อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 273 เสียงของกระบี่ในมือ
ตอนที่ 273
เหนือขึ้นบนท้องฟ้า…
เฒ่าชีเปลือย ในช่วงนี้ผลุบ ๆ โผล่ ๆ ไม่ค่อยได้พบเจอตัวนัก ราวกับชายชราเห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจในพรรคมังกรฟ้าแห่งนี้ ทว่ามีเรื่องที่เหลือเชื่ออยู่เช่นกัน ที่วิชาอาคมระดับ เฒ่าชีเปลือย ก็ยังไม่สามารถเข้าไปใน เขตจันทรา ได้ ราวกับว่าม่านพลังที่โอบล้อมนั้น สามารถปิดกั้นได้แต่แม้ดวงวิญญาณระดับสูงมิให้ลอดผ่านเข้าไป ดังนั้นยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เขตสุริยา ที่อยู่ลึกเข้าไปอีกระดับ…
“ม่านพลังโบราณ ไม่ได้ถูกสร้างจากอาคม แต่สร้างจากพื้นฐานลมปราณชนชั้นลมปราณสีรุ้งอาณาจักรนิรันดร์… เช่นนั้นแปลว่ามันถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ยุคสมัยเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนงั้นสินะ โดมยักษ์กำแพงวายุอัสนีที่ครอบคลุมเขตมหาสมุทรกิเลนอัสนีว่าน่าทึ่งแล้ว ม่านพลังของที่นี่ก็น่าทึ่งไม่ต่างกัน ด้วยขอบเขตแห่งอาณาจักรนิรันดร์ สิ่งเหล่านี้จึงไม่มีวันเสื่อมสลายแม้กาลเวลาจะผ่านเลยไปนับหมื่นปี…
สามผู้ยิ่งใหญ่เผ่ามนุษย์ เล้งซาน เหว่ยถู และ กุ่ยเยี่ยซา แต่ละคนที่สรรสร้างสิ่งเหล่านี้ได้ ฝีมือไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ ทว่า…ข้าเองก็ใช่จะสามัญ!! ข้าไม่เชื่อว่าข้าจะหาทางเปิดมันไม่ได้!!” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยกับตนเองพร้อมรอยยิ้มชั่วร้าย ราวกับกำลังท้าทายพลังอำนาจในอดีต จากนั้นก็กลายเป็นเส้นแสงสีดำหายวับไป…
ณ ริมทะเลสาบ...
ทันทีที่ ซุน ดึงเอากระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ออกมา แสงสีทองที่เจิดจรัสก็สาดประกายความเหลื่อมล้ำ แผ่ซ่านไปด้วยรังสีศาสตราและจิตวิญญาณแห่งกระบี่ที่เรียกได้ว่าสุกงอมจนถึงขีดสุด แตกต่างไปจากจิตวิญญาณแห่งกระบี่ดำของ โจวหลิน ที่อยู่ในขั้นที่รูปลักษณ์ชัดเจนได้ไม่นาน...
ส่งผลให้ โจวหลิน มีสายตาที่แปรเปลี่ยนไปเมื่อได้มองเห็น
“ศาสตราโบราณ จิตวิญญาณที่ต้องสาป!!”
หากจะให้กล่าวถึงระดับขั้นความสัมพันธ์ของจิตวิญญาณแห่งศาสตราและตัวผู้ถือครองนั้น สามารถแบ่งระดับขั้นออกมาได้ถึง 5 ระดับที่แตกต่างกัน… ขั้นแรกคือการก่อรูปจิตวิญญาณ ขั้นสองคือความชัดเจนของจิตวิญญาณสมบูรณ์ ขั้นสามคือการสื่อสารที่ตัวผู้ถือครองและจิตวิญญาณที่ห้วงสำนึกผูกพัน ขั้นสี่คือการเชื่อมโยงสูงสุดจนเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณแห่งศาสตรา…
และขั้นสุดท้ายราวกับเป็นระดับขั้นมายาในตำนานที่เคยถูกกล่าวถึงบอกเล่า แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าสามารถไปถึงขั้นนั้นได้ นั่นคือการหลอมรวมกายและศาสตราให้เป็นหนึ่ง… คนอยู่ศาสตราดำรง คนม้วยศาสตราแหลกสลาย!!
เตียมู่หยง ที่ถูกเรียกว่า เทพกระบี่ ได้แตกฉานบรรลุถึงความสัมพันธ์ขั้นที่สี่ กลายเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณแห่งศาสตรา ทักษะน่ากลัวถึงขั้นสลับเปลี่ยนตำแหน่งของตนเองและกระบี่ได้ในชั่วพริบตา เพียงแค่การรู้แจ้งในระดับนี้ ทั่วทั้งยุทธภพจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ยังปรากฏไม่ถึง 5 คน… หน้าประวัติศาสตร์ที่เคยจารึกไว้ได้กล่าวกันว่า ผู้ที่ไปถึงขั้นมายาในตำนานนั้น มีเพียงแค่ผู้ยิ่งใหญ่ เหว่ยถู กับ ง้าวเขากิเลนเทพอัสนี ที่ถือครองเท่านั้น…
การจะสร้างจิตวิญญาณแห่งศาสตรา ขอเพียงแตกฉานรู้แจ้งและผูกพันกับศาสตราระดับสูง ผู้ใดก็สามารถที่จะทำได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลาหลายสิบปี กว่าจะก้าวไปได้ถึงความสัมพันธ์ขั้นแรก การก่อรูปจิตวิญญาณ… ทว่าหากเกิดมาพร้อมกับโชคชะตาให้เป็นที่รักของศาสตราแล้วล่ะก็ จะก้าวเข้าสู่การก่อรูปจิตวิญญาณได้ตั้งแต่แรกเริ่ม!! เจี่ยโย่วเทียน สหายของ ซุน ก็ติดอยู่ในขั้นนี้และกำลังพยายามยกระดับให้ไปถึงขั้นที่สอง…
และยิ่งหากได้รับศาสตราระดับสูงมาถือครองตั้งแต่ช่วงวัยที่ยังเล็ก โอกาสจะใช้เวลาที่สั้นกว่าในการก้าวขึ้นเป็นขั้นสองความชัดเจนของจิตวิญญาณก็จะมีมากยิ่งขึ้น!! ซึ่งทั้งตัวของ โจวหยิน อยู่ในขั้นนี้ผ่านการฝึกฝนอยู่กับกระบี่ดำมาตั้งแต่เยาว์วัย
ซุน ก็อยู่ในขั้นที่สองนี้เช่นกัน แต่สำหรับ ซุน เป็นกรณีพิเศษ ที่จิตวิญญาณต้องสาปของกระบี่ทอง ได้ยอมรับในตัวของ ซุน ตั้งแต่แรกเริ่ม ผนวกกับกระบี่ทองมีจิตวิญญาณดั้งเดิมที่กล้าแกร่งอยู่แล้ว จึงทำให้ก้าวล้ำความสัมพันธ์ขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์
แม้จะคล้ายว่า โจวหยิน และ ซุน อยู่ในระดับความสัมพันธ์ขั้นที่สองเหมือนกันก็จริง แต่ยังมีความแตกต่างในอีกเรื่องหนึ่ง… นั่นก็คือ ซุน เคยได้สัมผัสและสื่อสารกับ จิตวิญญาณแห่งศาสตราของกระบี่ทองมาครั้งหนึ่งแล้ว ในห้วงมิติโลหิต(ตอนที่ 236) แม้ว่านั่นจะเป็นการพบเจอกันในช่วงสั้น ๆ แต่มันก็ได้ยกระดับความสัมพันธ์ของ ซุน และกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ไปอย่างมหาศาล จึงทำให้ ซุน ห่างจากความสัมพันธ์ขั้นที่สาม การสื่อสารห้วงสำนึกผูกพันอีกเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น…
ซุน วาดกระบี่แผ่วเบาราวกับสายธารา อ่อนช้อยแต่แฝงเร้นไว้ด้วยความอันตราย ทำให้ โจวหยิน ต้องกดหัวคิ้วต่ำลงอย่างอดไม่ได้… “ข้านึกออกแล้ว… ซางกวานเฉิน อัจฉริยะด้านเพลงกระบี่ในรุ่นเยาว์ เคยพ่ายแพ้ให้กับเจ้าในการประลองที่วังหลวง เจ้านั่นเป็นสมาชิกของฝ่ายตรวจการ มันเคยเล่าให้ฟังว่า เจ้ามีวิถีกระบี่อันแปลกพิสดารแต่กลับแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ
ดูท่าข้าคงต้องขอสัมผัสด้วยตนเองเสียแล้ว!!” โจวหยิน ใช้ท่าร่างกระบี่นำคนตามรอย พวยพุ่งดุจลูกเกาทัณฑ์ที่ออกจากแล่ง พริบตาก็ก้าวเข้าสู่ระยะของคมกระบี่ ซุน ตวัดฟาดฟันจนเกิดเงาสีทองเป็นประกายเส้นแสง
เกร้ง!
เสียงโลหะที่กระทบกันดังแสบแก้วหู หากแต่นั่นยังเป็นเพียงกระบี่ลวง!! โจวหยิน ใช้แรงปะทะเพื่อหมุนกายสะบัดร่างว่องไว เปลี่ยนทิศกระบี่เกิดเป็นเงาสีดำที่ทอดยาวเป็นวงคลื่น ซัดโถมเปลี่ยนวิถีกระบี่ไปอยู่เหนือศีรษะ… ดวงตาของ ซุน มีประกายประหลาดใจขึ้น ชายหนุ่มไม่สามารถใช้กระแสลมปราณอ่านการเคลื่อนไหวของ โจวหยิน ได้เลย เพราะถูกรังสีวงคลื่นสีดำบดบังจนปรวนแปร… “สมแล้วที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะ!!”
ซุน อาศัยปฏิกิริยาตอบสนองจากสัญชาตญาณเพื่อตั้งรับอย่างเฉียดฉิว กระบี่สองเล่มผลักดันกันจนคลื่นที่สะท้านมีแสงสีทองและเงาสีดำสลับซับซ้อนกระจายออกไป… “ศิษย์พี่โจวหยิน… นี่นับเป็นกระบี่ที่สองแล้วนะ?!”
โจวหยิน ยกมุมปากขึ้น… “เรื่องเงื่อนไขของเจ้า ฝ่ายตรวจการของข้าขอยอมรับ… ดังนั้นนับจากนี้ไปจะมิใช่การทดสอบเจ้า แต่จะเป็นการฝึกซ้อมของพวกเรา!! วิถีแห่งกระบี่ของข้าคือ ‘เท็จจริงเป็นหนึ่งเดียว’ ฉะนั้นเจ้าจงแสดง วิถีกระบี่ของเจ้าออกมาให้ข้าได้เห็น ว่าเจ้าจะรับมือกับพลัง 5 ส่วนของข้าได้ถึงระดับใด!!”
โจวหยิน ใช้พลังลมปราณเพียงครึ่งเดียวของทั้งหมด แต่ก็เทียบเท่าได้กับพลังของชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นกลางอยู่ดี ท่วงท่าของ โจวหยิน นอกจากจะเฉียบคมอย่างถึงที่สุดแล้ว ยังแยกไม่ออกว่ากระบี่ใดคือกระบี่ลวง กระบี่ใดคือกระบี่จริง หลอกหลอนสัมผัสของคู่ต่อสู้ให้เสียสมาธิไปอย่างมหาศาล…
เสียงปะทะของสองกระบี่ดังกังวานต่อเนื่อง… ซุน ตั้งรับหลายสิบเพลงกระบี่อย่างทุลักทุเล ความเหนือชั้นของ โจวหยิน มากกว่า เจี่ยโย่วเทียน และ ซางกวานเฉิน ที่ ซุน เคยประมือมาอย่างเปรียบเทียบกับไม่ได้… เงากระบี่ยังครอบฟ้าคลุมดินไหลเวียนโถมซัดเข้ามาอย่างไม่รู้จบ จิตวิญญาณในกระบี่ดำของ โจวหยิน ราวกับสัตว์ร้ายที่แสนเจ้าเล่ห์ มีทั้งเท็จและจริงสลับหมุนวน เกื้อหนุนวิถีแห่งกระบี่ให้พรั่งพรูความสามารถ…
ทว่าคนที่ตกใจกลับมิใช่เพียงแค่ ซุน เท่านั้น แม้แต่ โจวหยิน ก็ยังเผยความอึ้งงัน ในเชิงกระบี่ของระดับหมู่ศิษย์ น้อยคนนักที่จะสามารถตั้งรับตนได้นานถึงเพียงนี้ อย่างมากเพียง 5-6 กระบวนท่า ก็จะถูกกระบี่ลวงเล่นงานจนสมาธิแตกซ่าน เปิดช่องโหว่ให้เผด็จศึกได้แล้ว… แต่ชายหนุ่มตรงหน้าที่อายุน้อยกว่าตนเกือบ 10 ปีผู้นี้ สามารถยืนหยัดตั้งมั่นไม่เผยช่องโหว่ให้เห็นสักนิดเดียว การเคลื่อนไหวยังรับกุม ถึงขั้นที่สามารถแทงกระบี่สวนกลับมาหาตนได้เป็นระยะด้วยซ้ำ…
เหล่าผู้สืบทอดคนอื่น ๆ ย่อมรู้ซึ้งถึงพลังฝีมือของ โจวหยิน เป็นอย่างดี ต่อให้ใช้พลังเพียงแค่ 5 ส่วน แต่การที่จะมีคนรับมือกับ โจวหยิน ได้นานถึงเพียงนี้ ภายในหมู่ศิษย์หลักพรรคมังกรฟ้าจำนวนหลายพันคนนั้น สามารถชี้นับได้เพียงไม่กี่คนด้วยซ้ำ!!
“เจ้านี่มิได้มีดีเพียงแค่ร่างสถิตชั้นเลิศ ปราณธาตุสายลมขั้นสูง หรือพลังกายที่มหาศาล กระทั่งเพลงกระบี่ของเจ้านั่น ก็แตะย่างถึงขั้นรู้แจ้งเทียบเคียง โจวหยิน เชียวงั้นหรือ!! มันจะยังมีคนที่ความสามารถสมบูรณ์ พร้อมในทุกด้านครอบคลุมอยู่ในตัวคนเพียงคนเดียวได้จริง ๆ งั้นหรือ!!” โอวหยางหู่ ถึงกับสูดลมหายใจดังเฮือก ๆ ติดต่อกัน
คนอื่น ๆ ต่างก็อับจนวาจา เผยแววตาไม่อยากจะเชื่ออยู่เนือง ๆ ยามมองมาที่ ซุน
ซุน ถูกกดดันอย่างหนัก หากเป็นการรับมือ 1-2 กระบวนท่าก็ว่าไปอย่าง หากแต่พอเป็นการเปรียบวัดตรง ๆ ด้วยการต่อสู้ยืดเยื้อ ทั้งอีกฝ่ายยังร้ายกาจระดับยอดฝีมือ จนทำให้ในบางครั้ง ซุน เกือบจะเผยปลดปล่อยพื้นฐานแท้จริงออกมา…
“ไม่ได้การแล้ว… แบบนี้ความลับต้องถูกเปิดเผยออกมาแน่…”
ซุน ขมวดคิ้วมุ่นครุ่นคิดอยู่ในใจ… ต่อให้ ซุน แสร้งยอมแพ้ไปทั้งอย่างก็คงไม่ได้ให้ภาพลักษณ์เสื่อมเสียอะไรนัก ทุกฝ่ายย่อมประจักษ์แจ้งไปแล้วว่า ซุน นั้นมีความสามารถอย่างแท้จริง… ทว่าอีกใจหนึ่งของ ซุน กลับรู้สึกว่าไม่อยากที่จะยอมแพ้ทั้งอย่างนี้ เป็นทิฐิของผู้ฝึกยุทธที่ถูกปลูกฝังอัดแน่นในจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้…
ในเมื่อกระบี่ทั้งสองเล่ม มีจิตวิญญาณแห่งศาสตราอันก่อรูปชัดเจนสิงสถิตอยู่… ก็มิต่างอะไรกับดวงวิญญาณสองดวงที่ต้องมาเผชิญหน้าห้ำหั่น ในส่วนของผู้ถือครองก็ถือเป็นเรื่องของเคล็ดวิชาที่เข้าปะทะกัน… แต่ในส่วนของศาสตราก็คือศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิที่กำลังปะทะ!!
กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ สั่นระรัวเมื่อฟาดฟันเข้ากับกระบี่ดำของ โจวหยิน… ความแข็งแกร่งของกระบี่ทองไม่มีทางด้อยกว่า แต่เพราะมันเก่าแก่และชำรุด เป็นเพียงซากศาสตราที่ถูกทิ้งร้างไว้หลายหมื่นปี รู้สึกเหมือนกับว่าตนนั้นเป็นอดีตจอมทัพที่หย่าสงครามไปเนิ่นนาน กลับต้องมาเผชิญหน้าขุนศึกรุ่นใหม่ที่หาญกล้าพยายามท้าทาย…
การต่อสู้ได้ปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกที่เคยเลือนรางของกระบี่ทอง ให้กระจ่างแจ้งมากยิ่งขึ้น… ซุน สัมผัสได้ถึงความร้อนจากตัวกระบี่ที่พุ่งสูง รับรู้ได้ถึงความกระวนกระวายที่แผ่ซ่านมาทางจิตวิญญาณ ชายหนุ่มมั่นใจว่านี่มิใช่เรื่องปกติ ขณะที่กำลังฝืนรับมือ จึงมุ่งเน้นการร่นถอยฉากหลบมากขึ้น จากนั้นก็เข้าฌานตั้งมั่น เพ่งพินิจเพื่อให้ขยายขอบเขตความสัมพันธ์…
“กระบี่ทอง… ท่านพยายามจะบอกอะไรข้า?!”
หากเป็นผู้ใช้กระบี่ทั่วไป การที่จะผ่านความสัมพันธ์ขั้นที่สาม สื่อสารผ่านห้วงสำนึกกับจิตวิญญาณศาสตราได้นั้น เรียกได้ว่าใช้เวลามากมายอย่างถึงที่สุด อาจจะ 10 ปี 20 ปี 50 ปี หรืออาจมากถึง 100 ปี!! เพราะต่อให้จิตวิญญาณถูกสร้างอย่างชัดเจนแล้ว ผู้ถือครองก็ไม่มีทางมองเห็นรูปลักษณ์ทางจิตวิญญาณแห่งศาสตราได้โดยง่าย เว้นเสียแต่จะเป็นศาสตราที่แข็งแกร่งและสูงล้ำมาก ๆ เฉกเช่น กระบี่สวรรค์โลหิต ที่มีพลังอำนาจมากพอจะสร้างห้วงมิติโลหิตเป็นของตนเองได้…
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้ถือครอง ไม่สามารถจินตนาการรูปลักษณ์แท้จริงของจิตวิญญาณแห่งศาสตราออกมาได้ในคราเดียว ต้องใช้ระยะเวลาในการลบเลือนความพร่ามัวอันเป็นหมอกหนาทึบ เพื่อให้เห็นเรือนกายที่ละส่วนของจิตวิญญาณแห่งศาสตราไปตามกาลเวลาที่ยาวนาน จนกว่าจะมองเห็นรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์ของจิตวิญญาณได้ จึงจะสามารถสื่อสารถึงกันได้…
ทว่าในเมื่อ ซุน เคยได้เห็นรูปลักษณ์แท้จริงของกระบี่ทองนี้มาแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสร้างภาพในจินตนาการขึ้นมาเลย แต่อาศัยการทบทวนห้วงความทรงจำที่เคยพบเจอ หญิงสาวสวมชุดเกราะสีทองโบราณที่ชำรุดไม่สมประกอบ เรือนกายส่องสว่างเจิดจรัสในวันนั้น… จนทำให้เกิดเป็นเงาร่างหญิงสาวที่เดินฝ่าหมอกหนาตรงเข้ามาหา ซุน ในห้วงสำนึก เผยให้เห็นสายใยแห่งสัมพันธ์ที่ถูกยกระดับขึ้นมา…
“ได้ยินเสียงของข้าแล้ว ใช่หรือไม่…” เสียงของนางจากที่แผ่วเบา เริ่มค่อย ๆ แจ่มชัดในห้วงสำนึกของ ซุน นั้นฉายดวงตาแห่งความไม่อยากจะเชื่อออกมา ไม่คิดว่าจะมีวันที่ตนสามารถได้ยินเสียงของศาสตราที่ถืออยู่ในมือจริง ๆ
ภาพการต่อสู้ที่ด้านนอก ซุน นั้นเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมที่เข้าปะทะห้ำหั่นกับ โจวหยิน ด้วยความห้าวหาญ เวลานี้เอาแต่คอยหลบหนีไปมา ใครที่จับตามองมาตั้งแต่แรกก็ล้วนรู้สึกได้ว่า ซุน กำลังถูกกดดันจนเอาแต่ร่นถอย… อรรถรสในการต่อสู้จึงสูญเสียไปน่าเสียดาย สะท้อนความรู้สึกว่า ซุน อาจมิได้ห้าวหาญชาญชัย อย่างที่หลายคนคิด…
“สุดท้ายก็เอาแต่หนีหรือนี่… คงมาได้เท่านี้แล้วกระมัง…” โอวหยางหู่ กล่าวพลางส่ายหน้าเบา ๆ แม้จะรู้ว่า ซุน ไม่มีโอกาสชนะ แต่คิดว่าต่อให้พ่ายแพ้ก็ควรจะแพ้อย่างมีศักดิ์ศรีมากกว่านี้ แม้จะยอมรับกระบี่สักครั้ง โจวหยิน ก็คงไม่ได้ลงมือหนักหน่วงอะไร…
ทว่าทาง โจวหยิน ทั้งที่ตนเป็นฝ่ายกดดัน ซุน แต่ลางสังหรณ์บางอย่าง กลับรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวที่ผิดแผกไปนี้มิใช่การหลบหนี แต่เป็นการยื้อเวลา!! สัญชาตญาณของ โจวหยิน กำลังร่ำร้องออกมาว่า จงรีบหาทางเผด็จศึกในครั้งนี้ซะ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป…
………………………………….