อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 270 บุรุษเนื้อหอม
ตอนที่ 270
เรื่องที่ ซุน และ ลั่วชิงเหอ เล่นงานคนของฝ่ายตรวจการ เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยามข่าวนี้ก็ได้แพร่กระจายออกไปทั่วทั้งพรรคมังกรฟ้าอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีผู้ชมนับร้อยในเหตุการณ์ครั้งนั้น ยังมีสมาชิกระดับสูงของแต่ละกลุ่มปะปนอยู่ด้วย ข่าวจึงแพร่กระจายได้รวดเร็วมากผ่านหยกสื่อสารโบราณ…
แม้ว่าเรื่องจะจบลงที่ โจวต้ากวาน เป็นผู้ไหว้วานให้ ซุน ลงมือสั่งสอน โจวชางเมิ่น ก็จริง หากแต่ในกลุ่มระดับสูงที่มีเส้นทางแทรกซึมอยู่ใน หน่วยตรวจการ ย่อมทราบถึงตื้นลึกหนาบาง และมองออกถึงเส้นสนกลใน… ผู้นำกลุ่มในแต่ละฝ่ายมิใช่ระดับธรรมดา ข้างกายล้วนเต็มไปด้วยกุนซือยอดฝีมือในการอ่านวิเคราะห์เรื่องราว ในหมู่ศิษย์ระดับสูงจึงทราบดีว่าเหตุการณ์นั้นเป็นเพียงละครฉากใหญ่ เพื่อปกป้องชื่อเสียง ฝ่ายตรวจการ เท่านั้น…
แต่สิ่งหนึ่งที่ประจักษ์ชัดแจ้ง คือพลังฝีมือของ แมวสวรรค์ ที่ไม่ธรรมดา สามารถต่อกรกับกลุ่มศิษย์อาวุโสชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นต้นได้โดยไม่มีบาดแผลกลับมา อีกทั้งความห้าวหาญชาญชัย ผนวกกับชื่อเสียงดั้งเดิมของอัจฉริยะผู้เยาว์ มากพอจะไปกระตุ้นความสนใจของผู้นำกลุ่มต่าง ๆ เหล่านั้นในทันที…
ทางด้านของ ซุน และ ลั่วชิงเหอ หลังจากที่ผละแยกออกมา…
หญิงสาวทั้งสามจากสำนักบุปผา ก็ได้ตาม ซุน และ ลั่วชิงเหอ ออกมาด้วยในตอนแรก พวกนางนั้นชักชวนทั้งสองให้ไปที่ หอเทพโอสถ เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ… แต่ ลั่วชิงเหอ ปฏิเสธที่จะเข้าไปรักษาตัวในหน่วยแพทย์ เนื่องด้วยรู้สึกว่าที่นั่นกำลังวุ่นวาย จากเรื่องราวเหตุการณ์ที่กำลังร้อนฉ่าไปทั่วพรรคมังกรฟ้า แม้จะได้ข้อสรุปของเหตุการณ์ไปแล้ว แต่ฝ่ายตรวจการก็อาจหาเหตุผลอื่นเรียกตัวไปสอบสวน ดังนั้นพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปในเขตวุ่นวายสักระยะน่าจะดีกว่า…
ในตอนนี้ ลั่วชิงเหอ จึงได้พักฟื้นฟูอาการบาดเจ็บด้วยตนเองที่ริมทะเลสาบ ทว่าหญิงสาวจิตใจงดงามอย่าง เตียซวงซวง ที่รู้สึกทนเห็นสภาพฟกช้ำดำเขียวของ ลั่วชิงเหอ ไม่ได้ ทางสำนักก็เคยกำชับเรื่องความสัมพันธ์ให้คอยดูแลกันและกันเอาไว้… นางจึงอาสาใช้ปราณบุปผาและสมุนไพรในการช่วยเหลือดูแล
ลั่วชิงเหอ ถึงกับใบหน้าแดงปลั่งขึ้นมา… กลิ่นหอมจาง ๆ จากเรือนกายของ เตียซวงซวง มือที่แผ่วเบาในการทำแผล ทุกอย่างส่งผลให้ชายหนุ่มผู้นี้ อึดอัดคับอกยิ่งกว่าอาการบาดเจ็บภายนอกของตนเสียอีก...
ซวงฉวี่ ถอนหายใจอย่างไม่ยินดียินร้ายนัก แต่นางก็ได้เลือกที่จะเข้ามาช่วยเหลืออีกแรง เพื่อร่นระยะเวลาในการรักษา… ฉีลู่ชิง แม้จะอยู่ที่นี่ด้วย แต่นางนั้นไม่ถนัดในด้านการรักษาเช่นนี้ เพราะนางมุ่งเน้นการฝึกปราณอัคคีเป็นสายหลัก…
ดังนั้นขณะที่ เตียซวงซวง และ ซวงฉวี่ กำลังดำเนินการรักษา ลั่วชิงเหอ... ทางด้านของ ซุน ก็ได้ชักชวนนาง แยกตัวออกมาในอีกมุมหนึ่งของทะเลสาบ เพื่อช่วยชี้แนะ ฉีลู่ชิง เกี่ยวกับปราณอัคคีที่ตนได้ศึกษา อีกทั้ง ซุน ยังมีความเข้าใจในการควบคุมลมปราณที่ลึกซึ้งมากกว่า เมื่อรวมกับความสามารถด้านการสอนที่ ซุน มีติดตัวอยู่ก่อนแล้ว จึงช่วยบอกจุดอ่อนของกระบวนท่าต่าง ๆ ให้กับ ฉีลู่ชิง ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นางนั้นประหลาดใจมากที่ ซุน ชี้แนะได้ตรวจจุดยิ่งกว่าระดับผู้ฝึกสอนเสียอีก ราวกับเป็นระดับผู้อาวุโสมาคอยชี้แนะให้เองก็ไม่ปาน
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ซุน ใช้ห้วงสัมผัสแห่งสายลมสีม่วงควบคู่ไปด้วย อย่าว่าแต่จะเห็นจุดอ่อนในกระบวนท่าของนางเลย หาก ซุน อยากจะเห็นทะลุเข้าไปในอาภรณ์ที่นางสวมใส่ ยังสามารถสร้างภาพนิมิตสายลมขึ้นในหัวได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ซึ่งแน่นอนว่าในส่วนนี้เป็นความลับที่ ซุน ไม่กล้าบอกผู้ใด…
ตูม! ตูม! ตูม!
“ท่าร่ายรำก็งดงามอยู่หรอก แต่พลังลมปราณที่หมุนเวียนยังไม่ต่อเนื่องมากพอ... เอาใหม่!!” ซุน แค้นเสียงดุ ขณะที่พยายามชี้แนะ ฉีลู่ชิง… นางขมวดคิ้วมุ่น แต่ก็พยักหน้าตอบรับ รูปแบบการต่อสู้ของนางคือการรำพัดอันงดงามที่ขับขานพร้อมเปลวเพลิง พื้นฐานมาจากสำนักหงส์สราญ เมืองบุปผาแดง นางสามารถผลักดันตนเองมาจนถึงตอนนี้ บรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 2 แล้ว แสดงให้เห็นว่าความมุมานะในการฝึกของนางนั้นเรียกได้ว่าไม่ธรรมดา
“พอก่อน... ลมปราณเจ้าเริ่มไม่มั่นคงแล้ว แบ่งเวลาพักปรับลมปราณครึ่งชั่วยาม…”
ฉีลู่ชิง หายใจหอบหนัก ทำให้หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงน้อย ๆ ผนวกกับอาภรณ์ที่เริ่มเปียกชื้นจากเหงื่อที่ไหลซึม ทำให้ผิวผ้าแนบชิดเรือนกายจนมองเห็นรูปร่างได้แจ่มชัด… ซุน นอกจากจะไม่เพ่งมองอย่างเสียมารยาทแล้ว ยังสะบัดมือเบา ๆ เกิดกระแสลมอ่อนโยนระลอกหนึ่งไหลผ่านเรือนกายของนาง ผลักดันความเปียกชื้นจนอาภรณ์ของนางเกือบจะแห้งสนิท…
หญิงสาวหน้าแดงขึ้นน้อย ๆ นางย่อมเข้าใจเหตุผล ดูเหมือน ซุน จะมีความเป็นสุภาพบุรุษอยู่มาก... “นึกไม่ถึงเลยว่าบุรุษที่กล้าเตะใบหน้าของข้าในวันนั้น(ตอนที่ 50) จะยังมีความเป็นสุภาพบุรุษหลงเหลือ”
“หึหึ… เจ้ายังแค้นข้าอยู่อีกงั้นหรือ?! บอกแล้วไงว่าการประลองก็คือการประลอง หากก้าวขึ้นสู่เวทีประลองแล้ว การต่อสู้ก็ไม่ควรแบ่งแยกหญิงชาย หากมัวแต่ลังเลคิดเล็กคิดน้อย จะเรียกว่าเป็นการต่อสู้ที่ยุติธรรมได้อย่างไร?!” ซุน กล่าวพลางสวมกอดอก ยกมุมปาก
“ถึงรูปลักษณ์ภายนอกเจ้าจะเปลี่ยนไปมาก... เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนแซงหน้าข้าไปไกลแล้ว… หากแต่เจ้าก็ยังคงเป็นเจ้า ไม่ต่างจากวันแรกที่ได้พบเจอกันที่ริมชายหาดในวันนั้น…” นางกล่าวพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ ที่ประดับใบหน้า เดิมทีนางก็งามล้ำล่มเมืองอยู่ก่อนแล้ว พอนางมีรอยยิ้มปรากฏก็ราวกับทำให้ทุกสิ่งรอบด้านพร่าเลือนไปโดยพลัน
ซุน แทบจะสำลักลมหายใจในชั่วเวลานี้ รู้สึกว่าการโจมตีด้วยรอยยิ้มครั้งนี้ของนาง เหนือชั้นยิ่งกว่าพลังฝีมือของนางเสียอีก ชายหนุ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนจนต้องแสร้งกระแอมไอกลบเกลื่อนออกมา บรรยากาศนั้นยากที่จะอธิบาย…
จวบจนกระทั่ง… ซุน สัมผัสได้ถึงการมาของคน ๆ หนึ่ง…
“นั่นใคร!!”
อีกฝ่ายจงใจแผ่ล้นการมาของตนออกไปแต่แรกแล้ว เนื่องด้วยไม่รู้จะหาโอกาสช่วงใดเข้ามาแทรกแซงบรรยากาศของ ซุน และ ฉีลู่ชิง ที่เมื่อหากมองจากด้านนอก หญิงชายฝึกฝนร่วมกันเพียงลำพังเช่นนี้ จะต่างอะไรกับคู่รักที่กำลังกระหนุงกระหนิงตามช่วงวัย…
“ข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย และครั้งนี้ข้าก็มาเพียงลำพัง…” โจวหยิน ว่าที่ผู้นำรุ่นถัดไปของ ฝ่ายตรวจการ เอ่ยปากขึ้น น้ำเสียงนั้นจริงใจถึงที่สุด… แน่นอนว่า ซุน เองก็จำคน ๆ นี้ได้ ว่าเคยปรากฏตัวออกมาข้างกาย โจวต้ากวาน พลังฝีมือยังไม่ธรรมดา เหยียบย่างชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 9 ในขอบเขตสูงสุด มีเพียงกำแพงบางเท่าเส้นขนขวางกันการบรรลุชนชั้นลมปราณสีส้มเท่านั้นเอง…
ซุน รู้สึกได้ว่า ชายหนุ่ม คนนี้แม้จะอายุราว ๆ 26-27 ปี แต่ออร่ารอบกายมีความหนาแน่นราวกับละอองน้ำที่พวยพุ่ง พลังการต่อสู้น่าจะเป็นแข็งแกร่งถึงขั้นต่อกรกับชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 1 ได้ด้วยซ้ำ เป็นอัจฉริยะจำพวกสู้ข้ามขั้นได้ เหมือนกับ เฉียงตงฟาง…
“มีธุระอะไร?!”
โจวหยิน ใบหน้าเคร่งขรึม…
“ข้าจะไม่ขออ้อมค้อมก็แล้วกัน… ชื่อของข้าคือ โจวหยิน ว่าที่ผู้สืบทอดตำแหน่ง ต่อจากพี่ต้ากวาน และข้าก็มาที่นี่เพราะอยากชวนเจ้าเข้าร่วม ฝ่ายตรวจการ”
ซุน กดหัวคิ้วต่ำลงทันที…
“ชักชวนข้า?! หึหึ ฝ่ายตรวจการ คงเป็นบ้าไปแล้ว… ศิษย์พี่โจวหยินไม่ทราบจริง ๆ หรือว่า โจวชางเมิ่น ที่เพิ่งถูกเล่นงานไปนั่น ก็เพราะมันพยายามจะบีบบังคับให้ข้าเข้าร่วม ฝ่ายตรวจการ เฉกเช่นเดียวกันนี้?”
โจวหยิน ส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่… ไม่เหมือนกันแน่นอน เพราะข้ามิได้ต้องการมาบีบบังคับ หรือใช้กำลังกับเจ้า แต่ข้ามีข้อเสนอหยิบยื่นให้กับเจ้าต่างหาก คิดเสียว่าเป็นการจ้างวานในช่วงสองปีที่เจ้าอยู่ในพรรคมังกรฟ้านี้ก็ได้… เราจะจ่ายให้เจ้าเดือนละ 10 ล้านเหรียญทอง เทียบเท่าค่าตอบแทนของสมาชิกระดับสูงในฝ่ายตรวจการ
เจ้านั้นเพิ่งเข้ามาในพรรคมังกรฟ้า อาจจะเข้าใจผิดคิดว่า ‘หน่วยแพทย์’ สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ง่าย แต่แท้ที่จริงแล้วหน่วยแพทย์มีความเข้มงวดด้านทรัพยากรเป็นอย่างมาก ชนชั้นศิษย์อย่างเราจำเป็นต้องเบิกทรัพยากรกับทางผู้อาวุโสเพียงอย่างเดียว และยังมีขีดจำกัดในการจัดหา เพราะต้องแบ่งไว้สำรองในการสร้างโอสถรักษาคนในพรรค
แต่หากเป็นตระกูลโจวของพวกเรา จะสามารถจัดหาทุกอย่างที่เจ้าต้องการได้ทันที และจะคิดราคาทรัพยากรทั้งหมดเพียงแค่ครึ่งเดียวจากท้องตลาดให้กับเจ้าเท่านั้น… พวกเรามองเห็นถึงความสามารถของเจ้า ฉะนั้นอย่าให้ฝีมือของตนเองไปจมปลักอยู่กับ หน่วยแพทย์ เลย มาเข้าร่วมกับ ฝ่ายตรวจการ ของพวกเราดีกว่า…”
“!!!!!!!!!!” ซุน ถึงเบิกตากว้างโดยพลัน
“ล้อกันเล่นใช่มั้ยเนี่ย จ้างว่าข้าเป็นเงินเดือน?! แล้วยังพร้อมจะจัดหาทรัพยากรในราคาครึ่งเดียว ให้ข้าด้วยเนี่ยนะ?! แบบนี้พวกท่านจะได้อะไรตอบแทนกัน บอกเลยนะว่าสถานะของข้าเป็นเพียง คนเถื่อน ไม่มีแซ่ ไม่มีตระกูลหนุนหลัง พวกท่านไม่สามารถหาประโยชน์อย่างอื่นจากข้าได้เลย…”
โจวหยิน ยิ้มรับ…
“เรื่องนั้นพวกเราย่อมทราบดี… แต่ที่พวกเราต้องการคือความสามารถของเจ้า มาเถอะ มาอยู่ด้วยฝ่ายตรวจการกับพวกเรา… ในปีหน้าข้าจะขึ้นเป็นผู้นำแทนพี่ต้าหวาน ถึงเวลานั้นข้าจะผลักดันเจ้าให้กลายเป็นสมาชิกระดับแนวหน้าของพรรคมังกรฟ้าในทันที…”
ท่าทีและน้ำเสียงของ โจวหยิน เปี่ยมล้นไปด้วยความจริงใจ
ซุน ได้ยินเช่นนั้นถึงกับสะอึกในลำคอ เงื่อนของของฝ่ายนั้นเรียกได้ว่าหอมหวนเกินจะยับยั้ง เรื่องเงิน 10 ล้านเหรียญทองต่อเดือนไม่นับเป็นอย่างไร แต่เรื่องการจัดหาทรัพยากรในราคาเพียงครึ่งเดียวนั้น ซุน เองที่ยังต้องการทรัพยากรอีกมหาศาล หากมีอิทธิพลของตระกูลโจวช่วยเหลือจัดหาในราคาพิเศษ ทุกอย่างก็นับว่าง่ายดาย…
โจวหยิน เห็นสีหน้าของ ซุน แล้วก็มีรอยยิ้มประดับ เชื่อว่าด้วยเงื่อนไขระดับนี้ ใครก็คงไม่กล้าปฏิเสธ… โดยเฉพาะ ซุน ที่ไม่มีตระกูลหนุนหลัง มิต่างอะไรกับการได้รับโชควาสนา…
ทว่า… ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวอีกคนหนึ่งใบหน้างามล้ำ ส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรตลบอบอวลก้าวเดินเข้ามา สายตาของนางนั้นแฝงไว้ด้วยความเย้ายวนถึงที่สุด อีกทั้งรอยยิ้มของนางยังทำลายความงามโดยรอบของธรรมชาติได้ กระทั่ง ฉีลู่ชิง ซึ่งอยู่ที่นี่ด้วยยังรู้สึกได้ว่าตนที่อ่อนเยาว์กว่า ในด้านความงามตนยังเป็นรองหญิงสาวผู้นี้อยู่ระดับหนึ่งด้วยซ้ำ…
สาวงามอันดับ 1 แห่ง พรรคมังกรฟ้า… ฉู่หลิงฟาง
“คุณชายโจวหยิน ท่านจะไม่ดูแคลน หน่วยแพทย์ ของเราเกินไปหน่อยงั้นหรือ?! ความเข้มงวดในด้านทรัพยากรนั้น เป็นระเบียบการที่สมควรมี เพื่อป้องกันมิให้เกิดความวุ่นวาย… ทว่าหากตระกูลฉู่เป็นผู้รองรับ ต่อให้นำสมุนไพรออกไปครึ่งภูเขา ใครเล่าจะกล้าตำหนิ?”
โจวหยิน กัดฟันดังกรอด ไม่คิดว่า ฉู่หลิงฟาง นางจะปรากฏตัวด้วยตนเองเช่นนี้ นางเป็นมือขวาของ ฉู่ลี่ถิง ผู้นำหมู่ศิษย์ใน หน่วยแพทย์… อาจกล่าวได้ว่า ฉู่หลิงฟาง ก็เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำหน่วยแพทย์รุ่นต่อไป ไม่ต่างจากตนที่เป็นผู้สืบทอดผู้นำฝ่ายตรวจการ...
ฉู่หลิงฟาง มีรอยยิ้มงดงามประดับ ทอดสายตามองไปยัง ซุน ที่ยืนนิ่งราวกับถูกสะกด…
“คุณชายซุน… เงื่อนไขที่ คุณชายโจวหยิน หยิบยื่นให้ท่านนั้น ทางหน่วยแพทย์และตระกูลฉู่ของพวกเรา ก็สามารถมอบให้ท่านได้… และท่านก็ยังปักใจกับหน่วยแพทย์เรามาตั้งแต่แรก ฉะนั้นแล้ว เข้าร่วมกับพวกเราจะดีกว่า…”
“!!!!!!!!!” ซุน อ้าปากค้างไปในทันที
ที่แท้นางก็มาเพราะเหตุผลเดียวกันกับ โจวหยิน…
“ฉู่หลิงฟาง เจ้าจะไม่หน้าด้านเกินไปหน่อยหรือ!! เหตุใดจึงเข้ามาแทรกแซงการเจรจาของข้า ได้อย่างน่ารังเกียจเช่นนี้!! ทำอะไรก็ให้มันรู้ลำดับขั้นตอนกันบ้าง!!” โจวหยิน ตวาดเสียงขึ้นอย่างเดือดดาล
แต่ยังไม่ทันที่ ฉู่หลิงฟาง จะมีโอกาสได้เอ่ยอธิบาย… เงาร่างของคนอีกสามคน ก็ห้อทะยานตรงเข้ามาที่ทะเลสาบแห่งนี้ จากในทิศทางที่แตกต่างกัน!!
………………………………………