อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 272 ปะทะเพื่อให้ประจักษ์
ตอนที่ 272
ณ ริมทะเลสาบ
“ใครจะเป็นคนแรก!!”
ซุน เผยความเด็ดเดี่ยวห้าวหาญ ท้าทายการทดสอบจาก 5 ผู้เยี่ยมยุทธ ศิษย์หลักชั้นแนวหน้าของพรรคมังกรฟ้า ทายาทของ 5 ตระกูลใหญ่ที่อำนาจปกคลุมไปทั่วพรรค… เจตนาของ ซุน นั้นชัดเจนอยู่แล้ว เหลือก็แต่ทั้ง 5 ที่จะเลือกตัดสินใจในทิศทางใด…
ทั้ง 5 คนนั้นย่อมรู้ดี ว่าหากเริ่มการทดสอบนี้ ก็จะเท่ากับเป็นต้องยอมรับเงื่อนไขที่ ซุน เอ่ยออกมา… ทว่าความคับข้องใจในเรื่องที่ ซุน มีฝีมือจริง ๆ สมควรแก่ข้อเสนอที่ให้ไปหรือไม่นั้น ราวกับมดตัวน้อยที่กัดกินความใคร่รู้ของทั้ง 5 คน
อันที่จริงเรื่องนี้สมควรมีการปรึกษาให้ดีกับทางผู้นำแท้จริงในฝ่ายตนเสียก่อน แต่อย่างไรเสียทั้ง 5 คน ก็นับเป็นตัวแทนผู้นำรุ่นถัดไป หากใครหยิบหยกสื่อสารออกมา จะไม่ดูเป็นผู้ไร้อำนาจตัดใจไปหรอกหรือ?! ซุน ได้สร้างกรอบกติกาขึ้นมาใหม่ ให้กับทั้ง 5 คนนี้ โดยอาศัยการอยู่รวมกับที่ต่างฝ่ายต่างถูกบีบบังคับ ให้ต้องแสดงศักดิ์ศรีของตนเองออกมา…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” เสียงหัวเราะคำรามของ โอวหยางหู่ ดังขึ้น เรียกสายตาของคนอื่น ๆ ให้หันมาจดจ้อง… “ขอชื่นชมความเด็ดเดี่ยวของเจ้าจริง ๆ เอาเช่นนั้นก็ได้!! ฝ่ายรักษาเขตแดน ขอยอมรับเงื่อนไขของเจ้า แต่เรื่องทดสอบนั้นอย่างคิดว่าข้าจะออมมือเพื่อให้ผ่านไปโดยง่าย!!”
โอวหยางหู่ แผ่รัศมีพลังที่น่าหวั่นเกรงออกมา เป็นอีกคนที่ห่างจากชนชั้นลมปราณสีส้มเพียงแค่ครึ่งก้าวเท่านั้น คนผู้นี้ได้ทำการบีบอัดลมปราณจากออร่าให้กลายเป็นวัตถุ ขับเกลาให้กลายเป็นกระบี่ยักษ์ลมปราณเล่มหนึ่ง เจิดจรัสไปด้วยรังสีกระบี่ที่น่ากลัว…
“เตรียมรับมือ… เพลงกระบี่เบิกฟ้า!!”
โอวหยางหู่ จับคว้ากระบี่ลมปราณของตน ห้อทะยานด้วยความเร็วที่ตกใจ การที่ไม่หยิบเอากระบี่ประจำกายแท้จริงออกมา ก็ถือว่าเป็นการออมมือให้ ซุน อย่างที่สุดแล้ว ดังนั้นจึงไม่คิดออมแรงและกระบวนท่า!!
เสียงตวัดฟันของ โอวหยางหู่ ราวกับกรีดเฉือนมวลอากาศสะท้านฟ้าสะเทือนดิน เสียงกู่ร้องของกระบี่แฝงเร้นด้วยจิตวิญญาณบางส่วนที่เริ่มต่อตัว พลังอำนาจที่กดทับลงมานั้น ยังทำให้ชนชั้นลมปราณสีเขียวสามัญต้องทรุดเข่าลง ไม่อาจยืนหยัดเสมอเทียบ…
น่าเสียดายที่ ซุน นั้นห่างไกลจากคำว่าสามัญอยู่มากโข!!
กล้ามเนื้อตัวร่างของ ซุน ขยายใหญ่ขึ้นจนคับอาภรณ์ ดวงตาแห่งพยัคฆ์พลันปรากฏ จุดตันเถียนแฝดหมุนวนรุนแรงราวกับลูกแก้วหยินหยาง ความลับของพลังนี้ ซุน เองก็ยังไม่แน่ชัด รู้เพียงว่ามันได้ขยายขอบเขตร่างกายและลมปราณขึ้นอีกระดับ หากแต่ยังมีแสงสีทองห่อหุ้มเอาไว้มิให้เผยพื้นฐานลมปราณแท้จริงออกมา…
นี่มิใช่การต่อสู้เอาชนะ แต่มันคือการแสดงศักยภาพ!! ฉะนั้นแล้วต่อให้ ซุน จะหลบกระบี่ลมปราณของ โอวหยางหู่ ได้ แต่ ซุน ก็ไม่คิดจะหลบเลี่ยงมัน!! สายลมสีน้ำเงินโอบล้อมแขนขวา กางขยายนิ้วออกก่อเกิดเปลี่ยนรูปลักษณ์ของสายลม ที่กลายเป็นดั่งกงเล็บของพยัคฆ์… ตวัดฟาดฟันปะทะกับกระบี่ลมปราณไปตรง ๆ หอบหิ้วความห้าวหาญที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องใจสั่น
ตูม!!
เสียงปะทะดังกังวาน กระแสลมและรังสีกระบี่ได้ระเบิดออกรอบรัศมี ความรุนแรงนั้นเกินจะพรรณนา แม้แต่ทะเลสาบที่นิ่งสงบ ยังเกิดคลื่นถาโถมซัดตลบขยายเป็นวงกว้าง… ดวงตาของ โอวหยางหู่ เบิกโพลงขึ้น แม้แต่เหล่าผู้สืบทอดคนอื่น ๆ ยังมีลมหายใจที่ถี่กระชั้น
การปะทะทำให้ทั้งกระบี่ลมปราณ และกงเล็กพยัคฆ์แตกสลายไปพร้อม ๆ กัน โอวหยางหู่ ยังยืนหยัดมั่นคงได้ แต่ ซุน นั้นจำเป็นต้องแสร้งถลาถอยไป 3 ก้าว เพื่อให้แนบเนียน ใบหน้าขาดซีดน้อย ๆ แต่ไร้ซึ่งอาการบาดเจ็บภายนอกและภายใน ดวงตาของ ซุน ยังคงเจิดจรัสเปล่งวาบราวตะวัน
โอวหยางหู่ สัมผัสได้ว่ามือขวาของตนนั้นสั่นเทาเบา ๆ เผยความไม่อยากจะเชื่อออกมาว่าอีกฝ่ายจะสามารถตั้งรับได้จริง ๆ โดยไม่บาดเจ็บเลยสักนิด… โอวหยางหู่ แน่นิ่งไปชั่วครู่ใหญ่ ก่อนจะหันหลังถอยกลับไปด้วยย่างก้าวที่เนืองช้า…
“นี่สิ จึงจะสมราคา!!” เสียงของ โอวหยางหู่ ที่เอ่ยชื่นชมแม้จะแผ่วเบา แต่ทุกคนล้วนได้ยินกับหู ทั้งยังเห็นประจักษ์แจ้งแก่สายตายิ่งนัก…
ทันใดนั้น เฉียงจ้าว ก็ได้ตรงเข้ามาต่อเนื่องทันที…
“ฝ่ายวิจัย ขอทดสอบ!!”
ซี่ฟันของ เฉียงจ้าว ได้สยายคมเขี้ยวออกมา ปากนั้นยืดยาวขึ้นอย่างชัดเจน เรือนกายขยายใหญ่ขึ้นอีกระดับทั้งยังปกคลุมไปด้วยเส้นขนสีเงิน… นี่คือร่างสถิตที่เกิดจากการตัดต่อพันธุกรรมเสริมเข้าไปด้วยวิชาการล้ำหน้า…
“ร่างสถิต ราชาหมาป่า!!”
เฉียงจ้าว คำรามเสียงหอนกังวานออกมาราวกับจ่าฝูงที่เรียกรวมพล ออร่าสีเงินรอบกายเกิดการสั่นไหวและได้ก่อรูปหมาป่าสีเงิน 3 ตัว ที่แผ่รัศมีที่ดุร้ายยิ่งยวด แสยะคมเขี้ยวกระโจมตรงเข้าหา ซุน ในทันที เปรียบได้กับจิตวิญญาณแห่งสัตว์ร้ายที่สร้างเรือนกายขึ้นจากลมปราณ มากพอจะฉีกกระชากร่างของยอดฝีมือเบื้องหน้า โดยที่ เฉียงจ้าว ไม่ต้องก้าวออกไปลงมือเอง…
หว่างคิ้วของ ซุน ขมวดเข้าหากัน อีกฝ่ายแสดงสิ่งใดชายหนุ่มหมายมั่นจะตอบโต้ด้วยสิ่งเดียวกันนั้นที่คล้ายคลึง!! ซุน แผ่รัศมีร่างสถิตราชันย์พยัคฆ์ขาว เกิดเป็นสายลมสีเขียวขมุกขมัวก่อรูปเป็นเงาร่างของพยัคฆ์วาตะจากในห้วงความทรงจำแห่งสายลม เงาร่างพยัคฆ์คำรามเสียงอู้ พุ่งเข้าประหัตถ์ประหารกับ หมาป่าสีเงินทั้ง 3 ตัว ขยายคมเขี้ยวและกงเล็บฟาดฟันกันอย่างรุนแรงภายใต้การควบคุมจากระยะไกลของทั้งสองคน
ก่อนที่เงาร่างของพยัคฆ์และหมาป่าที่ห้ำหั่นกันนั้นจะแตกสลายไปพร้อม ๆ กัน ขยายพลานุภาพสยบเป็นแรงระเบิด สะท้านทำลายชั้นบรรยากาศโดยรอบทั้งหมด ซุน ยังคงแสร้งร่นถอยอีก 3 ก้าวเฉกเช่นเดิม แต่ลมปราณในร่างยังแสดงความมั่นคงสุดจะหยั่งถึง…
เฉียงจ้าว คืนร่างกลับเป็นมนุษย์ เผยรอยยิ้มขึ้น…
“นับถือ… นับถือ…”
คราวนี้หญิงงาม ฉู่หลิงฟาง ก้าวเดินออกมาพร้อมกับกลิ่นอายพฤกษาที่คละเคล้าไปในห้วงอากาศ นางได้ทำท่ามุทรา อันเป็นรูปแบบของปรางค์มือรูปแบบหนึ่ง… บางสิ่งบางอย่างกระจายตัวออก แล้วจึงค่อยชัดเจนว่ามันคือเมล็ดพันธุ์ที่ห่อหุ้มไปด้วยพลังลมปราณในการกระตุ้นเติบโต…
จากนั้นระยะห่างสามสิบก้าวของนางไปถึง ซุน ก็ได้บังเกิดหนามแหลมสีดำขนาดใหญ่ราวกับงาช้าง ที่โผล่แหวกพื้นดินออกมาเป็นทางทอดยาวตรงเข้าหาชายหนุ่ม… ซุน ไม่ลังเลที่จะขับขานพรแห่งร่างสถิตสายลมสีคราม สร้างเป็นปราการแห่งสายลมขึ้นมาบนความว่างเปล่าเบื้องหน้า ปิดกั้นเส้นทางของหนามแหลมเหล่านั้น มิให้เข้าถึงตัว สามารถหยุดยั้งสภาวะการเติบโตของพืชหญ้าที่อันตรายนี้ได้อย่างกระชั้นชิด…
ฉู่หลิงฟาง ยกมุมปากที่ทรงเสน่ห์ขึ้นเล็กน้อย…
“หวังว่าจะพบเจอคุณชายซุน ที่หน่วยแพทย์ในอีก 1 เดือน”
เพียงแค่ชั่วเวลาไม่ถึง 10 ลมหายใจเข้าออก ซุน ได้รับมือกับสามยอดฝีมือระดับแนวหน้าของพรรคมังกรฟ้าได้อย่างสมบูรณ์ โดยที่ยังไม่มีบาดแผลใดปรากฏขึ้นมาเรือนกายแม้แต่แผลเดียว มันย่อมสร้างแรงเขย่าคลอนเข้าไปในจิตใจของเหล่าผู้ทดสอบ บ่งชี้ว่านี้มิใช่แค่ความบังเอิญอย่างแน่นอน...
บัดนี้เหลือก็แต่เพียง โจวหยิน และ จูฟงเฟย เท่านั้น!!
ต่อให้อีกสองคนไม่เข้าร่วมการทดสอบ แต่ฝีมือของ ซุน ก็ได้เป็นที่ประจักษ์แจ้งภายใต้การยอมรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว… ไม่มีใครเข้าใจจากสามัญสำนึกได้ว่า เพราะอะไรชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 6 อย่าง ซุน จึงสามารถรับกับพลังของทั้งสามคนก่อนหน้านี้ได้
เห็นได้ชัดว่ากระบวนท่าทั้งหมด แต่จะทุกคนออมมือไปบางส่วนแล้ว แต่ก็มีพลังอำนาจไม่ต่ำกว่าชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นกลาง สามารถสยบชนชั้นลมปราณสีเขียวในใต้หล้าได้อย่างง่ายดาย ดุจดังการฆ่าไก่โดยใช้มีดฆ่าโค… แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นมีดที่คดบิ่น แต่เลือดไก่และขนไก่กลับไม่ร่วง!!
“ร่างสถิตของเจ้านี่ แข็งแกร่งมาก... ทั้งที่ดูแล้วมันไม่น่าจะได้รับการตัดต่อพันธุกรรมด้วยวิทยาการล้ำหน้า แล้วเพราะอะไรถึงได้แข็งแกร่งถึงระดับนี้…” เฉียงจ้าว เอ่ยปากในฐานะที่ได้ทดสอบด้วยตนเอง และเป็นผู้ใช้พลังของร่างสถิตเช่นกัน
“ปราณสายลมของเจ้านั้น ก็ผิดแปลกไปจากทุกคนที่ข้าเคยรับมือ… มันแฝงเร้นไว้ด้วยพลานุภาพสยบบางอย่าง ที่ไม่น่าจะถูกขับขานออกมาได้โดยอาศัยเพียงแค่ลมปราณ หรือว่าเจ้านั่นจะบรรลุเจตจำนงแห่งสายลม?! ทั้งที่มันยังเป็นเพียงแค่ผู้เยาว์เนี่ยนะ” โอวหยางหู่ กล่าวพร้อมกับเผยแววตาสับสนอย่างรุนแรง
ฉู่หลิงฟาง มีรอยยิ้มน้อย ๆ นางหันมอง ซุน สลับกับ ฉีลู่ชิง ที่แสดงแววตาให้กำลังใจอยู่ไม่ไกล... “เป็นหนุ่มน้อยที่น่าสนใจมากจริง ๆ ไม่รู้ว่าทั้งสองคนแอบคบหากันอยู่หรือไม่นะ? ถ้าไม่…ก็แปลว่าข้ายังพอมีโอกาสอยู่งั้นสิ”
ขณะที่ทั้งสามกำลังวิเคราะห์ประเมินกันไปคนละทิศทางอยู่นั้นเอง… จู่ ๆ จูฟงเฟย ก็ระเบิดรัศมีลมปราณชั้นสีส้มที่รุนแรงออกมา กดทับชั้นบรรยากาศโดยรอบทั้งหมดให้หยุดนิ่ง ทุกคนต่างรู้สึกอึดอัดจากพลังที่สูงล้ำกว่า อีกทั้งยังจิตใจสั่นไหวเพราะพลังที่แผ่ขยายออกมานั้น ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย…
“หึหึ… หากให้ข้าที่เป็นชนชั้นลมปราณสีส้มทดสอบด้วยกระบวนท่าเคล็ดวิชา มันก็ไม่เรียกว่าเป็นการทดสอบแล้ว เพราะเจ้าจะต้องตายอย่างแน่นอน... ฉะนั้นข้าจะขอทดสอบเจ้าด้วยพลังกาย!! หากเจ้ารับหมัดข้าที่อาศัยเพียงแค่พลังกายเกื้อหนุนได้ หน่วยรบ ก็จะยอมรับทุกเงื่อนไขของเจ้า!!” จูฟงเฟย เผยรอยยิ้มท่าขนลุก
ร่างกายของชายผู้นี้แม้ไม่ใหญ่โตเฉกเช่น โอวหยางหู่ แต่หากนับเพียงแค่หัวไหล่และแขนสองข้าง ก็เหมือนว่าจะถูกขับเกลามาจนเป็นกล้ามเนื้อสมบูรณ์ ขณะที่ จูฟงเฟย ก้าวเดินไปบนพื้นรอบกายแผ่ล้นไปด้วยไอทมิฬสีดำที่ปกคลุม
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็โล่งใจไม่น้อย เพราะหากต้องรับมือกับพลังของชนชั้นลมปราณสีส้มขึ้นมาจริง ๆ เกรงว่าตนอาจจะเผยพื้นฐานลมปราณที่แท้จริงออกมา แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยื่นเสนอวิธีนี้ ก็นับเป็นอีกเรื่องที่ ซุน นั้นมั่นใจยิ่งไม่ต่างกัน!!
ก่อนจะได้รับพลังของร่างสถิต ซุน ก็มีพลังกล้ามเนื้อที่น่าตะลึงอยู่ก่อนแล้ว จากการฝึกฝนด้วยขวานศิลาอยู่เป็นนิจ และเมื่อได้รับพลังของร่างสถิต ก็ยิ่งเพิ่มพูนพละกำลังขึ้นอีกเป็นเท่าตัว… ซึ่งหากรวมเข้ากับการทรงร่างมหิงสา ที่เป็นวิญญาณกระทิงเผือด พละกำลังของ ซุน ก็ก้าวทะยานสู่ระดับที่มิใช่ขอบเขตของมนุษย์!!
จูฟงเฟย แผดเสียงคำราม พร้อมกับปล่อยหมัดที่ระเบิดชั้นบรรยากาศโดยรอบออกมา มองเห็นราวกับกำปั้นนั้นสามารถขยายใหญ่ขึ้นด้วยจากแรงกดดันที่ทับถมไร้สิ้นสุด ทุกระดับชั้นพลังมวลกล้ามเนื้อจะพัฒนายกระดับ ไปตามพลังลมปราณ ดังนั้นชนชั้นลมปราณสีส้มในใต้หล้าต่อให้ใช้เพียงแค่พละกำลังก็มากพอจะสยบผู้คนได้แล้ว… ซุน รีดเค้นพลังกายทั้งหมด พร้อมกับทรงร่างมหิงสาจนกล้ามเนื้อขยายขึ้นอีกระดับ อาภรณ์รัดตึงจนเหมือนจะปริแตก แผ่กลิ่นอายของสัตว์ร้ายทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ระเบิดกำปั้นสะท้านฟ้าสะเทือนดินออกไปเช่นกัน
หมัดทั้งสอง พุ่งเข้าปะทะกันอย่างหาญกล้า!! เสียงตูม! ดังขึ้นหนึ่งครั้ง ร่างของ ซุน และ จูฟงเฟย ก็ถลาถอยไปพร้อม ๆ กันอย่างทัดเทียม… จูฟงเฟย ฉายแววตาตื่นตระหนกออกมา ทั้งที่ จูฟงเฟย มั่นใจในพละกำลังของตนเองอย่างเต็มเปี่ยม มือขวาของมันยังรู้สึกด้านชากระดูกลั่นดัง ราวกับว่าเมื่อครู่ตนได้ต่อยเข้าปะทะกับวัวกระทิงยักษ์ที่พุ่งเข้ามาชนก็ไม่ปาน...
“ขอบคุณศิษย์พี่จูฟงเฟย ที่ออมมือ…” ซุน เอ่ยปากดักทางเอาไว้ก่อนล่วงหน้า
“เจ้านี่มันสัตว์ประหลาดชัด ๆ!!” จูฟงเฟย เค้นเสียงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
ยามนี้สายตาทั้งหมด จึงหันไปตกอยู่ที่ โจวหยิน!! ผู้ทดสอบคนสุดท้าย… ต่อให้เหล่าผู้สืบทอดทุกคนในที่นี้จะกล่าวได้อย่างเต็มปาก ว่า จูฟงเฟย นั้นแข็งแกร่งที่สุดในรุ่นนี้แล้ว… ทว่าหากเอ่ยถามว่าใครคืออัจฉริยะในการต่อสู้ที่แท้จริง ทุกคนย่อมกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน คน ๆ นั้นก็คือ โจวหยิน!! ชายหนุ่มที่สามารถเรียกปลุกจิตวิญญาณแห่งกระบี่ด้วยตนเอง และบรรลุครึ่งก้าวสู่เจตจำนงแห่งกระบี่ตั้งแต่อายุยังน้อย…
โจวหยิน ก้าวเดินเข้ามาหา ซุน ด้วยความนิ่งสงบ ก่อนจะหยิบเอากระบี่สีดำสนิทออกมาจากแหวนมิติ กระบี่เล่มนี้ห่างไกลจากคำว่าสามัญไปอย่างมากมาย เพราะมันเป็นกระบี่ที่สร้างจากเปลือกคราบของ ราชันย์มังกรทมิฬ คุณสมบัติของโลหะคงกระพันชนิดพิเศษนั้น ไม่ต่างจากกระบี่ดำราชวงศ์ที่ ซุน ครอบครอง อีกทั้งกระบี่ดำของ โจวหยิน ยังได้รับการเสริมอักขระเข้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นหากให้เทียบกันถึงระดับ จึงเหนือกว่ากระบี่ดำราชวงศ์ของ ซุน ไปอีกขั้นหนึ่งด้วยซ้ำ…
“หยิบอาวุธของเจ้าออกมา… ในฐานะมือกระบี่ หากข้าไม่ใช้กระบี่ ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นการทดสอบ...” โจวหยิน กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แน่นหนัก
ซุน ถอนหายใจเบา ๆ ออกมาอย่างปลดหลง… “เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้… แต่พอดีว่าข้ามันฐานะยากจน ไหนเลยจะมีกระบี่ดี ๆ อย่างศิษย์พี่โจวหยิน…”
กระบี่ที่ ซุน หยิบออกมา คือกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ กระบี่โบราณเก่าแก่ ที่เต็มไปด้วยคมทื่อและรอยบิ่น…
…………………………………………