อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 271 บุรุษเนื้อหอม (2)
ตอนที่ 271
ณ ริมทะเลสาบ…
โจวหยิน เผยดวงตาที่แดงก่ำขึ้น เมื่อเห็นทั้งสามคนที่ห้อทะยานตรงเข้ามา… เนื่องด้วย โจวหยิน นั้นคุ้นหน้าคุ้นตากับทั้งสามคนที่มาใหม่เป็นอย่างดี คนเหล่านี้คือผู้สืบทอดรุ่นถัดไปเฉกเช่นเดียวกับตนเอง และ ฉู่หลิงฟาง
“เฉียงจ้าว, จูฟงเฟย, โอวหยางหู่!!”
การมาในครั้งนี้มิใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน ดูเหมือนว่าในแต่ละกลุ่ม จะมีสายสืบแทรกซึมอยู่ในฝ่ายตรวจการระดับสูง หรือสายสืบผู้นั้นก็อาจจะสูงล้ำเกินไปกว่าระดับศิษย์ คอยส่งข่าวมาว่าทาง โจวต้ากวาน ได้ส่ง โจวหยิน เข้ามายื่นข้อเสนอเจรจา เพื่อดึงตัว ซุน เข้าไปร่วมฝ่ายตรวจการ ดังนั้นกลุ่มอื่น ๆ จึงเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกันทั้งหมด ให้ระดับผู้สืบทอดตำแหน่งมุ่งหน้ามาเองเพียงลำพัง ถือเป็นการให้เกียรติที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ฝ่ายตรวจการ
ซุน นั้นถึงกับกดหัวคิ้วต่ำลง สถานการณ์เช่นนี้ไหนเลยที่ชายหนุ่มจะมองไม่ออกถึงเหตุผลในการมาเยือน... แต่สิ่งที่ ซุน ประเมินต่ำเกินไป นั่นคือการขับเคี่ยวสงครามภายในของแต่ละกลุ่ม ที่รุนแรงถึงขั้นไม่ยอมลดราวาศอกต่อกัน ในเมื่อด้านทุนทรัพย์ทุกฝ่ายมีพร้อมไม่ต่างกัน จึงเปลี่ยนมาแก่งแย่งทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุด นั่นก็คือทรัพยากรด้านบุคคล!!
ทั้งสามคนที่มาก็รวบรัดตัดความเป็นอย่างยิ่ง หลังจากแนะนำตัวเรียบร้อย ก็ยกเรื่องข้อเสนอที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทางด้าน โจวหยิน และ ฉู่หลิงฟาง… ความมั่งคั่งของในแต่ละตระกูลนั้นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าใดนัก แตกต่างก็แต่ความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านเท่านั้น ทั้งยังครอบคลุมกิจการประตูมิติเคลื่อนย้ายกันคนละภาคส่วนอย่างทัดเทียม…
โดยเฉพาะ จูฟงเฟย จาก ‘หน่วยรบ’ ชายผู้มีกลิ่นอายแห่งความตายที่คละคลุ้ง เป็นเพียงคนเดียวในหมู่ผู้สืบทอดทั้ง 5 ที่ได้บรรลุชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 1 ไปแล้ว… กลิ่นอายความน่ากลัวที่สัมผัสได้นั้นคาดว่าคงมาจากเคล็ดวิชาประจำตระกูลจู ตามข้อมูลที่ ซุน รับรู้มานั้น ตระกูลจูเชี่ยวชาญเกี่ยวกับศาสตร์แห่งวิญญาณและความตายที่ลึกล้ำ…
ที่น่าตกใจก็คือ จูฟงเฟย เป็นเพียงคนเดียวที่ยื่นข้อเสนอได้น่าฟังที่สุด… เพราะเสนอรายได้ให้กับ ซุน ถึง 20 ล้านเหรียญทอง มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ เท่าตัว และยังลดค่าทรัพยากรที่มิใช่เพียงแค่ครึ่งหนึ่ง แต่จะลดให้ได้ถึง 7 ใน 10 ส่วน!! ซึ่งเท่ากับว่า ซุน จะจ่ายค่าทรัพยากรเพียงแค่ 3 ส่วนจากปกติเท่านั้นเอง หากเลือกเข้ากับหน่วยรบ...
ติดก็ตรงที่ ‘หน่วยรบ’ นั้นได้ชื่อว่าไร้ระเบียบมากที่สุด ความน่าเชื่อถือต่ำที่สุด ไม่มีใครกล้าการันตีว่า ซุน จะได้ผลประโยชน์เช่นนั้นไปตลอดสองปี ถึงแม้ว่า หน่วยรบ จะถือเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ศิษย์ เมื่อเทียบกันทั้ง 5 กลุ่มก็ตามที เหตุก็เพราะ หน่วยรบ มิได้มีกรอบการกระทำที่ถูกควบคุมชัดเจนเฉกเช่นฝ่ายต่าง ๆ และไม่มีชนชั้นผู้ฝึกสอนหรือผู้อาวุโส คอยควบคุมดูแล มีอิสระในการกระทำผิด แล้วค่อยใช้อิทธิพลของตระกูลจูคอยสะสาง…
“วิธีการของพวกเจ้า มันช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก!!” โจวหยิน คำรามเสียงออกมาด้วยความเดือดดาลถึงขีดสุด!! หากนี่เป็นเพียงการใช้ผลประโยชน์ยื้อแย่งกันทั่วไปก็ยังพอรับได้ แต่นี่เห็นได้ชัดว่ากลุ่มอื่น ๆ ได้ส่งไส้ศึกเข้ามาอยู่ภายในหน่วยตรวจการด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ โจวหยิน ก็ระแคะระคายมาบ้างแล้ว แต่คิดว่าไส้ศึกน่าจะเป็นเพียงฝ่ายตรวจการระดับล่าง ไม่คิดว่าแม้แต่เรื่องการประชุมในระดับสูงที่เพิ่งจะได้ข้อสรุปไม่ถึง 2 ชั่วยาม จะไปถึงหูของกลุ่มต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว…
ฝ่ายอื่น ๆ ล้วนเผยความไม่ยินดียินร้ายออกมา… โดยเฉพาะ จูฟงเฟย ถึงกลับหัวเราะเย้ยหยันเสียด้วยซ้ำ… “โจหยิน ในยุทธภพก็ล้วนเป็นเช่นนี้… หมู่ศิษย์พรรคมังกรฟ้า ก็เหมือนการจำลองยุทธภพขนาดย่อมลงมาไว้ในพรรคมังกรฟ้า เพื่อให้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมที่ต้องพบเจอ...
ตัวเจ้ามันซื่อตรงเกินไป ฝ่ายตรวจการของพวกเจ้าก็เช่นกัน ภายใต้การนำของ โจวต้ากวาน ตลอด 3 ปีมานี้ แม้เจ้านั่นแม้มันจะเป็นคนฉลาด หากแต่มันใจดีเกินไป ถึงได้มีคนนอกลู่นอกทางอย่าง โจวชางเมิ่น มาทำให้ชื่อเสียงเสื่อมเสีย…
หากเป็น ‘หน่วยรบ’ ของข้าล่ะก็ ต่อให้เป็นสายเลือดตระกูลจู หากละเมิดกฎที่หน่วยรบตั้งขึ้น มันก็ต้องถูกขับไล่ออกจากพรรคมังกรฟ้า!! นั่นคือความเด็ดขาดของพวกเรา!!” จูฟงเฟย กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แน่นหนักกังวานก้อง ทำเอา โจวหยิน ได้เผยแววตาเจ็บแค้น กำหมัดแนบแน่นด้วยความเจ็บใจ
ทว่าถึงแม้คนเหล่านี้จะโต้เถียงกันอย่างไร ผู้ที่ตัดสินใจก็ยังคงเป็น ซุน เพียงเท่านั้น!! ทุกสายตาล้วนจับจ้องมายัง ซุน เป็นทิศทางเดียวด้วยความมุ่งหวัง แผ่รัศมีแรงกดดันที่เข้มข้นออกมาอย่างแจ่มชัด… ซุน สัมผัสได้ว่าสถานการณ์เช่นนี้ ดูเผิน ๆ เหมือนมีสะพานทอดยาวมาให้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เชื่อว่าหากตนเอ่ยปากต่อรองให้ได้รับค่าตอบแทนมากขึ้น ทั้ง 5 กลุ่มคงพร้อมที่จะเสนอยื้อแย่งกัน
แต่ในอีกมุมหนึ่ง… มันก็จะมิได้ดีกับตนเลยสักนิด เพราะชายหนุ่มนั้นประจักษ์ดีกับผลลัพธ์ที่จะตามมาหลังจากนี้ การที่ทุกฝ่ายหยิบยื่นความจริงใจที่มากล้น แน่นอนว่าหากตอบรับก็ดีไป แต่หากปฏิเสธขึ้นมา ย่อมสร้างความผิดหวังและเจ็บช้ำน้ำใจอย่างมาก ก็ไม่แปลกที่ ซุน จะถูกมองเป็นศัตรูที่ต้องหาทางกำจัดในทันที!!
แม้ ซุน จะเลือกเข้าร่วมกับฝ่ายใดก็ตาม แต่หากต้องกลายมาเป็นศัตรูกับอีก 4 กลุ่มที่เหลือ มองอย่างไรก็อันตรายกับตนมากเกินไป!! ไม่มีทางที่ฝ่ายที่ ซุน เลือก จะสามารถปกป้อง ซุน จากอีก 4 กลุ่มที่เหลือได้ จากความแข็งแกร่งทัดเทียมที่มีปรากฏ… โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ซุน เข้าใจในความโหดร้ายของยุทธภพเป็นอย่างดีจากประสบการณ์ตนเอง ในกลุ่มผู้นำคงมีคนที่คิดว่าหากตนเองไม่ได้ คนอื่นก็ต้องไม่ได้อยู่จริง ๆ หรืออาจจะคิดเช่นนี้กับทุกคนเลยก็เป็นได้…
นั่นจึงเป็นเหตุผลให้สีหน้าของ ซุน มืดดำเต็มที…
“ว่าไง?! เจ้าจะเลือกฝ่ายใด มาถึงขั้นนี้อย่าคิดจะเอ่ยปากออกมาว่าไม่เลือกฝ่ายใดเลยเชียวนะ เพราะมันเลยขอบเขตนั้นมาแล้ว!! พวกเราทั้ง 5 ใช่ว่าจะมีฐานะธรรมดา การที่มารวมตัวกันตรงหน้าเจ้า ก็เนื่องด้วยต้องการความแน่ชัดให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!!” โอวหยางหู่ ผู้ที่เรือนกายล่ำสันดุจหมียักษ์ วาจาแม้จะโผงผางแต่ก็ตรงไปตรงมา…
ซุน จึงกดดันยิ่งเข้าไปใหญ่ ความคิดในหัวแล่นเร็วจี๋ เพื่อหาทางออก... ทว่าในตอนนั้นเอง หญิงสาวที่บอบบางอย่าง ฉีลู่ชิง กลับก้าวเดินขึ้นมายืนตรงหน้าชายหนุ่ม ซุน มองเห็นว่าตัวของนางนั้นสั่นเทิ้มน้อย ๆ ดูเหมือนนางจะกึ่งกลัวกึ่งกล้าภายใต้การถูกรายล้อม…
“พวกท่านทั้ง 5 คน จะไม่รังแก ซุน เกินไปหน่อยหรือ!! ซุน ไม่ได้มีเจตนาเป็นศัตรูกับใคร เพียงแค่หาทางปกป้องคนและสหายเท่านั้น แต่พวกท่านกลับกดดันให้ ซุน เข้ามาในวังวนความขัดแย้งของพวกท่าน แบบนี้มันไม่ยุติธรรมกับ ซุน เลยสักนิดเดียว!!” ฉีลู่ชิง ตวาดเสียงที่สั่นเครือขึ้นมา สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก...
“แม่นางฉี…” ซุน แววตาเลื่อนลอยในทันที ไม่คิดว่าด้วยอุปนิสัยของนาง จะกล้าออกมาพยายามปกป้องตน นางได้แสดงถึงความจริงใจและกล้าหาญอย่างที่ ซุน ยังต้องรู้สึกจิตใจสั่นไหว…
คนทั้ง 5 แสดงสีหน้าปั้นยาก หันมองหน้ากันไปมาอย่างอดไม่ได้… ฉีลู่ชิง เป็นหลานสาวเจ้าเมืองฉี ฐานะนางถึงจะเทียบไม่ได้กับทั้ง 5 ตระกูลใหญ่ แต่ก็จัดได้ว่าไม่ธรรมดา หากหลีกเลี่ยงได้ ทุกคนย่อมไม่มีกล้าทำร้ายนาง…
ซุน เมื่อเห็นแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่ดูบอบบางของนางแล้ว ก็รู้สึกปวดใจเป็นอย่างยิ่ง ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยวออกมา… ในฐานะบุรุษจะยอมปล่อยให้สตรีออกหน้าแทน และตนเองมาหลบด้านหลังเช่นนี้ได้อย่างไร!!
ชายหนุ่ม สูดลมหายใจลึก ก่อนจะวางมือบนไหล่ของนางเบา ๆ และก้าวตรงไปข้างหน้า… “พอแล้วแม่นางฉี ขอบคุณในน้ำใจของเจ้า ตัวข้านั้นซาบซึ้งใจยิ่งนัก หากแต่เรื่องในครั้งนี้ข้าต้องเป็นผู้จัดการด้วยตนเอง…”
ฉีลู่ชิง ส่งสายตาเป็นกังวลและเป็นห่วง
แต่สุดท้ายนางก็พยักหน้าตอบรับ…
ซุน กวาดสายตามองไปยังคนทั้ง 5 ตรงหน้า ก่อนจะประสานมืออย่างสุภาพ เอ่ยวาจาแน่นหนักผ่านแววตาที่มุ่งมั่น… “ขอบคุณพวกท่านทั้ง 5 ที่หยิบยื่นโอกาสและโชควาสนาให้กับคนเถื่อนไร้ชาติตระกูลอย่างข้า… แต่ ณ ตอนนี้ เวลานี้ และที่นี่ ข้าคงไม่อาจตอบรับข้อเสนอของพวกท่านได้เลยสักคนเดียว!!
ข้านั้นจำต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง รวมถึงมิตรสหายรอบกายของข้าเป็นหลัก… หากข้าเลือก 1 แต่ต้องเป็นศัตรูกับอีก 4 นั่นถือว่าไม่ใช่ทางออกที่ดี ฉะนั้นแล้วหากข้าจะต้องเลือกจริง ๆ ข้าขอเวลาตัดสินใจในอีกหนึ่งเดือน!!
เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะไปถึงสถานที่มั่นของพวกท่านเพื่อตอบรับคำเชื้อเชิญด้วยตนเอง ภายใต้เงื่อนไขอย่างหนึ่ง… นั่นก็คือหากข้าเลือกเข้าร่วมกับฝ่ายใดแล้ว พวกท่านต้องรับปากว่าจะเก็บเรื่องนั้นเป็นความลับ หากให้อีก 4 กลุ่มที่เหลือรับรู้ถึงการเลือกครั้งนี้ ตัวข้าเองก็อาจมีภัยย้อนกลับมา… ดังนั้นหากเงื่อนไขนี้พวกท่านรับไม่ได้ ข้าก็คงไม่อาจตอบรับคำเชิญของพวกท่านได้…”
“!!!!!!!!!” ทั้ง 5 คน ได้ยินเช่นนั้นก็กดคิ้วลงต่ำทันที
“แปลว่าในวันนี้… เจ้าจะให้พวกเรากลับไปมือเปล่างั้นหรือนะ?!” โอวหยางหู่ เค้นเสียงเย็นชาออกมา พร้อมท่าทีดุร้ายไม่ยินยอม
ซุน ส่ายหน้า…
“เปล่า… ข้าไม่คิดจะให้พวกท่านกลับไปมือเปล่าแน่นอน พวกท่านทั้ง 5 ที่มาในวันนี้ เกือบทั้งหมดไม่เคยพบเจอข้าด้วยซ้ำ ได้ยินเพียงคำร่ำลือของข้าจากปากผู้อื่นเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน พวกท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้า แมวสวรรค์ ผู้นี้เหมาะสมกับการทุ่มเททรัพยากรที่มากมายหรือไม่?!
เพราะฉะนั้น ก่อนพวกท่านจะจากไปเพื่อรอฟังคำตอบ... ข้าจะให้พวกท่านทุกคน ได้ทดสอบข้าคนละหนึ่งกระบวนท่า… สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นมิเท่าสัมผัสเอง ดังนั้นหากพวกท่านได้ทดสอบข้าในครั้งนี้แล้ว ก็จะได้ประเมินตัวข้าได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เท่านี้ก็คงไม่เรียกว่ากลับไปมือเปล่าแล้วกระมัง?!”
“!!!!!!!!!!” ทั้ง 5 คน เบิกตากว้างขึ้นมาพร้อมกัน
“อะไรนะ!! เจ้าที่เป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีเขียวเนี่ยนะ คิดจะรับการทดสอบหนึ่งกระบวนท่าจากชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุด หรือแม้แต่ชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นต้น อย่างพวกเรา!!”
ซุน พยักหน้าแน่นหนัก สะบัดอาภรณ์ปลิวไสวแผ่รัศมีลมปราณและกลิ่นอายของสัตว์ร้าย
“แม่นางฉี… ช่วยหลบออกไปก่อน...”
ฉีลู่ชิง แม้จะมีสีหน้ากังวล แต่สุดท้ายนางก็พยักหน้าและยอมถอยห่างออกมาจากรัศมี…
ทั้ง 5 คนเมื่อได้เห็นท่าทีเอาจริงเอาจังของ ซุน ก็อดไม่ได้ที่จะเผยความประหลาดใจ เนื่องจากมันนับเป็นเรื่องที่โง่เขลาอย่างยิ่ง ที่ชนชั้นลมปราณสีเขียว จะขอรับการทดสอบด้วยพลังต่อสู้ของชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุด และชนชั้นลมปราณสีส้มเช่นนี้ ความแตกต่างในด้านพื้นฐานราวกับฟ้าและเหว ต่อให้เป็นเพียงแค่กระบวนท่าเดียว หากไม่ยั้งมือเอาไว้ล่ะก็ ยังมากพอจะสังหาร ซุน ได้ถึง 3 รอบ!!
โจวหยิน สุดลมหายใจลึกอีกครั้ง ก่อนจะพึมพำกับตนเองในใจ…
“เจ้าเด็กนี้ ไม่ธรรมดาจริง ๆ ด้วย!! มันรู้ดีว่าทุกคนจะไม่มีทางยอมรับ หากมันปฏิเสธการเลือกฝ่ายในวันนี้ ทว่ามันกลับหอบหิ้วความเชื่อมั่น เลือกที่จะแสดงความแข็งแกร่งให้ทุกคนได้เห็นกับตา ทุกคนในเวลายังเคลือบแคลงใจกันอยู่แล้ว ว่า ซุน มีฝีมือคู่ควรกับข้อเสนอที่ให้ไปหรือไม่
และหากทุกคนตัดสินใจทำการทดสอบมัน ก็เท่ากับเป็นการยอมรับเรื่องที่ ซุน ปฏิเสธการเลือกฝ่ายครั้งนี้ไปโดยปริยาย… ถึงจะดูเป็นวิธีการที่บ้าบิ่น แต่ก็นับเป็นทางออกที่ ซุน จะต่อลมหายใจไปอีกหนึ่งเดือน โดยที่หลังจากนี้จะไม่มีฝ่ายใด กล้ารีดเค้นคำตอบจากมันได้อีกเลยตามเงื่อนไข!!”
ใช่ว่า โจวหยิน จะคิดเช่นนี้เพียงคนเดียว คนอื่น ๆ ที่เหลือ พอได้เห็นกับตาก็เริ่มประจักษ์แจ้งแล้วว่าเด็กคนนี้มีไหวพริบเป็นเลิศในการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ยิ่งนัก… สายตาที่ทุกคนจ้องมองมายัง ซุน เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไปอีกเล็กน้อย…
ซุน ขับขานลมปราณสายลมโอบล้อมเรือนกาย ใบหน้านิ่งสงบก่อนจะยื่นมือออกมาตวัดปลายนิ้วเชื้อเชิญ… “แล้วพวกท่านจะสัมผัสได้ด้วยร่างกายตนเอง ว่าสินค้าชิ้นนี้…มีคุณค่ามากพอให้พวกท่านลงทุนหรือไม่?!
ใครจะเข้ามาเป็นคนแรก!!”
……………………………………………