห็นคือสวนสมุนไพรที่ครอบคลุมภูเขาทั้งลูก ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลัง หอเทพโอสถ ภูเขาสมุนไพรลูกนี้เป็นเขตพิเศษที่ไม่อนุญาตให้ศิษย์คนอื่นนอกเหนือจากสมาชิกหน่วยแพทย์ขึ้นไปบนเขาแห่งนี้ได้ มีการดูแลตลอดทั้งกลางวันกลางคืนและยังมีค่ายกลโอสถโอบล้อมเอาไว้ เพราะด้านบนเต็มไปด้วยสมุนไพรหลายพันชนิดที่ถูกปลูกขึ้นมา มีตั้งแต่ระดับสามัญไปจนถึงระดับที่พบเจอได้ยากยิ่ง
ซุน จิตใจพองโตขึ้นทันที เหตุผลหนึ่งที่เลือกหน่วยแพทย์ ก็เพราะจะได้เข้าถึงทรัพยากรได้ง่ายขึ้นอีกระดับ สามารถใช้เป็นวัตถุดิบหมักบ่มสุราในระดับที่สูงขึ้น หลังได้รับการชี้แนะมาจาก เหยาหมิง ทำให้แตกฉานและเข้าใจ วิถีแห่งเซียนเมรัย ขึ้นอีกมากมาย
ทั้งยังนำมาทรัพยากรมาใช้หล่อหลอมศพยกระดับขึ้นได้อีก… ในเวลานี้ ซุน มีเป้าหมายที่จะเริ่มกระบวนการหลอมศพระดับ 4 แล้ว หากทำได้สำเร็จจริง ๆ นั่นเท่ากับว่า ซุน จะมีกองทัพชนชั้นลมปราณสีเขียวไว้ในครอบครอง อีกทั้งดวงวิญญาณที่สิ่งร่างยังเป็นถึงระดับยอดฝีมือ ฉะนั้นย่อมเปล่งอานุภาพของกองทัพให้แข็งแกร่งขึ้นอีกหลายขั้น…
“ศพหลอมระดับ 4 ต้นทุนในแต่ละร่าง มหาศาลอย่างคาดไม่ถึงอาจจะหลายสิบล้านเหรียญทองต่อหนึ่งตนก็เป็นได้ เงินทุนในเวลานี้ของเราพร่องโหว่ลงไปมาก แต่ยังดีที่พอจะเก็บเกี่ยวสินสงครามมาไม่น้อย ทั้งอาวุธอักขระและลูกแก้วดวงจิต วัตถุเหล่านี้ย่อมเปลี่ยนเป็นเงินทุนได้โดยไม่ยากเย็น… หน่วยแพทย์ นี่แหละคือคำตอบที่ถูกต้องแล้วสำหรับข้า!!”
ซุน ฉายดวงตาเปล่งประกายเด็ดเดี่ยว ก้าวเข้าไปด้านใน… สิ่งหนึ่งที่ทำให้ ซุน รู้สึกประหม่าอยู่น้อย ๆ นั่นก็คือศิษย์พรรคมังกรฟ้าที่เดินขวักไขว่อยู่รอบ ๆ หอเทพโอสถ และหันมองมาที่ ซุน นั้น เนื่องด้วยศิษย์เหล่านี้ เต็มไปด้วยหมู่ศิษย์สตรี!!
ซุน ได้แต่ยิ้มเจื่อนออกมาไม่ค่อยจะคุ้นชินกับบรรยากาศเช่นนี้มากนัก เพราะในสำนักสายลมประจิมเป็นสำนักที่มีแต่ศิษย์ชายล้วน แต่ที่พรรคมังกรฟ้าจะไม่แยกศิษย์ชายหญิง แยกกันเฉพาะในเขตของเรือนพักอาศัยเท่านั้นเอง ดังนั้นเมื่อเข้ามาที่หอ หรือสถานที่ฝึกต่าง ๆ ย่อมพบเจอศิษย์สตรีได้อยู่เสมอ ซึ่งจำนวนของศิษย์หญิงนั้นก็แทบไม่ต่างไปจากศิษย์ชายเลย…
ซุน ไม่ทราบข้อมูลมาก่อนว่า ‘หน่วยแพทย์’ และ ‘ฝ่ายวิจัย’ นั้น จะมีสมาชิกเป็นศิษย์สตรีเสียเป็นส่วนใหม่ เพราะพวกนางหลีกเลี่ยงการต่อสู้ แตกต่างไปจาก ‘ฝ่ายตรวจการ’ ‘ฝ่ายรักษาเขตแดน’ และ ‘หน่วยรบ’ ที่เกือบจะทั้งหมดล้วนเป็นบุรุษเพศ เว้นแต่จะเป็นศิษย์หญิงจากเชื้อสายตระกูลใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
“นึกว่าใครมายืนเก้ ๆ กัง ๆ แถวนี้… เจ้าดูเปลี่ยนไปจากเดิมมากอย่างที่คนอื่น ๆ ร่ำลือกันจริง ๆ ด้วย…” เสียงที่คุ้นหูดังขึ้นด้านหลังของชายหนุ่ม ซุน จึงรีบหันมองกลับไป ก่อนจะพบว่าเป็นหญิงสาวใบหน้างามล้ำ สตรีชดช้อยแห่งสำนักบุปผาประจิม… ฉีลู่ชิง
“มะ…แม่นางฉี!! ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?!” ซุน เผยท่าทีตกใจไม่น้อย ก่อนจะเห็นว่านางสวมเครื่องแบบพรรคมังกรฟ้า พร้อมปลอกแขนสัญลักษณ์สำนักบุปผาประจิม ก็ชัดเจนแล้วว่านางคือหนึ่งในตัวแทนที่ทางสำนักบุปผาประจิมส่งมา
และเมื่อมองไปข้างกายนาง ซุน ก็ยังเห็น เตียซวงซวง หลานสาวของ เตียมู่หยง ที่กำลังปริรอยยิ้มไร้เดียงสาอันเป็นเอกลักษณ์ของนาง ทั้งยังมีศิษย์หญิงอันดับ 1 ของสำนักบุปผาประจิมอย่าง ซวงฉวี่ อยู่ในกลุ่มของพวกนางด้วย…
ทำให้ ซุน ตระหนักได้ทันทีว่าพวกนางทั้งสาม ก็คือตัวแทนของสำนักบุปผาประจิม… ซึ่งก่อนหน้านี้ทางสำนักบุปผาประจิมและสำนักสายลมประจิม ได้มีคำสั่งโดยตรงให้สมานฉันท์กันเอาไว้ ตามเนื้อความที่มีการส่งสาส์นสำคัญติดต่อกัน(ตอนที่ 214) อย่างน้อยก็เป็นความเกี่ยวดองระหว่างสองสำนัก…
“ผมสีขาวโพลนนั่น ทำให้ข้าหลงนึกว่าเป็นตาแก่ที่ไหนเสียอีก...” เตียซวงซวง กล่าวพร้อมกลั้วเสียงหัวเราะ ผนวกกับกลิ่นหอมจาง ๆ ของนางทำให้ดูน่าหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง…
ซุน เกาศีรษะเบา ๆ ขืนยิ้มอย่างอดไม่ได้… “นี่พวกเจ้าสามคน ก็เข้าร่วมหน่วยแพทย์ด้วยงั้นสินะ ด้วยเคล็ดวิชาปราณบุปผาของสำนัก ก็ถือว่าเหมาะสมดี…”
“ใช่… แต่ขณะเดียวกันมันก็ช่างไม่เหมาะกับกลิ่นอายสัตว์ร้ายของเจ้าเลยสักนิด น่าแปลกจริง ๆ ที่เจ้าหมายตา หน่วยแพทย์ หลงนึกว่าแมวสวรรค์ที่บ้าบิ่นของสำนักสายลมประจิม จะไปเข้าร่วมกับ ‘หน่วยรบ’ เสียอีก...” ซวงฉวี่ เอ่ยเสียงห้วนตามนิสัยหยิ่งทะนงของนาง
ซุน ใจชื้นขึ้นมาน้อย ๆ เมื่อได้พบเจอคนรู้จัก ทั้งพวกนางยังสามารถให้คำแนะได้เป็นอย่างดี ภายในพรรคมังกรฟ้าแห่งนี้ จะซึ่งยึดถือสายเลือดตระกูลเป็นสำคัญ ในส่วนนี้ ฉีลู่ชิง ที่ถือครองป้ายทองแดง และตระกูลฉีก็ยังเป็นถึงพระญาติขององค์จักรพรรดิราชวงศ์ไป๋หู่ นางจึงได้รับความเกรงอกเกรงใจจากหลายฝ่าย จนไม่มีใครกล้าเข้ามารังแกพวกนาง
ความองอาจที่มากของขึ้น ซุน ในเวลานี้ ทั้งภาพลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่น ได้ให้ความรู้สึกราวกับเติบโตเป็นผู้ใหญ่ยิ่งขึ้น แม้ว่าอายุของ ซุน เพิ่งจะ 18 ย่าง 19 แต่ก็ราวกับมีช่วงวัยที่เติบโตมากกว่าผู้เยาว์คนอื่น ๆ ที่อายุมากกว่า 2-3 ปี
ความสนิทสนมของ ซุน ที่มีต่อสามหญิงงามของสำนักบุปผาประจิม แน่นอนว่ามันโดดเด่น จนทำให้มีสายตาหมู่ศิษย์ชายรอบ ๆ ที่เพ่งเล็งพวกนางเช่นกัน ศิษย์ชายเหล่านั้นมองทิ่มแทงมายัง ซุน อย่างไม่เป็นมิตร หากเปรียบสายตาเป็นลูกธนู ร่างของ ซุน ก็คงจะพรุนกลายเป็นเม่นไปแล้ว… ในพื้นที่ลานกว้างด้านหน้า หอเทพโอสถ จึงทำให้ ซุน รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อยู่ไม่น้อย
“เข้าไปข้างใน หอเทพโอสถ กันเถอะ… ข้าจะแนะนำเจ้าให้รู้จักกับศิษย์พี่หญิง ฉู่ลี่ถิง นางเป็นทายาทตระกูลฉู่ และยังมีสถานะสูงล้ำ ไม่ต่างจากหัวหน้าหมู่ศิษย์ในหน่วยแพทย์…” ฉีลู่ชิง กล่าวขึ้นชักชวย แม้ว่าใบหน้าของนางจะยังคงเรียบเฉยดุจดั่งหยกงดงาม แต่จิตใจก็เต้นแรงอยู่ไม่น้อยหลังจากที่เห็น ซุน เปลี่ยนแปลงไปมากจากเดิม
“รบกวนด้วย…” ชายหนุ่ม ตอบรับด้วยความสุภาพ
ทว่า…
ในระหว่างที่ทั้งสามกำลังจะเข้าไปด้านหอเทพโอสถ เพื่อให้ ซุน ได้ยืนยันการเข้าร่วมกับหน่วยแพทย์นั้นเอง กลับมีเสียงอึกทึกของกลุ่มคนด้านหลังที่ดังก้องขึ้น…
“หน่วยแพทย์!! รีบไปที่ หอตุลาการ เร็วเข้า!! มีศิษย์ตามธรรมเนียมคนหนึ่งเกิดบ้าคลั่ง อาละวาดกับคนของ หน่วยตรวจการ เกรงว่าหากพวกหน่วยแพทย์ไปที่นั่นล่าช้า เจ้าโง่คนนั้นมันจะได้ตายคามือคนของ หน่วยตรวจการ เสียก่อน!!”
“!!!!!!!!!” ซุน ดวงตาเบิกโพลงขึ้นทันที
“ระ…หรือว่าจะเป็น ศิษย์พี่ลั่ว?!”
ซุน ไม่รอช้า ตัดสินใจพุ่งดิ่งไปยัง หอตุลาการ อย่างไม่คิดอะไร… ท่ามกลางสายตาที่งุนงงของหญิงสาวทั้งสามจากสำนักบุปผาประจิม แต่สุดท้ายพวกนางก็ตัดสินใจวิ่งตามไปด้วย…
สิ่งหนึ่งที่น่าตกใจมากก็คือความเร็วของ ซุน นั้นราวกับพายุคลั่ง พริบตาก็ห่างจากพวกนางไป ร้อยก้าว… พันก้าว… จวบจนเหลือทิ้งไว้เพียงเส้นแสงสีเขียวที่แวบผ่าน... ทำเอา ซวงฉวี่ ที่พื้นฐานลมปราณสูงที่สุด ยังต้องเผยใบหน้าอึ้งตกตะลึง…
“ทำไมถึงเร็วได้ขนาดนี้… เจ้านั่นยังเป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวแน่หรือ!!”
ซุน ห้อตะบึงไปด้วยความกังวลใจ… แม้หอเทพโอสถ และหอตุลาการ จะเรียกว่าได้ว่าอยู่คนละทิศ แต่ความเร็วของ ซุน ก็ราวกับเป็นระดับชนชั้นผู้ฝึกสอน หากใครมีสัมผัสไม่เฉียบคมเพียงพอ ก็แทบจะมองไม่เห็นเงาร่างที่โอบล้อมไปด้วยสายลมสีเขียวนั่นเลย
ณ หอตุลาการ...
ลั่วชิงเหอ กระอักเลือดสดออกมา ดวงตานั้นแดงก่ำเผยความไม่ยินยอม… ถูกห้อมล้อมด้วยคนของ หน่วยตรวจการ ประมาณสิบคน แต่ละคนล้วนเผยใบหน้าเย้ยหยันดูแคลน โดยเฉพาะชายหนุ่มที่ยินอยู่ด้านหน้าสุด มันมิใช่ใครอื่นแต่เป็น โจวชางเมิ่น ผู้ที่เคยชักชวน ซุน เข้าร่วมหน่วยตรวจการเมื่อวานนี้…
“ข้าบอกแล้วไง ว่าข้าไม่รับเจ้าเพียงคนเดียว… ข้านั้นสนใจ แมวสวรรค์ ที่อยู่สำนักเดียวกันกับเจ้าด้วย หากอยากจะเข้าร่วมกับ ฝ่ายตรวจการ ก็ไปพาเจ้านั้นมาที่นี่!! แล้วข้าจะให้พวกเจ้าเข้าร่วมกันทั้งคู่…” โจวชางเมิ่น กล่าวขึ้นด้วยท่าทีหยิ่งยโส
ในด้านพลังฝีมือของ ลั่วชิงเหอ และ โจวชางเมิ่น แตกต่างกันอยู่ไม่น้อย… ลั่วชิงเหอ แม้จะเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ความสามารถในการต่อสู้ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง แต่อย่างไรเสียก็บรรลุเพียงชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 9 เท่านั้น… แตกต่างไปจาก โจวชางเมิ่น ที่อายุมากกว่าเกือบ 8 ปี และบรรลุชนชั้นลมปราณสีเหลือง ขั้นที่ 3 ไปแล้ว อีกทั้ง โจวชางเมิ่น ยังใช้พรรคพวกที่มากกว่า รุมเล่นงานอีกฝ่ายไม่คิดลงมือเพียงลำพัง จึงเหนือกว่าทั้งฝีมือและจำนวนคน...
“สารเลวเอ้ย!! ข้าบอกแล้วยังไง ว่าข้าจะไม่มีทางบีบบังคับสหายของข้า!! ในเมื่อ ซุน ตัดสินใจจะเข้า หน่วยแพทย์ มันก็ต้องได้เข้า หน่วยแพทย์!! หากเจ้าไม่ให้ข้าเข้าฝ่ายตรวจการ เช่นนั้นข้าก็จะไม่เข้า!! แต่อย่าคิดจะดึงเอาสหายของข้ามาเกี่ยวข้อง!!
พวกเจ้ามันก็แค่หมาหมู่ล่ะว่ะ อาศัยพวกมากเล่นงานคนอื่น… เป็นถึงชนชั้นลมปราณสีเหลืองเสียเปล่า จิตใจราวกับลูกเต่าในกระดอง แน่จริงก็มาเจอกับข้าตัวต่อตัวสิ!!” ลั่วชิงเหอ คำรามเสียงขึ้น แม้จะถูกห้อมล้อมเล่นงาน แต่ก็ไม่ได้เผยความกริ่งเกรงออกมาสักนิดเดียว
โจวชางเมิ่น ดวงตาเขียวปั๊ดขึ้นทันที นอกเหนือจากสายเลือดตระกูลใหญ่ทั้ง 5 แล้ว ไม่เคยมีศิษย์พรรคมังกรฟ้าคนใด กล้าด่ามันเช่นนี้มาก่อน... ด้วยนิสัยที่หยิ่งยโสเป็นทุนเดิม ไหนเลยที่จะพึงรับได้…
ตวัดขาขวาหมายเตะไปที่ใบหน้าของ ลั่วชิงเหอ...
แต่ ลั่วชิงเหอ ก็มิได้มืออ่อน ประสบการณ์การต่อสู้เรียกได้ว่าโชกโชนผู้หนึ่ง… ชายหนุ่มราวกับกำลังเฝ้ารอโอกาสนี้เช่นเดียวกัน ฉายแววตาเด็ดเดี่ยวขับขานปราณวายุเพิ่งความเร็ว ม้วนตัวหลบได้อย่างเฉียวฉิว… พร้อมทั้งระเบิดท่าร่าง พุ่งเข้าสวนกลับ!! หมัดขวาที่ห่อหุ้มเปลวเพลิง ต่อยเข้าใส่ใบหน้าของ โจวชางเมิ่น อย่างจัง!!
เสียง ตูม! ดังขึ้นแจ่มชัด ใบหน้าของ โจวชางเมิ่น สะบัดอย่างรุนแรง เซถลาออกไปหลายก้าวใหญ่… ก่อนที่เหล่าลูกสมุนนับสิบจะเห็นท่าไม่ดี ดึงทะยานเข้ามารุมเล่นงาน ลั่วชิงเหอ อีกครั้งจนอ่วม สำรอกโลหิตออกมาอีกหลายคำ จากนั้นคนนับสิบก็จับตรึงร่างของ ลั่วชิงเหอ เอาไว้ แขนสองข้างถูกกางออก ด้วยมือหลายสิบข้างอย่างแน่นหนา ไม่ยอมให้ ลั่วชิงเหอ ได้ขยับตอบโต้ใด ๆ อีก…
โจวชางเมิ่น ที่ถูกต่อยหน้าไปเต็ม ๆ ครั้งหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก จากปราณคุ้มกันที่เหนือกว่า ทว่าสิ่งที่ถูกทำลายนั้นคือศักดิ์ศรีของมัน!! ใบหน้าของ โจวชางเมิ่น เต็มไปด้วยเส้นเลือดที่ปูดบวมบนขมับ กัดฟันแนบแน่นจนแทบแตกบิ่น…
“เจ้าอยากตายมากเลยงั้นสินะ!!” โจวชางเมิ่น เค้นเสียงผ่านร่องฟัน ก้าวเดินเข้าไปหา ลั่วชิงเหอ พร้อมกับไอทมิฬที่มืดดำรอบกาย… ลั่วชิงเหอ ยังคงแสดงท่าทีไม่ยินยอม หากแต่ถูกฝ่ายตรวจการ ชนชั้นลมปราณสีเหลืองนับสิบจับตรึงไว้ ไหนเลยที่จะดิ้นรนขัดขืน…
หมัดของ โจวชางเมิ่น โอบล้อมไปด้วยลมปราณที่หนาแน่น ด้วยความแตกต่างของระดับชั้นพลัง หมัดนี้ย่อมมากพอจะทำลายการป้องกันทั้งหมดของ ลั่วชิงเหอ ได้อย่างง่ายดาย…
“เดี๋ยวเจ้าจะได้ตายสมใจ!!”
ตูม!! เสียงระเบิดพลังหมัดที่ดังกังวาน
ทำลายชั้นบรรยากาศโดยรอบให้แตกออก
หากแต่หมัดนี้ของ โจวชางเมิ่น กลับไปไม่ถึงร่างของ ลั่วชิงเหอ!! มันถูกหยุดเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง… พร้อมกับเผยให้เห็นเงาร่างของ ซุน ที่แผ่กลิ่นอายสัตว์ร้ายออกมาอย่างรุนแรง ดวงตาของ ซุน ในเวลานี้ยังเป็นดวงตาของพยัคฆ์…
…………………………………..