อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 281 ความสิ้นหวัง...
ตอนที่ 281
“อ้าว…เฮ้ย!!” ซุน ที่จับตามองเหตุการณ์นี้ผ่านห้วงนิมิตแห่งสายลม ถึงกับเบิกตาโพลงร้องเสียงหลงออกมาดังก้องไปทั้งถ้ำ การลงมือของ เฒ่าชีเปลือย นอกจากจะเหนือความคาดหมายของทุกคนในพื้นที่อักขระปิดกั้นแห่งนั้นแล้ว มันยังอยู่เหนือความคาดหมายของ ซุน ไปด้วย!!
ถึงจะอยู่ห่างไกล แต่ ซุน ยังสัมผัสได้ถึงวิกฤต ไม่ต่างจาก จูเหลียนเก๋อ และ จูเซี่ยวฉุน... หากแต่วิกฤตสำหรับ ซุน นั้น คือสิ่งที่จะตามมาหลังเหตุการณ์ครั้งนี้!! ตระกูลจูจะอยู่เฉยได้เยี่ยงไร หากเฒ่าชีเปลือยลงมืออย่างอุกอาจ ทำร้ายผู้สืบทอดที่สำคัญในตระกูลจู…
“เฒ่าชีเปลือย เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ!!” ชายหนุ่มแผดคำรามเสียง ผ่านสื่อกลางที่เชื่อมโยง
“หุบปาก... และเฝ้ามองอย่างเงียบ ๆ ข้ารู้ดีว่าข้าทำอะไรอยู่…” เฒ่าชีเปลือย ตอบกลับมาด้วยท่าทีเมินเฉยไม่ยี่หระ ประหนึ่งว่าคาดคำนวณเรื่องราวเอาไว้แล้ว… ซุน จึงได้แต่เกาขยี้ศีรษะของตนเองอย่างรุนแรง มาถึงตอนนี้คงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว ได้แต่เฝ้ามองเหตุการณ์ต่อไปด้วยใบหน้าที่อัปลักษณ์ถึงขีดสุด…
ภายในพื้นที่อักขระปิดกั้น จูฟงเฟย แม้ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากมายนัก แต่กลับมิอาจต่อต้านฝ่าเท้าที่เหยียบลงบนศีรษะข้างนี้ได้เลย รู้สึกราวกับถูกกดทับเอาไว้ด้วยภูเขาทั้งลูก ร่างกายขยับไม่ได้คล้ายถูกพันธนาการด้วยพลังอำนาจที่มองไม่เห็น…
จูเหลียนเก๋อ และ จูเซี่ยวฉุน ก็ได้ตระหนักแล้ว ว่าอีกฝ่ายมิใช่เพียงแค่ผู้เยาว์ชนชั้นลมปราณสีเขียวสามัญคนหนึ่ง แต่กลับไม่เข้าใจว่าทำไมถึงสามารถแผ่ซ่านพลานุภาพสยบฟ้าดินได้มากมายถึงเพียงนี้… ทั้งสองถึงกับกัดฟันแน่น แต่อย่างไรเสียทั้งสองก็มิได้จิตใจอ่อนแอถึงขั้นที่จะยอมสยบให้กับสิ่งที่ยังไม่มีความแน่ชัด พลังอำนาจที่สัมผัสได้นั้นอาจเป็นแค่ภาพลวงตาลวงใจ ทั้งคู่จึงระเบิดขอบเขตพื้นฐานลมปราณสูงสุดออกมาโดยพลัน…
ข้างกาย จูเหลียนเก๋อ มีวิญญาณอสูรแดงขนาดใหญ่ 4 ตน เป็นข้ารับใช้ที่ถูกเรียกขึ้นมาจากขุมนรกให้ปรากฏออกมาในโลกนี้ แต่ละตนล้วนมีพลังอำนาจไม่เป็นรองยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 1 หวีดเสียงโหยหวนที่ดังระงมออกมานั้น สมกับเป็นอสูรกายจากนรกก็ไม่ปาน...
“คิดจะมายึดครอง หน่วยรบ ของข้างั้นหรือ… เช่นนั้นก็ต้องเห็นดีกัน!!”
ทางด้านผู้ฝึกสอน จูเซี่ยวฉุน ก็ปลดปล่อยดวงวิญญาณอาฆาตนับร้อย ๆ ดวงแผ่ซ่านออกมาล่องลอยรอบกาย เป็นความมืดดำและไอทมิฬที่ปกคลุม น่าหวาดผวาต่อผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ทั้งบางส่วนยังถูกยกระดับกลายเป็นวิญญาณอสูรดำบ้างแล้ว ต่อให้จะมีพลังที่เทียบไม่ได้กับ วิญญาณอสูรแดง แต่ด้วยจำนวนที่มีนับสิบ ก็มากพอจะเขย่าคลอนจิตใจ…
“กล้าดูถูกท่านเจ้าตำหนักลับอาจารย์ของข้า… ในเมื่อมิเชื่อฟัง ก็ต้องใช้กำลังบีบบังคับ!!
ทั้งสองคน ถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งวิญญาณและความตายในระดับสูง ก้าวผ่านซากศพและดวงวิญญาณมากมายจนมิอาจนับได้… ทว่า! ทั้งสองคนก็ยังไม่เข้าใจสถานการณ์นี้ดีพอ เพราะตัวตนแท้จริงของเฒ่าชีเปลือย อยู่เหนือล้ำขึ้นไปกว่าศาสตร์แห่งวิญญาณและความตาย!! ขอบเขตความการรู้แจ้งและเข้าใจในยุทธภพแห่งนี้ ยังเทียบไม่ได้กับความรู้แจ้งบางส่วนของ เฒ่าชีเปลือย เสียด้วยซ้ำ…
บุรุษผมสีขาว แสยะยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นมา… อักขระอาคมนับพันนับหมื่นตัวอักษรลอยออกจากฝ่ามือ ได้เกิดปฏิกิริยาหมุนวนเป็นวงเกลียวคลื่นสีดำสร้างเป็นห้วงประตูในความว่างเปล่าเบื้องหน้า จากนั้นก็เกิดการแปรปรวนของกระแสห้วงวิญญาณโดยรอบ
วูบบบบ...! วงคลื่นสีดำที่ เฒ่าชีเปลือย ได้สร้างขึ้นมานั้น ราวกับเป็นหลุมดำที่ชักนำดึงดูดดวงวิญญาณอสูรกายและดวงวิญญาณอาฆาตทั้งหมด รวมไปถึงรัศมีแห่งความตายในชั้นบรรยากาศ กลืนหายเข้าไปในประตูสีดำแห่งความว่างเปล่า ดวงวิญญาณและอสูรกายเหล่านั้นไม่ทันที่จะได้ส่งเสียงร้องด้วยซ้ำ ก็ต้องสลายหายไปจนหมดสิ้น!!
“!!!!!!!!!!” จูเหลียนเก๋อ และ จูเซี่ยวฉุน ดวงตาเบิกถลนแทบจะหลุดจากเบ้า
“ปะ…เป็นไปไม่ได้!! ‘ประตูยมโลกหวนคืน’ นี่มันเป็นหนึ่งในวิชาลับโบราณ เป็นความสามารถที่ในยุทธภพนี้มีเพียง จอมราชันย์แห่งจิตวิญญาณ กุ่ยจือชิง และเทพปรมาจารย์แห่งความตาย จูหยวนไห่ ผู้นำตระกูลจูคนปัจจุบัน สองคนเท่านั้นที่ทำได้!!”
เฒ่าชีเปลือย พอได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะเสียงดัง ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! “นี่มันก็แค่การเปิดประตูสู่ยมโลกทั่วไปเท่านั้น ไม่เห็นว่าจะเป็นวิชาลับยิ่งใหญ่อะไรเลยสำหรับข้า?! หากพวกเจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านอื่น ๆ ก็อาจจะสร้างความลำบากให้ข้าได้เล็กน้อย แต่ในเมื่อพวกเจ้าเป็นผู้ใช้ภูติวิญญาณเป็นหลักพื้นฐานวิชา ผลการต่อสู้มันก็แสดงออกมา ตั้งแต่ที่ยังไม่ต้องเริ่มต้นด้วยซ้ำ!!
ตระกูลจูของพวกเจ้า อาจจะทำพันธสัญญาณกับดวงวิญญาณทั้งหมด เพื่อบังคับควบคุมดวงวิญญาณและอสูรกายจากขุมนรกที่น่ารังเกียจ… ทว่าสำหรับตัวข้า ผู้ที่ตัวข้าได้พันธสัญญาร่วมด้วยก็คือ พญายมราช!! เจ้าแห่งนรกภูมิ ผู้ปกครองเป็นนายเหนือดวงวิญญาณทั้งหมด…
ตระกูลจูของพวกเจ้าหากคิดที่จะเผชิญหน้ากับข้า… ก็เปรียบเสมือนต้นกล้าอ่อน ที่พยายามจะวัดความสูงกับต้นไม้ใหญ่โบราณ!! ผลลัพธ์มันชัดเจนมาตั้งแต่แรกแล้ว ว่าระดับชั้นของพวกเรามันต่างกัน!!”
ดวงวิญญาณและอสูรกายจำนวนมากที่ดูดซับมาก่อนหน้านี้ ใช่ว่าจะกลับคืนสู่ประตูยมโลกไปทั้งหมด บางส่วนนั้นถูกดูดเข้ามาเป็นแหล่งพลังให้กับ เฒ่าชีเปลือย ในการขับขานบริบทแห่งเวทย์คาถาในขั้นต่อไป…
เมื่อ เฒ่าชีเปลือย ได้ทำการพลิกข้อมือขึ้นอีกครั้ง ชั้นบรรยากาศโดยรอบก็เริ่มถูกเขย่าคลอนราวกับผืนแผ่นดินสั่นไหว ก่อนที่ความว่างเปล่าเบื้องหน้าจะเกิดรอยร้าวปริแตกเป็นเส้น และได้ขยายขนาดรอยร้าวมากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่ จูเหลียนเก๋อ และ จูเซี่ยวฉุน จะขนลุกชูชันไปทั่วสรรพางค์กาย เมื่อเห็นปลายนิ้วขนาดใหญ่ทั้งสิบทิ่มทะลุรอยร้าวนั้นออกมา จากนั้นมันจึงค่อย ๆ แหวกรอยร้าวเพื่อเปิดให้กว้างออก...
ดวงตาสีแดงฉานขนาดใหญ่ของอสูรกายจากภายในนั้น จดจ้องมายังคนทั้งสอง… จูเหลียนเก๋อ และ จูเซี่ยวฉุน ในฐานะที่เป็นผู้ฝึกฝนในศาสตร์วิชานี้ ไม่มีทางที่ทั้งสองคนจะไม่ทราบว่าอสูรกายที่กำลังจะปรากฏบนรอยแยกแห่งขุมนรกนั่น มันคือตัวอะไร…
“วะ…วิญญาณอสูรฟ้า!! วิญญาณของอสูรกายที่มีพลังเทียบเท่า ชนชั้นราชันย์!!”
เพียงแค่เสียงคำรามที่รอดผ่านช่องว่างที่แตกร้าวนั้น ยังทำให้สองบุรุษหนุ่มถูกคลื่นพลังวิญญาณกระแทกเข้าใส่เรือนกาย มันคืออำนาจคุกคามระดับราชันย์ที่ทำให้ทั้งสองใบหน้าขาวซีดภายในปากนั้นขมปร่าไปด้วยกลิ่นเหล็ก ก่อนจะสำลักโลหิตจำนวนหนึ่งออกมา (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ขอบเขตของชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 3 และชนชั้นลมปราณสีส้มขั้น 4 ในระดับราชันย์ แม้จะเหมือนว่าเป็นระยะห่างเพียงแค่ขั้นเดียว แต่แท้จริงแล้วมันกลับเป็นขอบเขตที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เป็นช่องว่างของพลังที่มิอาจถมให้เต็มได้ ต่อให้มีศัสตราวุธระดับสูงสุดเข้าเสริมส่งก็ตามที… หากอสูรกายจากขุมนรกอย่าง วิญญาณอสูรฟ้า สามารถปรากฏร่างสมบูรณ์ออกมาได้ และเข้าเล่นงานทั้งคู่จริง ๆ ก็ไม่มีทางที่ฝีมือของทั้งสองคนในตอนนี้ จะรอดพ้นความตายไปได้…
จูฟงเฟย ที่เวลานี้ยังคงถูก เฒ่าชีเปลือย เหยียบบนศีรษะที่แนบติดพื้นดิน แทบจะฉี่ราดออกมาหลังจากได้เห็นภาพเบื้องหน้า มันรู้สึกว่าตนยังมีโชคเกื้อหนุนดวงชะตาอยู่ไม่น้อย ที่ตนเองยังถูกเล่นงานเพียงแค่นี้ และไม่มีความคิดที่จะขัดขืนเพื่อลุกยืนอีกต่อไปแล้ว…
ชั่วขณะที่ทุกคนกำลังสิ้นหวัง… เฒ่าชีเปลือย ได้ดีดนิ้วเพียงครั้ง วิญญาณอสูรฟ้า จากที่กำลังพยายามจะแหวกรอยแยก ก็พลันแน่นิ่งหยุดชะงักไป มิต่างจากสัตว์เลี้ยงที่ถูกผู้เป็นนายกำราบเอาไว้ด้วยโซ่ตรวน…
“ข้าจะพูดอีกเพียงแค่ครั้งเดียว… ว่าข้าไม่ได้ถ่อมานี่นี่เพื่อเจรจา แต่ข้ามาเพื่อยึดครอง หน่วยรบ!! ข้าให้เวลาเจ้าเลือกในสามชั่วลมหายใจ ว่าจะสู้หรือจะยอม!!” สิ้นเสียงที่เยือกเย็นของ เฒ่าชีเปลือย วิญญาณอสูรฟ้าก็พลันกู่ร้องออกมาอีกระลอก ทำให้ชั้นบรรยากาศขยายตัวรุนแรง จนพื้นที่อักขระแห่งนี้ถึงกับสั่นคลอนมีรอยร้าว พร้อมจะแตกสลายลงได้ตลอดเวลา…
จูเหลียนเก๋อ กดฟันแน่นในขณะที่ใบหน้าซีดเผือด…
“เจ้ากำลังทำเรื่องที่อันตรายที่สุด!! ตระกูลจูไม่มีทางปล่อยให้เจ้ากำเริบเสิบสาน”
“หนึ่งลมหายใจ…” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยขึ้นราวกับไม่ได้ยินวาจาก่อนหน้านี้
“เพียงแค่การควบคุมวิญญาณอสูรฟ้า มีผู้อาวุโสของตระกูลจูอีกนับ 10 คน ที่สามารถทำเช่นนี้ได้!!” จูเหลียนเก๋อ ใช้วาจายังคงข่มขู่
“สองลมหายใจ…” เสียงของ เฒ่าชีเปลือย แข็งขึ้นอีกระดับ
“จะ…เจ้าจะต้องตาย!! คนรอบข้างของเจ้าจะต้องตาย!! สำนักของเจ้าจะวอดวาย!!” น้ำเสียงของ จูเหลียนเก๋อ เริ่มสั่นกระเส่า
เฒ่าชีเปลือย ใบหน้ามิดดำอีกครั้งพร้อมกับจิตสังหารที่รุนแรงแผ่ซ่านปกคลุม ราวกับเป็นจิตคุกคามที่สามารถเปลี่ยนชั้นบรรยากาศทั้งหมด ให้เย็นยะเยือกดุจดั่งหิมะแรกของฤดูหนาว…
“สามลมหายใจ!!”
ตึง! เสียงเข่าทั้งสองข้างของ จูเหลียนเก๋อ กดลงบนพื้น พร้อมกับการก้มหมอบด้วยร่างที่สั่นกลัวราวกับลูกนกลูกกาที่เผชิญหน้ากับ พญาอินทรีที่ดุดัน… “โปรดไว้ชีวิตด้วย… ข้ายินดีมอบ หน่วยรบ ให้ท่านได้ปกครอง… ขอแค่ไว้ชีวิตข้า ไว้ชีวิต จูฟงเฟย น้องชายข้า… ข้ารับปากว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ออกไป จะไม่มีผู้ใดตามไปรังควานท่านแน่นอน...”
จูเหลียนเก๋อ เอ่ยปากขอร้องยาวเป็นหางว่าว ยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดเพราะสัมผัสได้เป็นอย่างดี ว่าอีกฝ่ายนั่นบ้าคลั่งไปแล้ว และไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อตระกูลจูที่อยู่เบื้องหลังของตนแม้แต่น้อย… ต่อให้เอ่ยเรียงนามของยอดฝีมือตระกูลจูทั้งปัจจุบันและในอดีตมาข่มขู่ ต่างก็ไร้ซึ่งความหมาย…
เฒ่าชีเปลือย ไม่รู้สึกแปลกใจอันใด อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ยังเยาว์วัยเกินกว่าจะมายอมตายเพราะศักดิ์ศรีหรือทิฐิโง่ ๆ จากนั้นสายตาของ เฒ่าชีเปลือย ก็หันไปหยุดอยู่ที่ร่างสั่นเทิ้มของ จูเซี่ยวฉุน…
ไม่จำเป็นต้องมีถ้อยวาจาใด ๆ เอ่ยออกมา เพียงแค่สายตาเย็นชาก็มากพอจะทำให้ จูเซี่ยวฉุน เข่าอ่อนลงไปในท่าหมอบคลานเช่นเดียวกับ จูเหลียนเก๋อ... “โปรดไว้ชีวิตด้วย… ขะ…ข้าจะไม่นำเรื่องที่เกิดขึ้นไปบอกกับผู้ใดเช่นกัน…”
เฒ่าชีเปลือย ส่งเสียง หึหึ ในลำคอ ใบหน้านั้นพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง… ก่อนที่ร่ายเวทย์คาถาใหม่อีกบทหนึ่ง ซึ่งเป็นเวทย์คาถาที่วิญญาณเฒ่าชราเพิ่งจะคิดค้นขึ้นมา หลังจากได้เห็นรูปแบบอาคมอย่างหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้… นั่นก็คืออาคม ปลอกคอทาสสีดำ ของ เย่ต้าเฟิง!! (ตอนที่ 188)
เฒ่าชีเปลือย ได้สอบถามถึงรายละเอียดของอาคมดังกล่าวจากดวงวิญญาณของ เย่ต้าเฟิง แน่นอนว่าวิชาปลอกคอทาสดั้งเดิมนั้น จำเป็นต้องใช้วัตถุอาคมเป็นสื่อกลาง และยังไม่มีความมั่นคงเท่าที่ควร ไม่อาจใช้กับระดับยอดฝีมือระดับชนชั้นลมปราณสีส้มได้
ทว่าด้วยภูมิความรู้ด้านเวทย์อาคมของ เฒ่าชีเปลือย มันจึงได้แก้ไขรูปแบบอาคมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุอันเป็นสื่อกลางอีกต่อไป… แต่จะเป็นการใช้อาคมกำกับเข้าไปโดยตรงมิต่างจากรอยสักรอบลำคอ หากเฒ่าชีเปลือยสร้างเงื่อนไขคำสั่งขึ้นมา อีกฝ่ายจะมิอาจฝืนขัดขืนได้ มิเช่นนั้นรอยสักที่คอนี้จะบีบหดตัวลง จนให้ศีรษะขาดกระเด็นลงในท้ายที่สุด!!
“อาคมทาสสะบั้นเศียร!!”
อาคมนี้แม้จะถูกพัฒนายกระดับขึ้นมาแล้ว แต่ด้วยตบะของ เฒ่าชีเปลือย ในเวลานี้ ก็ยังมีผลแค่เฉพาะกับยอดฝีมือที่ต่ำกว่าชนชั้นราชันย์เท่านั้น… จูเหลียนเก๋อ จูเซี่ยวฉุน และ จูฟงเฟย ต่างก็ยังเป็นชนชั้นลมปราณสีส้มในช่วงขั้นต้น ยังไปไม่ถึงชนชั้นราชันย์ที่เป็นขั้นกลาง ดังนั้นย่อมตกอยู่ในอำนาจแห่งอาคมในท้ายที่สุด…
รอยสักสีดำปรากฏขึ้นรอบลำคอ ของคนทั้งสาม…
จากนี้ไปจะถูก เฒ่าชีเปลือย ชี้เป็นชี้ตายอย่างไรก็ได้…