อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 277 ศพหลอมระดับ 4
ตอนที่ 277
เพล้ง! เสียงถ้อยชาชั้นเลิศหลุดร่วงจากมือจนตกแตก…
จูห้าวชง จู่ ๆ ก็สัมผัสได้ความหนาวเหน็บก็คืบคลานปกคลุม เรือนกายนั้นสั่นเยือกไปทั้งร่าง!! ยิ่ง จูห้าวชง มีสัมผัสรับรู้แห่งวิญญาณที่แรงกล้ามากเท่าใด มันก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวมากไปเท่านั้น!!
แม้ว่า จูห้าวชง จะยังมองไม่เห็นการปรากฏตัวของ เฒ่าชีเปลือย ที่เข้ามาทางด้านหลังเฉกเช่นคราวก่อน(ตอนที่ 117) แต่ชายชรากลับสามารถจดจำความรู้สึกที่น่าขนลุกเช่นนี้ได้เป็นอย่างดี ราวกับว่ามันได้ถูกสลักความหวาดกลัว ให้หยั่งรากลึกลงไปถึงจิตใต้สำนึก… แม้ตบะของ เฒ่าชีเปลือย ในเวลานี้จะเทียบไม่ได้กับครั้งก่อน แต่ จูห้าวชง ที่เคยสัมผัสช่วงเวลาที่แข็งแกร่งถึงขีดสุดในอดีตมาแล้ว ย่อมไม่กล้าเคลือบแคลงใจใด ๆ ทั้งสิ้น…
“ปะ…เป็นไปไม่ได้ ทำไมถึงอยู่ที่นี่!! ทะ…ท่านผู้ยิ่งใหญ่!!”
“หึหึ… ยังจดจำข้าได้งั้นสินะ เช่นนั้นก็ดีแล้วจะได้คุยกันง่ายขึ้น…” เฒ่าชีเปลือย กล่าวพลางสวมกอดอด หากอีกฝ่ายไม่มีสัมผัสแรงกล้าในทางวิญญาณ เฒ่าชีเปลือย ก็คงไม่อาจแสดงพลานุภาพสยบออกมาได้มากถึงเพียงนี้
“เคล็ดวิชาที่เจ้าให้ไปในคราวก่อน นับว่ายอดเยี่ยมไม่เลว… ทว่าข้าอยากได้เนื้อความที่มันถูกแปลออกมาแล้วในภาษาของเจ้าในปัจจุบัน และข้ารู้ว่าเจ้าเองก็น่าจะยังมีมันอยู่ เข้าใจความหมายที่ข้าพูดหรือไม่?!”
จูห้าวชง สูดลมหายใจลึก ก่อนจะผงกศีรษะระรัวนับครั้งไม่ถ้วนราวกับไก่จิกข้าวสาร... ชายชราแม้จะอย่างโหยไห้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความหวาดกลัวที่จับใจนี้ได้ สะบัดมือเพียงครั้ง ตำราฉบับคัดลอกที่มีการแปลเนื้อความเอาไว้แล้ว ก็ได้ปรากฏเบื้องหน้า…
เฒ่าชีเปลือย เผยรอยยิ้มก่อนจะดึงเอาตำราคัดลอกนี้มาเปิดดู…
“อะไรกัน?! แปลไว้เพียงแค่ศพหลอมระดับ 5 เท่านั้นเองหรือ?!”
“ระ…เรียนท่านผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความสัตย์จริง ทรัพยากรของยุทธภพ มีมากที่สุดเพียงแค่การหลอมศพระดับ 5 เท่านั้น ผู้น้อยจึงแปลเนื้อความไว้เพียงเท่านี้…” จูห้าวชง รีบเอ่ยตอบแก้ต่าง ราวกับตนได้กระทำความผิดมหันต์
เฒ่าชีเปลือย ส่งเสียง อืม ยาว ๆ ออกมา
“ก็พอจะเข้าใจได้… ไว้ข้าคิดถึงเจ้าเมื่อไหร่ จะแวะเวียนมาหาใหม่ก็แล้วกัน… และหากเจ้าแพร่งพรายเรื่องการดำรงอยู่ของข้าให้ผู้อื่นได้รับรู้แล้วล่ะ เจ้าจงจำไว้ว่าหูตาของข้ากว้างไกลนับหมื่นลี้!!”
ชั่วพริบตาเดียวความรู้สึกหนาวเย็น และแรงกดดันทั้งหมดก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง… หากแต่ จูห้าวชง กลับยังคงร่างสั่นเยือกมิเจือจาง ทำได้เพียงหันมองกลับยังความว่างเปล่าด้านหลังเท่านั้น ชายชรารู้สึกราวกับอายุขัยของตนหดหายไปหลายปี อีกทั้งเส้นผมบนศีรษะ ก็ได้หลุดร่วงลงมาอีกหลายกระหย่อม
“ทะ…ทำไมปีศาจน่าสะพรึงตนนั้น ถึงมาอยู่นี่ได้กัน!! บัดซบเอ้ย ชีวิตข้าจบสิ้นแล้ว!!” จูห้าวชง ส่งเสียงคล้ายโหยไห้ออกมา ยิ่งนึกถึงคำพูดทิ้งท้ายของอีกฝ่ายว่าจะแวะเวียนมาหาใหม่ ใบหน้าชายชราก็ขาวซีดประหนึ่งซากศพ หมดสิ้นราศีของ เจ้าตำหนักลับ ไปในทันที…
ก่อนที่ จูห้าวชง จะฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ว่าการพบเจอปีศาจน่าสะพรึงตนนี้เมื่อคราวก่อน ผู้ที่อยู่ใกล้ ๆ ในจุดนั้นก็คือ ซุน แมวสวรรค์ที่เป็นเป้าหมาย… ซึ่งเมื่อ ซุน เข้ามาในพรรคมังกรฟ้า จู่ ๆ ก็ได้ปรากฏปีศาจตนนี้หวนกลับมาอีกครั้ง… ดวงตาของ จูห้าวชง ค่อย ๆ เบิกกว้างเมื่อนึกถึงความเชื่อมโยงไม่ยังไม่มีหลักฐาน ก่อนจะสะบัดหน้ารัวเร็วรอบหนึ่งลบเลือนความคิดเหล่านั้นทิ้งไป…
“มันเพียงแค่เรื่องบังเอิญน่า… ปีศาจน่าสะพรึงตนนั้น มันจะเกี่ยวข้องกับเจ้าเด็กที่ชื่อ ซุน ไปได้ยังไงกัน?! ข้าคงไม่ดวงซวยอับโชค ฟาดเคราะห์กรรมหนักหน่วงถึงระดับนั้นเป็นแน่…” ชายชราพยายามมองในแง่ดี ก่อนจะถอนลมหายใจยาวออกมาพรืดหนึ่งด้วยความปลดปลง…
……………………..………………………
ถ้ำอาคม…
เฒ่าชีเปลือย ปรากกฎตัวขึ้นจากความว่างเปล่าที่พร่าเลือน… ซุน ที่กำลังหลอมศพร่างใหม่ที่เคยเก็บเกี่ยวมา ก็ได้ชำเลืองมองเล็กน้อย นับตั้งแต่ที่ เฒ่าชีเปลือย เอ่ยปากว่าจะไปเยี่ยมเยือนคนรู้จัก ก็หายตัวไปยังไม่พอธูปหมดดอกเสียด้วยซ้ำ…
“รวดเร็วเพียงนี้ แปลว่าคว้าน้ำเหลวงั้นสินะ…” ซุน เอ่ยทักขึ้นเพราะมิได้คาดหวังมาตั้งแต่แรก... ทว่า เฒ่าชีเปลือย กับหัวเราะเสียงดัง ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ก่อนจะดึงเอาตำราแปลที่คัดลอกมา โยนลงไปตรงหน้าของชายหนุ่ม…
“กราบกรานข้าเสียสิ?!”
“!!!!!!!!!!” ชายหนุ่ม ถึงกับอึ้งตะลึงงัน รีบหยิบเอาตำราดังกล่าวมาเปิดพลิกอ่านเพื่อศึกษาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จิตใจจะเต้นระส่ำขึ้นมาอีกครั้ง หลุดเสียงหัวเราะออกมาเช่นเดียวกัน… “นี่เจ้าทำได้ยังไงกันเนี่ย!!”
“หึหึ… ก็บอกแล้วว่ามันเป็นความบังเอิญ หรือไม่ก็อาจเป็นโชคชะตา… เม็ดพันธุ์แห่งความหวาดกลัวที่ข้าเผลอหว่านเอาไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ คิดไม่ถึงว่าจะยังสามารถสร้างคุณประโยชน์ในภายหลังได้ ยุทธภพนี้อาจไม่กว้างอย่างที่คิด หรือไม่เช่นนั้นก็คงเป็นเรื่องของศัตรูที่เส้นทางเดินคับแคบ จึงทำให้หวนกลับมาบรรจบกันอีกครั้ง…” เฒ่าชีเปลือย ส่ายหน้าอย่างปลดปลง ตนก็มิได้คาดหวังว่าจะบังเอิญเช่นเดียวกัน
นับจากวันนี้… ตลอดหลายวัน ซุน ก็ไม่ได้ก้าวขาออกไปจาก ถ้ำอาคม อีกเลย ใช้เพียงหยกสื่อสารโบราณติดต่อกับมิตรสหายด้านนอกเพื่อไม่ให้ห่วงกังวลเรื่องของตน… ตั้งแต่ในช่วงที่บุกฐานลับกลุ่มมังกรทองที่หุบเขาสายลมสวรรค์ ซุน ก็สูญเสียร่างศพหลอมไปมากมาย เลยอาศัยช่วงเวลานี้สร้างกองกำลังศพหลอมชุดใหม่ทดแทน ผนวกกับศึกษาตำราฉบับคัดลอกที่ถูกแปลอย่างจริงจังอีกครั้ง จนถึงระดับจดจำได้ในทุกตัวอักษร…
ถ้ำอาคมแห่งนี้ ยังกว้างขวางมากพอให้ ซุน กวัดแกว่งกระบี่ได้ในระดับหนึ่ง จึงทำการสื่อสารกับจิตวิญญาณแห่งกระบี่รุ่งอรุณ เพื่อที่จะฝึกฝนเพลงกระบี่รุ่งอรุณสีทอง 7 กระบวนท่าไปพลาง ๆ วันเวลาผ่านล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว จวบจนสิบวันต่อมา…
ฉีลู่ชิง ได้นำทรัพยากรตามที่ ซุน ไหว้วานให้ช่วยเสาะหาอย่างครบถ้วนไม่ขาดตก อีกทั้งยังเหลือลูกแก้วดวงจิตกลับมาคืน 1 เม็ด เพราะนางบอกว่าเพียงแค่มูลค่าของ 2 เม็ดแรก ก็มากพอกับราคาของทรัพยากรทั้งหมดแล้ว แม้ว่า ซุน คิดจะให้นางเป็นสินน้ำใจในความลำบาก แต่นางก็ปฏิเสธเสียงแข็ง ความดื้อรั้นของหญิงสาวไหนเลยที่ ซุน จะรับมือได้ สุดท้ายจึงยอมรับลูกแก้วดวงจิตกลับคืนมา… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เมื่อ ซุน ได้ทรัพยากรที่ต้องการมาเรียบร้อย ศพหลอมที่ตระเตรียมไว้ก็เริ่มดำเนิ่นการหลอมมันในทันที… ซุน ได้เลือกสรรดวงวิญญาณที่มีตบะแก่กล้ากลุ่มหนึ่ง ซึ่งดวงวิญญาณเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เคยเป็นสายลับขององค์กรใต้ดินมาก่อน ที่มีประสบการณ์และถนัดด้านการแทรกซึมเป็นพิเศษ โดยให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นคอยจดจำพฤติกรรมของ ซุน ในช่วงนี้อยู่ภายในถ้ำอาคม เพื่อให้มีความพร้อมในการสิงสู่ร่างศพหลอม ก่อนจะดำเนินภารกิจสำคัญต่อไป…
วันเวลาร่วงเลยไปอีก 10 วัน…
กว่า 3 สัปดาห์แล้วที่ ซุน ได้หายตัวไปจากพรรคมังกรฟ้า โดยไม่ยอมปรากฏตัวขึ้นมาเลย หลายคนต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา ดีบ้าง ร้ายบ้าง… บางส่วนยังกล่าวถึงขั้นพูดว่า แมวสวรรค์ ถูกลอบกำจัดทิ้งไปแล้ว เพราะเจิดจรัสมากเกินไปโดยไม่ไว้หน้าตระกูลใหญ่ทั้ง 5 ที่เรืองอำนาจ…
มีเพียงสมาชิกระดับสูงของกลุ่มทั้ง 5 เท่านั้น ที่เงียบงันและเฝ้ารอคำตอบอย่างสงบ... โดยเฉพาะผู้นำทั้ง 5 กลุ่ม ที่ปกติแล้วมักจะมีการกระทบกระทั่งกันอยู่เสมอ แต่ในช่วงเวลานี้ทุกฝ่ายกลับเงียบสงบอย่างน่าตกใจ เป็นความเงียบที่แฝงไว้ด้วยระลอกคลื่นใต้น้ำ ราวกับกำลังเฝ้ารอการจุดชนวนจากบางอย่าง…
ในช่วงที่ ซุน เก็บตัวอยู่นั้น… เฉียงตงฟาง ที่ออกไปฝึกฝนด้านนอก ก็ได้กลับมาที่พรรคมังกรฟ้า รวมไปถึงหญิงสาวงดงามอย่าง ฉู่อ้ายเยว่ ก็เดินทางกลับมาที่พรรคมังกรฟ้าแล้วเช่นกัน… สิ่งหนึ่งที่ชายหนุ่มและหญิงสาวทำเหมือนกัน ก็คือการเอ่ยถามถึง ซุน และคำตอบที่ทั้งสองคนได้รับ ก็ทำเอาสำลักลมหายใจกันไปคนละหลายคำ…
วันเวลาก็ผ่านไปอีก 5 วัน…
ณ ถ้ำอาคม…
ซุน ที่เวลานี้ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงราวกับคนบ้า เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมา จมดิ่งอยู่กับการหลอมศพระดับ 4 แน่นอนว่าต่อให้ได้รับตำราที่ถูกแปลมาแล้ว แต่ก็ใช่ว่าเนื้อหาเหล่านั้นจะสมบูรณ์ครบถ้วน ยังมีบางส่วนที่ต้องคาดเดาและลองผิดลองถูก
ซุน สูญเสียทรัพยากรไปมากเกินกว่าที่เจ้าตัวจะกล้านำมาคิดคำนวณ เพราะเกรงว่าจะรู้สึกเจ็บปวดมากเกินไปจนไม่กล้าทดลองต่อ… แต่ในท้ายที่สุด เบื้องหน้าของ ซุน ก็คือศพหลอมระดับ 4 ทั้ง 5 ตน ที่มีรูปร่างคล้ายคลึงกับ ซุน เป็นอย่างมาก แผ่รัศมีชนชั้นลมปราณสีเขียวออกมาจากร่างมิต่างจากชายหนุ่ม…
“สำเร็จ!!”
เฒ่าชีเปลือย ที่เป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จนี้ อดไม่ได้ที่จะลอบมองด้วยรอยยิ้มพึงพอใจเช่นกัน… ศพหลอมระดับ 4 นอกจากจะได้รับพื้นฐานร่างกายของชนชั้นลมปราณสีเขียวแล้ว ยังมีพลังฟื้นฟูที่เหนือล้ำกว่ามนุษย์ ถึงนั้นที่สามารถงอกอวัยวะที่เสียหายให้คืนสภาพกลับมาได้ แต่แน่นอนว่ามันย่อมแลกเปลี่ยนกับตบะพลังวิญญาณที่มหาศาลของ ผู้ครอบครองอย่าง ซุน ในการควบคุมเช่นเดียวกัน…
ซุน ไม่รีรอที่จะทำให้กัดสีเส้นผมของศพหลอมทั้ง 5 ให้กลายเป็นสีขาวขุ่นเหมือนกันกับสีผมของตน จากนั้นก็เป็น เฒ่าชีเปลือย ที่ได้ทำการสานต่อ ขับขานเวทย์อาคมบางอย่าง เปลี่ยนโครงสร้างใบหน้าของ ศพหลอมเหล่านั้นให้เหมือนกับ ซุน ในทุกกระเบียดนิ้วอย่างไม่ผิดเพี้ยน
ทั้ง เฒ่าชีเปลือย ยังทำการดึงเอาลมปราณบางส่วนของ ซุน ออกมา เพื่อแบ่งแยกกลิ่นอายสัตว์ร้ายจากร่างสถิต ให้กระจายโอบอุ้มศพหลอมทั้ง 5 ตน แนบเนียนจนถึงขั้นที่ว่า ต่อให้เป็นสหายคนสนิทของ ซุน ก็ยังยากที่จะแยกแยะด้วยรูปพรรณสัณฐานภายนอก
ที่เหลือจึงเป็นหน้าที่ของเหล่าดวงวิญญาณที่ ซุน คัดสรรไว้ เพื่อทำการสิงสู่ควบคุมศพหลอมทั้ง 5 ตนนี้ต่อไป… ซุน ได้สร้างขอบเขตจิตสำนึกที่เชื่อมโยงถึงกันโดยใช้ป้ายสะกดวิญญาณเป็นสื่อกลาง ต่อให้อยู่ในระยะที่ห่างไกล ดวงวิญญาณทั้ง 5 ก็ยังสามารถติดต่อกลับมายัง ซุน ได้ตลอดเวลา
ทั้งยังมีห้วงสัมผัสแห่งสายลมสีม่วง ที่ ซุน ใช้โอบล้อมเรือนกายของศพหลอมเหล่านี้ เพื่อที่ตนจะได้สามารถรับรู้และมองเห็นการเคลื่อนไหวและมุมมองของศพหลอมทั้งหมด ผ่านห้วงนิมิตด้วยเช่นเดียวกัน ถือเป็นการลงมือที่แยบยลและสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก ทั้งยังเป็นการลงทุนที่มหาศาลอย่างเป็นอย่างยิ่ง ทั้งหมดก็เพื่อความปลอดภัยของตนเอง และหนทางสู่ความมั่งคั่งในอนาคต…
ซุน จึงราวกับเป็นผู้บัญชาการที่จะไม่คิดออกศึกเอง แต่ปล่อยให้ทหารเงาเหล่านี้ เคลื่อนไหวแทน ตนนั้นจะคอยตรวจสอบจับตามอง และออกคำสั่งจากสถานที่ไกล ๆ เท่านั้น…
“เจ้า…ควบคุมศพหลอมร่างนี้ไปที่ ฝ่ายตรวจการ... ส่วนเจ้าไปที่ ฝ่ายรักษาเขตแดน... เจ้าไปที่ หอเทพโอสถ… เจ้าไปที่ โรงปศุสัตว์อสูร…” ซุน ได้ชี้ตัววิญญาณในแต่ละดวงตามความเหมาะสม ให้ไปยังกลุ่มต่าง ๆ โดยที่ ซุน นั้นจะไม่ยอมเสี่ยงออกไปจาก ถ้ำอาคม แห่งนี้
จวบจนมาถึงดวงวิญญาณที่จะไปยัง ‘หน่วยรบ’ ขณะที่ ซุน เกิดความลังเลใจ เพราะตระกูลจูผู้นำกลุ่ม หน่วยรบ มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งวิญญาณและความตาย ดังนั้นไม่แน่ว่าพวกมันอาจจะสามารถมองร่างศพหลอมนี้ออกได้เช่นเดียวกัน…
ทว่าวิญญาณดวงหนึ่งกลับรับอาสา... และผู้นั้นก็คือ เฒ่าชีเปลือย!!
“ข้าไปเอง… เรื่องน่าสนุกเช่นนี้ จะขาดตัวข้าได้อย่างไร?! อีกทั้ง ‘หน่วยรบ’ ยังเป็นกลุ่มคนที่อยู่ใต้สังกัด ตำหนักลับ ที่คนรู้จักของข้าดูแลอยู่… ไหนเลยจะมีวิญญาณดวงใดเหมาะสมเกินข้าไปได้…”
ซุน ใบหน้าเหยเกไปในทันที… เพราะนี้มิใช่เพียงแต่การแทรกซึมไปเก็บเกี่ยวทรัพยากรเท่านั้น แต่นี่ยังเป็นการใช้รูปร่างหน้าตาของ ซุน เป็นพื้นฐาน!! ดังนั้นหากให้ เฒ่าชีเปลือย ควบคุมร่าง แล้วเกิดไปทำเรื่องเลวร้ายอันใด แน่นอนว่าผู้ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบ ย่อมต้องเป็น ซุน…
“มะ…มันจะดีหรือ?! เฒ่าชีเปลือย เอาไว้ข้าจะหาร่างศพหลอมตนอื่นให้เจ้าดีหรือไม่” ซุน เอ่ยปากขึ้นต่อรอง
ทว่า เฒ่าชีเปลือย กลับฉีกยิ้มน้อย ๆ พร้อมกับพุ่งพรวดแทรกซึมร่างศพหลอมร่างหนึ่งตรงหน้า ศพหลอมร่างดังกล่าวลืมตาตื่นในพริบตา จากนั้นก็วาดมือขับขานอาคม ก่อนจะพุ่งทะลุประตูถ้ำแห่งนี้หายไปในทันที…
ทำเอาชายหนุ่มถึงกับอ้าปากค้าง เผยสีหน้าโง่งมไปโดยพลัน…
“บัดซบ!! เจ้าแก่นั่นมันจะต้องมีแผนการจะทำอะไร โดยอาศัยรูปร่างหน้าตาของข้าอยู่เป็นแน่!!”
………………….…………………..