อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 295 แสงสีดำที่พวยพุ่ง
ตอนที่ 295
ณ ตำหนักลับ
หลังจาก จูห้าวชง ขับไล่ทุกคนออกมาไปแล้ว ใบหน้ายังคงรู้สึกด้านชา แววตาไม่อยากจะยอมรับ แต่ก็ต้องกัดฟันวาดมือออกไปสร้างม่านพลังวิญญาณปิดกั้นพื้นที่ เพื่อมิให้ใครสามารถมองเห็นหรือได้ยินเรื่องราวภายในนี้…
“รอบคอบดี… รอบคอบดี… แต่ดูเหมือนจะยังรอบคอบไม่พอ มิเช่นนั้นก็คงไม่ส่งศิษย์ต้อยต่ำของเจ้า พยายามจะไปเล่นงานข้าเมื่อหลายวันก่อน...” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยพร้อมกับใบหน้าที่มืดดำ
จูห้าวชง สั่นสะท้านไปโดยพลัน รู้แล้วว่าเพราะอะไรจึงทำให้วันนั้นศิษย์เอกของตน จูเซี่ยวฉุน ตัดสินใจหนีออกไปจากพรรคมังกรฟ้า ที่แท้ก็เนื่องด้วยว่าได้ไปเผชิญหน้ากับปีศาจน่าสะพรึงตนนี้นี่เอง ชายชราแอบก่นด่าตนเองว่าทำไมไม่รู้สึกเอะใจในเรื่องนี้
และยิ่งพอได้พิจารณาชายหนุ่มเบื้องหน้าใกล้ ๆ แม้ว่าคนอื่น ๆ จะมองไม่ออก ทว่าสำหรับ จูห้าวชง ที่ศึกษาตำราศาสตร์แห่งความตายโบราณ หุ่นเชิดศพกองทัพจีรัง มานับครั้งไม่ถ้วน ศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายสิบปี ไหนเลยจะมองไม่ออกมา ว่าเบื้องหน้าของตนก็คือศพหลอมระดับ 4 ที่แฝงเร้นไว้ด้วยดวงวิญญาณของปีศาจน่าสะพรึง ที่ตนนั้นหวาดกลัวไปถึงก้นบึ้งจิตใจ…
จูห้าวชง อยากจะร้องก็ร้องไม่ออก...
“ทะ…ที่แท้ ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ก็เป็นวิญญาณอารักษ์ของ เด็กที่ชื่อ ซุน งั้นสินะ… ข้านั้นโง่เขลาแลหูตาฝ้าฟาง ไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนจะทำตามคำสั่งเบื้องบน ขอท่านผู้ยิ่งใหญ่โปรดเข้าใจข้าด้วย ข้าไม่เคยคิดจะต่อต้านท่านสักเพียงน้อยนิด…” จูห้าวชง ผู้รักตัวกลัวตาย พยายามเอ่ยอธิบายด้วยสีหน้าอ้อนวอนถึงที่สุด โดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีใด ๆ แล้ว
“น่าเห็นใจ… น่าเห็นใจ… เอาเถอะข้าจะไม่ถือโทษโกรธเจ้าก็แล้วกัน… อีกอย่างข้าก็ไม่ใช่วิญญาณอารักษ์ของเจ้าเด็กบ้าที่ชื่อว่า ซุน นั่นด้วย เจ้านั่นมันเป็นลูกสมุนเอกของข้าต่างหาก...” เฒ่าชีเปลือย กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ตบลงที่ไหล่ของ จูฮ้าวชง เบา ๆ ราวกับเป็นผู้อาวุโสที่ให้อภัยแก่ผู้น้อย
“ทว่า… ถึงข้าจะให้อภัยเจ้าได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าข้าจะใจดีกับคนที่มันคิดจะมาทำร้ายลูกสมุนเอกเด็กน้อยของข้า… ด้วยตัวข้านั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงส่งเกินไป ครั้นจะให้ลงสนามไปเล่นกับเด็ก ๆ มันก็ใช่เรื่องใช่ราว จำเป็นต้องปลูกฝังชี้แนะ ให้ลูกสมุนผู้ที่มีความเคารพนบนอบแก่ข้า เติบโตบนเส้นทางที่ถูกต้อง…
ห้าวชงเอ๋อร์… ก่อนหน้านี้เจ้าอาจจะเลือกนายได้ไม่ดีนัก ผู้นำเทวะอะไรนั่น สุดท้ายมันก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยที่เพิ่งหัดเดินสำหรับข้าเช่นกัน… ดังนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครา เจ้ามาอยู่กับข้าดีกว่า รับรองว่าหากเจ้ายอมทำตามที่ข้าบอก อีกไม่นานเจ้าจะต้องกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ตามรอยข้าได้แน่นอน...” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยปากด้วยวาจาและน้ำเสียงที่เป็นดั่งผู้ยิ่งใหญ่ในใต้หล้า กำลังหยิบยื่นโอกาสและความเมตตา
จูห้าวชง ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ หากแต่จะเงยหน้ามันก็ยังไม่กล้าเพียงพอ… ด้วยคำพูดเช่นนั้นทำให้ จูห้าวชง รู้ได้ทันที ว่าอีกฝ่ายทราบเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับตนแล้ว ทั้งการเป็นแกนนำกลุ่มมังกรทอง หรือแม้แต่การรับใช้ ผู้นำเทวะ
ชายชราสัมผัสได้ถึงสองทางเลือกเบื้องหน้า!! ทางที่หนึ่งก็คือการทรยศหักหลัง ผู้นำเทวะ และยอมขายวิญญาณมาสวามิภักดิ์ต่อปีศาจร้ายตนนี้ แน่นอนว่าการทรยศกลุ่มมังกรทอง หากถูกจับได้ขึ้นมา ย่อมมีเพียงความตายที่เฝ้ารออยู่ในอนาคตเท่านั้น… แต่ถ้าเลือกเส้นทางที่สอง นั่นเท่ากับว่าเป็นการยอมรับความตาย ที่นี่ ตรงนี้ เวลานี้!!
จูห้าวชง อยากจะกู่ร้องออกมาถึงความโชคร้ายของตน…
“ห้าวชงเอ๋อร์… เจ้าคิดดูให้ดี ๆ หากเจ้าปฏิเสธข้า นั่นเท่ากับว่าเจ้าหมดโอกาสไปโดยพลัน… แต่หากเข้าร่วมกับข้า เจ้ายังคงมีสถานะมิต่างจากสายสืบของข้า ขอเพียงเจ้าไม่เปิดเผยพิรุธใด ๆ ให้กลุ่มมังกรทองได้เห็น เจ้าก็ไม่มีทางได้รับอันตราย…
เอาแบบนี้เป็นอย่างไร หากเจ้ายอมสวามิภักดิ์กับข้าผู้นี้ ข้าจะยอมชี้แนะวิชาอาคมให้กับเจ้าเป็นผลพลอยได้อีกด้วย บอกเลยว่าศาสตร์วิชาของข้านั้น เหนือล้ำสูงส่งกว่าศาสตร์วิชาตระกูลจูของเจ้าหลายขุมนัก เจ้าจะกลายเป็นยอดฝีมือแนวหน้าในศาสตร์แห่งวิญญาณ ดีไม่ดีอาจก้าวไปถึงระดับผู้นำตระกูลได้ด้วยซ้ำ…” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยปากกึ่งข่มขู่ กึ่งโน้มน้าว
จูห้าวชง เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็พลันเงยหน้าขึ้นมาพร้อมดวงตากระจ่างชัดทันที… จริงอยู่ที่กลุ่มมังกรทองอาจจะมีผลตอบแทนในความเสี่ยงอยู่มากมายด้านทรัพยากร ทว่าก็ไม่มีผู้ใดสามารถชี้แนะศาสตร์วิชาในสายของ จูห้าวชง ได้เลย… อีกทั้งในตระกูลจูสายเลือดหลัก ก็ไม่มีการถ่ายทอดเคล็ดวิชาระดับสูงในตระกูลให้กับคนในสายเลือดรองอย่าง จูห้าวชง เนื่องด้วยเกรงว่าจะถูกทรยศในภายหลังจากสายเลือดของตนเอง…
“ท่านพูดจริงงั้นหรือ?!”
เฒ่าชีเปลือย ตบไหล่ของชายชราเบา ๆ อีกครั้ง…
“จริงแท้แน่นอน... ยุทธภพของพวกเจ้านั้น เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ในศาสตร์ความรู้แห่งจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุด วิชาสุดแก่กล้าที่พวกเจ้ามองเป็นเทพวิชานั้น แท้จริงมันอาจเป็นเพียงวิชาสามัญในมิติดินแดนที่เหนือล้ำยิ่งกว่า…
โดยเฉพาะภูมิความรู้ด้านการใช้ตบะพลังวิญญาณของยุทธภพนี้ มันยังต่ำต้อยจนน่าเวทนา ราวกับเป็นการใช้ทรัพยากรได้อย่างสิ้นเปลืองจนน่าใจหาย เพียงเพื่อผลลัพธ์อันน้อยนิด… เจ้าดูอย่างลูกสมุนเอกของข้า มันถูกเรียกว่า แมวสวรรค์ กล้าแกร่งโดดเด่นทั้งที่เพิ่งฝึกฝนวรยุทธได้เพียงแค่ไม่ถึง 3 ปีด้วยซ้ำ ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะมีข้าคอยชี้แนะทั้งสิ้น!!”
ยิ่งพอ เฒ่าชีเปลือย ยก ซุน มาเอ่ยอ้าง นั่นจึงยิ่งทำให้ จูห้าวชง เผยท่าทีสะท้านสะเทือนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้… เพราะก่อนหน้านี้ต้องยอมรับว่า ซุน เป็นเพียงผู้เยาว์สถานะคนเถื่อน ไม่เป็นที่รู้จักใด ๆ ด้วยซ้ำ แต่กลับใช้เวลาอันแสนสั้น ก้าวขึ้นมาเป็นแนวหน้าในรุ่นเยาว์ทั่วทวีปได้ ผลลัพธ์นี้ย่อมแสดงถึงความไม่ธรรมดาของผู้ที่ชี้แนะสั่งสอน
ดังนั้นในสายตาของ จูห้าวชง ย่อมมองเป็นใครอื่นไปไม่ได้อีกแล้ว นอกเหนือจากดวงวิญญาณปีศาจน่าสะพรึงตนนี้!! อีกทั้ง เฒ่าชีเปลือย ยังแสดงอาคมอภินิหาร ด้วยการดีดนิ้วเบา ๆ เผยให้เห็นอักขระแปลกตามากมายไหลเวียนในความว่างเปล่า แผ่ล้นตบะอาคมที่น่าตกตะลึง ก่อนที่อักขระเหล่านั้นจะหมุนวนเหนือศีรษะของชายชรา เส้นผมที่หลุดร่วงและแทบจะไม่ขึ้นใหม่ก่อนหน้านี้ ค่อย ๆ งอกออกมาทันตาเห็น!! ทำให้เส้นผมที่เบาบางของ จูห้าวชง กลับมาหนาแน่นอีกครั้ง!!
นั่นจึงทำให้ จูห้าวชง ไร้ซึ่งความลังเลใด อีกต่อไป…
“เช่นนั้นข้า จูห้าวชง ยินดีสวามิภักดิ์ต่อนายท่าน!!”
เฒ่าชีเปลือย หัวเราะเสียง หึหึ ในลำคอ…
“นับว่ายังพอมีปัญญาอยู่บ้าง เช่นนั้นงานแรกของเจ้าคืออธิบายมาว่าแผนการของกลุ่มมังกรทองทั้งหมดคืออะไร มีใครเป็นสมาชิกบ้าง? รวมไปถึงช่วยหาวิธีพาข้าเข้าไปในเขตจันทราด้วย… ข้ารับปากเจ้าเองว่า หากกลุ่มมังกรทองถูกสังหารหรือกวาดล้าง ตัวเจ้าจะไม่มีความผิดใด ๆ ติดตัว เพราะเจ้าถือเป็นสายลับของข้าผู้นี้…” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
จูห้าวชง ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าแน่นหนักโดยพลัน…
“ขอรับนายท่าน!!”
……………………………………….
หน้าประตูใหญ่พรรคมังกรฟ้า…
ท่ามกลางความวุ่นวายภายในพรรค ด้านหน้าประตูมีบางสิ่งบางอย่างที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจนำพาไปสู่ความวุ่นวายครั้งใหม่… รูปสลักขนาดใหญ่ของ สุกรเขี้ยวตัน ที่ตั้งตระหง่านมั่นคงมานานนับหมื่นปี จู่ ๆ ดวงตาสีแดงทับทิมของรูปสลักก็เปล่งแสงวาววาบขึ้น พร้อมกับการสั่นไหวของรูปสลักขนาดใหญ่ตนนี้…
ความรุนแรงของการสั่นไหวจากรูปสลักมหึมาที่สูงนับร้อยจั้ง มากพอจะทำให้แผ่นดินในรัศมีหลายลี้รู้สึกถึง หมู่ศิษย์สายนอกบางส่วนในฝ่ายรักษาเขตแดน อดไม่ได้ที่จะหันมองมายังจุดศูนย์กลางของการสั่นสะเทือน ก่อนจะมีหลายคนมองเห็นความว่างเปล่ารอบ ๆ รูปสลักเกิดการบิดเบี้ยว พร้อมกับการพวยพุ่งออกของลำแสงรัศมีสีดำทึมทึบ ก่อรูปราวกับเป็นเงาร่างของคนที่พร่าเลือน…
เสียงหัวเราะที่แปลกประหลาด ดังก้องออกไป
เขย่าคลอนกายและจิตของผู้ที่ได้ยินได้ฟัง…
“เคี๊ยก! เคี๊ยก! เคี๊ยก!”
ทันใดนั้นเงาสีดำดังกล่าว ก็พุ่งผ่านห้วงนภาอากาศตรงเข้าไปยังส่วนลึกของพรรคมังกรฟ้าด้านใน เกิดเสียงดังครั่นครืนกระจายออกไปราวกับเสียงฟ้าร้องก่อนพายุภัยพิบัติ… หมู่ศิษย์เบื้องล่าง หลายคนถึงกับลงไปทรุดนั่งกับพื้น บางส่วนนั้นฉี่ราดออกมาอย่างไร้อาจควบคุมร่างกาย…
“นะ…นั่นมันเป็นวิญญาณของปีศาจงั้นหรือ!!”
ณ เขตสุริยา…
กุ่ยจือชิง เวลานี้กำลังทอดสายตามองไปยังสวนบุปผาที่งดงาม หากแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง รู้สึกผิดในการกระทำบางอย่างที่ตัดสินใจลงมือไปแล้ว เสียงถอนหายใจเต็มไปด้วยความปลดปลง…
ข้างกายของ กุ่ยจือชิง คือจิตวิญญาณดวงหนึ่ง ที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยตรวนโซ่จากตบะที่ล้ำลึก และดวงวิญญาณดวงนี้ก็มิใช่ผู้ใด หากแต่เป็นดวงวิญญาณของ โจวซื่อไหล ผู้นำตระกูลโจวที่ถูกลอบสังหาร!!
“ทะ…ท่านผู้นำ ข้าผิดไปแล้ว… ท่านสังหารข้า ก็น่าจะเพียงพอต่อความผิดของข้าแล้วมิใช่หรือ... โปรดอย่าทรมานดวงวิญญาณของข้าอีกเลย…” เสียงของ โจวซื่อไหล เต็มไปด้วยความโหยหวนเจ็บปวด…
กุ่ยจือชิง ชำเลืองมองด้วยแววตาที่เศร้าสลด…
“ข้าก็ไม่ได้อยากจะทำเช่นนี้… บอกตามตรงว่าข้าเห็นเจ้าไม่ต่างอะไรกับน้องชายคนหนึ่ง ทว่าความผิดของเจ้าที่ทรยศต่อพรรคมังกรฟ้า มันหนักหนาเกินไป… หากข้าไม่ลงมือทำมันเสียตอนนี้ แล้วเจ้าถูกสืบค้นในภายหลังว่าเป็นถึงแกนนำกลุ่มมังกรทอง
เกรงว่าสถานะของตระกูลโจว จะถูกตีตราว่าเป็นกบฏทั้งหมด จากหน่วยงานราชการแผ่นดิน... ข้าต้องทำลงไปก็เพื่อให้รากฐานพรรคมังกรฟ้า 5 ตระกูลใหญ่นั้นมั่นคงสืบไป หากจะโทษก็จงโทษความโลภของเจ้าเองที่เลือกเส้นทางเช่นนี้…”
“ข้าผิดไปแล้ว… เรื่องที่ข้ารู้ ข้าก็บอกท่านผู้นำไปจนหมดสิ้นแล้ว โปรดละเว้นข้าด้วยเถิด เห็นแก่ความสัมพันธ์นับร้อยปีของพวกเรา…” โจวซื่อไหล เอ่ยด้วยน้ำเสียงโหยไห้
สุดท้าย กุ่ยจือชิง ก็ใจอ่อน ย่อมปลดเปลื้องพันธนาการแห่งวิญญาณเหล่านั้นออกมาในท้ายที่สุด ทว่าดวงวิญญาณของ โจวซื่อไหล ก็ใช่จะเป็นอิสระสมบูรณ์ มันค่อย ๆ แตกสลายกลายเป็นอณูวิญญาณ แตกดับลงด้วยพลังอำนาจของ จอมราชันย์แห่งจิตวิญญาณผู้นี้…
“ไม่น่าเลย… เจ้าไม่น่าเลือกเส้นทางเช่นนี้เลย…”
ขณะที่ กุ่ยจือชิง กำลังโศกเศร้าเสียใจอยู่นั้น… จู่ ๆ ดวงตาก็พลันเบิกกว้างในพริบตา สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ลอดผ่านม่านพลังสุริยาเข้ามาอย่างง่ายดาย ทั้งยังตรงมาหาตนด้วยความเร็วที่มหาศาล…
“บะ…บ้าน่า!! มีผู้ที่สามารถลอดผ่านม่านพลังสุริยา ที่สร้างโดยบูรพาจารย์ได้ด้วยงั้นหรือ!! ทั้งยังเป็นการลอดผ่านเข้ามาดื้อ ๆ โดยไม่สร้างความเสียหายใด ๆ กับม่านพลังนั่นเลย… ผู้เดียวที่จะทำเช่นนี้ได้ ก็คงมีแต่ท่านบูรพาจารย์ ซึ่งเป็นผู้สร้างม่านพลังนี้เท่านั้น!!” สายตาของชายชรา มองตรงไปยังท้องฟ้าเบื้องบน
ก่อนจะพบว่าเวลานี้ได้มีประกายแสงสีดำที่มืดมน ก่อร่างเป็นรูปลักษณ์ ค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงมายังเบื้องหน้า… ตบะพลังวิญญาณที่แผ่ซ่านออกมานั้น มากมายเกินจะเปรียบ แม้แต่ กุ่ยจือชิง ที่ถูกเรียกว่า จอมราชันย์แห่งจิตวิญญาณ ยังรู้สึกเหมือนว่าพลังของตนเป็นเพียงเปลวไฟจากลำเทียนเล่มหนึ่ง ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าทะเลเพลิง…
“ทายาทแห่งข้า… วันแห่งโชคชะตาได้มาถึงแล้ว…”