อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 296 มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง
ตอนที่ 296
“ทะ…ท่านบูรพาจารย์ บรรพบุรุษ!!”
กุ่ยจือชิง ราวนั้นสั่นไปเยือกไปด้วยความปิติ ในใจอัดแน่นไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา กล่าวได้เต็มปากว่าพรรคมังกรฟ้าสาขาทวีปพยัคฆ์ขาว รวมไปถึงตระกูลกุ่ย การที่ยิ่งใหญ่ในยุทธภพมานานนับหมื่นปีได้เช่นนี้ ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะรากฐานแห่งความมั่นคง ที่ผู้ยิ่งใหญ่ กุ่ยเยี่ยซา ในอดีตได้สร้างเอาไว้…
เงาสีดำนั้นก่อรูปจิตวิญญาณเป็นชายวัยกลางคน ที่คล้ายจะอ่อนเยาว์กว่า กุ่ยจือชิง เสียอีก... ความมืดดำที่สาดส่องนั้นหากพิจารณาแล้ว มันมิใช่ความมืดดำจากไอทมิฬ หรือความมืดดำจากความตายใด ๆ หากแต่แท้จริงแล้ว มันคือพลังอำนาจที่มิอาจฝึกฝน พลังแห่งความยิ่งใหญ่ของห้วงมิติหลุมดำ ที่พร้อมจะดูดกลืนทุกสรรพสิ่งให้หายไปในความว่างเปล่า…
“หมื่นปีผ่านพ้นไป จะกล่าวว่ายาวนานหรือแสนสั้น ทุกสิ่งล้วนอยู่ที่ใจกำหนด… แม้ข้าจะเหลือเพียงจิตวิญญาณดำรงอยู่ ถูกประคับประคองด้วยเส้นใยแห่งจิตวิญญาณอนันต์ที่มิอาจเสื่อมสลาย แต่การที่ต้องมาเห็นทายาทค่อย ๆ ล้มหายจากไปในแต่ละรุ่น ช่างเป็นเรื่องที่เจ็บปวดใจยิ่งนัก
ก่อนหน้านี้ข้าเคยนึกริษยา เทพจี(ระกา) ที่นางมีชีวิตอมตะมายาวนานหลายล้านปี ไม่เข้าใจนางว่าเพราะอะไรนางถึงมองความเป็นอมตะว่าคือความทุกข์ระทม… แต่บัดนี้เพียงแค่หมื่นปีผ่านไป ข้ากลับเข้าใจนางได้แล้ว ว่าการที่ต้องมองคนเห็นรอบข้างทยอยจากไป รู้สึกเจ็บปวดมากเพียงใด ข้าไม่กล้าแม้แต่จะสร้างพันธะใด ๆ เพราะเกรงว่าสิ่งผูกมัดเหล่านั้นจะกลายเป็นความทุกข์ที่ทบทวียิ่งขึ้น…” ดวงวิญญาณของ กุ่ยเยี่ยซา เอ่ยขึ้นมาอย่างปลดปลง…
กุ่ยจือชิง ที่ได้ยินได้ฟังจึงถอนหายใจยาวออกมา ก่อนจะประสานมือโค้งตัว… “ขออนุญาตให้ผู้เยาว์ได้กล่าว... การที่ท่านบรรพบุรุษมองเห็นเช่นนั้น นั่นก็แปลว่าท่านยังมีจิตใจแห่งความเป็นมนุษย์หลงเหลือมิใช่หรือ?!”
ดวงวิญญาณของ กุ่ยเยี่ยซา ดวงตามีประกายวาววาบขึ้นทันที ก่อนจะเผยรอยยิ้มประดับ… “หึหึ สมเป็นทายาทแห่งข้า เข้าใจกล่าวดีนี่… มันก็จริงของเจ้า ใช่ว่าข้าจะมิอาจละทิ้งเส้นใยแห่งจิตวิญญาณอนันต์นี้ได้ ข้ายังสามารถเดินทางสู่วัฏจักรแห่งนิพพานได้ตลอดเวลาตราบที่ข้าต้องการ
แต่ที่ข้าไม่ทำเช่นนั้น ก็เพราะจิตใจแห่งความเป็นมนุษย์ของข้ายังหลงเหลืออยู่ จิตใจที่อยากจะทำตามเจตนารมณ์ที่ถูกฝากฝังจากศิษย์น้องข้า… เจตนารมณ์ของ เล้งซาน ยังไงล่ะ!! นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ข้าเฝ้ารอเวลานี้มาโดยตลอด วันแห่งชะตากรรมที่จะก้าวเดินไปต่อ…”
กุ่ยจือชิง รู้สึกสะท้านสะเทือนเมื่อได้ยินเช่นนั้น สูดลมหายใจลึกก่อนจะเอ่ยขึ้น… “ท่านบรรพบุรุษ… ผู้เยาว์ผิดต่อท่าน ที่ทำให้สายเลือดตระกูลกุ่ย จำต้องจบสิ้นลงก็ในรุ่นของข้า ไม่ว่าจะพยายามมากเพียงใด ข้าก็มิอาจมีทายาทสืบสกุลตระกูลของเราได้…”
“หึหึ… อย่ายึดติดถึงเพียงนั้น ความพยายามของเจ้าข้าได้เฝ้ามองมาโดยตลอด ไม่มีสิ่งใดต้องเสียใจ เพราะในวันที่ก่อตั้งตระกูลกุ่ย ข้าก็เริ่มต้นจากเด็กกำพร้าคนหนึ่ง ไม่มีบิดามารดา ไม่มีพี่น้อง ไม่มีสายเลือดในตระกูลประคับประคอง…
ภรรยาข้า มู่ซิ่วซิ่ว นางมิใช่แม้แต่มนุษย์ เป็นเพียงจิตวิญญาณที่แตกหน่อ และสถิตอยู่ในร่างเทียมที่สร้างขึ้นมาเท่านั้น… นั่นจึงเป็นสาเหตุให้สายเลือดทั้งหมดที่เกิดจากข้าและภรรยา มิได้มั่นคงเท่าใดนักหากเทียบกับมนุษย์ทั่วไป การที่ดำรงสายเลือดอยู่ได้ถึงหมื่นปี ก็คือเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากแล้ว…
ทิศทางของตระกูลเราจะขึ้นอยู่กับ วันแห่งชะตากรรมนี้เช่นกัน…”
กุ่ยจือชิง เมื่อได้ยินก็เผยแววตามุ่งมั่น… “วันแห่งชะตากรรม… ตามบันทึกตระกูลกุ่ย ท่านบรรพบุรุษเคยกล่าวเอาไว้ตั้งแต่ก่อนจะล่วงลับเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ว่าจะเป็นวันที่ตระกูลกุ่ยและพรรคมังกรฟ้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ใช่หรือไม่”
ดวงวิญญาณของ กุ่ยเยี่ยซา แสยะยิ้มขึ้น…
“ถูกต้อง… เจ้าจงนำสิ่งนั้นออกมา ข้าจะปลดเปลืองผนึก เพื่อไขกุญแจและโชควาสนาที่แท้จริง…”
กุ่ยจือชิง ประสานมือพยักหน้ารับคำสั่ง ราวกับชายชราทราบเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว เพราะมันเป็นคำสั่งที่ถูกถ่ายทอดในฐานะสายเลือดตระกูลกุ่ยในแต่ละรุ่น… แหวนมิติถูกเปิดออกพร้อมกับของสิ่งหนึ่งที่ถูกนำออกมา…
ตราแห่งวงกต ลำดับที่ 3
สิ่งนี้เป็นตำนานที่ถูกจารึกไว้ ว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะสามารถเปิดประตูสู่ ‘มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง’ ที่สามผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตได้ร่วมกันสร้างขึ้น สถานที่อันใช้ในการเก็บสมบัติที่ทั้งสามผู้ยิ่งใหญ่ เคยได้มาในครอบครอง
เพราะเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนพลังของทั้งสามคนนั้น น่ากลัวถึงระดับที่อาจทำให้ดวงดาวดวงนี้ถูกทำลายลงได้ ทั้งศาสตราและทรัพยากรก็เรียกได้ว่าสูงเกินกว่าจะนำมาใช้ในยุทธภพของยุคนั้น เพราะมันมีคุณค่าและความอันตรายที่มากเกินไป… ความละโมบในพลังคือเป็นพื้นฐานของยุทธภพไปเสียแล้ว ดังนั้นหากถึงวันที่ทั้งสามคนล่วงลับ สมบัติเหล่านี้อาจกลายเป็นชนวนแห่งสงครามให้เผ่ามนุษย์ ถึงขั้นแย่งชิงกันจนล่มสลายก็เป็นได้
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ สิ่งมหัศจรรย์ของยุทธภพยุคใหม่ ได้ถือกำเนิดขึ้นมา(ตอนที่ 56) ถูกสร้างขึ้นกลายเป็น มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง ทั้ง 7 แห่ง… และกุญแจที่จะเปิดขึ้นได้ก็มีเพียง ตราแห่งวงกต ที่ถูกครอบครองโดยตระกูลเล้ง ตระกูลเหว่ย และตระกูลกุ่ย เท่านั้น…
เมื่อราว 7,000 ปีก่อน ตราแห่งวงกต ลำดับที่ 6 เคยถูกเปิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้ว… และการช่วงชิงโชควาสนาจากมหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้งในครั้งนั้น ทายาทสายเลือดตระกูลเล้งก็ได้เป็นผู้พิชิตมันไป… แต่มันคือสิ่งใดนั้น ทางตระกูลเล้ง มิได้นำออกมาเปิดเผยกับโลกภายนอก ซึ่งเชื่อว่าน่าจะยังคงอยู่กับใครสักคนในตระกูลเล้งที่เหลือรอดในปัจจุบัน…
และเวลานี้ ตราแห่งวงกตลำดับที่ 3 ก็ได้ลอยเข้ามาอยู่ในมือของดวงวิญญาณ กุ่ยเยี่ยซา เป็นที่เรียบร้อย… “การเปิดตราแห่งวงกตในแต่ละชิ้น จำเป็นต้องมีเศษเสี้ยวพลังชนชั้นลมปราณสีรุ้งเป็นตัวกระตุ้น ไม่ใช่สิ่งที่คนในยุทธภพนี้จะสามารถเปิดขึ้นได้โดยง่าย นั่นต่างหากคือเงื่อนไขของผนึกที่แท้จริง…”
ทันใดนั้นเอง แผ่นดินในขอบเขตพรรคมังกรฟ้าครอบคลุมทั้ง 4 เขต ก็เกิดการสั่นไหวขึ้นมา!! พลังอำนาจแห่งชนชั้นลมปราณสีรุ้งเมื่อถูกขับขาน การจะลบเมืองทั้งเมืองยังสามารถทำได้เพียงแต่โบกสะบัดมือ เป็นสิ่งที่ยุทธภพไม่ได้ปรากฏมาอย่างยาวนาน
การสั่นไหวของแผ่นดินทำให้หลายหมื่นชีวิตในพรรคมังกรฟ้า เกิดการแตกตื่นขึ้น!! ไม่มีใครทราบว่าภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นจากอะไร แต่มันก็มากพอจะทำให้ทุกสิ่งในขอบเขตรัศมีนับร้อยนับพันลี้ไม่อาจนิ่งสงบ... เมฆลมบนท้องฟ้าเกิดการบ้าคลั่งเช่นกัน จากเวลายามบ่ายของวัน ที่มีแสงเจิดจรัส บัดนี้ถูกเมฆานับไม่ถ้วนปิดกั้นแสงตะวัน จนมืดหม่นลงราวกับพลบค่ำ… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
โดยเฉพาะเหล่ายอดฝีมือระดับสูงไม่ว่าจะชนชั้นราชันย์ หรือชนชั้นจักรพรรดิ ร่างกายต่างก็พากันสั่นเยือกขึ้นอย่างอดไม่ได้ รู้สึกถึงแรงกดทับบางอย่างที่ทำให้หายใจได้ไม่คล่อง… สายตาของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว หันมองตรงไปยังทิศทางเดียวกันนั่นคือเขตสุริยา…
“กะ…เกิดอะไรขึ้น!! พลังอำนาจนี่คืออะไรกัน!!”
เฒ่าชีเปลือย ยังถึงกับต้องหยุดยืนแน่นิ่ง เผยสีหน้าหวาดวิตกออกมาอย่างเห็นได้ชัด โดยมี จูห้าวชง ยืนอยู่ข้างกาย… “พลังอำนาจแห่งชนชั้นลมปราณสีรุ้ง!!”
ด้าน จูเจ๋อ และ ลู่เหรินฮ่าว ที่กำลังปรึกษาแผนการในสถานที่ลับตา ทั้งสองยังต้องเบิกตาโพรงขึ้นอย่างอดไม่ได้… “บะ…บ้าน่า!! ความน่าเกรงขามระดับนี้ ไม่น่าจะเป็นพลังของ กุ่ยจือชิง แล้ว!!”
ระลอกคลื่นอันน่าสะพรึงปกคลุมเขตพรรคมังกรฟ้าทั้งหมด… หากแต่นั้นยังเป็นเพียงเศษเสี้ยวในพลังอำนาจจากดวงวิญญาณของผู้ยิ่งใหญ่ กุ่ยเยี่ยซา เท่านั้นเอง… ตราแห่งวงกตเปล่งแสงเรืองรองเจิดจ้า ก่อนจะกลายเป็นเส้นแสงที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พริบตาที่แตะย่างถึงชั้นเพดานเมฆ ก็สาดประกายแสงสว่างสีรุ้งออกไปสุดหล้าฟ้าเขียว
ยามนี้มิใช่เพียงแค่ที่พรรคมังกรฟ้าอีกแล้วที่สัมผัสได้… หัวเมืองต่าง ๆ ในทวีปพยัคฆ์ขาว ล้วนมองเห็นการเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้าที่เกิดขึ้น!! ทั้งยังไม่เพียงเท่านั้น…ทวีปมังกรฟ้า ทวีปเต่าทมิฬ ทวีปหงสาเพลิง ทุกทวีปบนดวงดาวแห่งนี้ หรือแม้แต่เขตมหาสมุทรกิเลนอัสนี ต่างก็มองเห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว…
ปรากฏการณ์ สายรุ้งย้อมท้องนภา…
ในสายตาของผู้คนทั่วไปอาจรู้สึกประหลาดใจกับปรากฏการณ์ครั้งนี้… หากแต่เหล่าขุมกำลังระดับสูงทั้งหมด ต่างก็ล้วนสะท้านสะเทือน!! เพราะเหตุการณ์ท้องฟ้าย้อมแสงสีรุ้งเช่นนี้ มิใช่เพิ่งจะเคยปรากฏบนโลก แต่ตามบันทึกประวัติศาสตร์ของขุมกำลังระดับสูงล้วนมีการบอกกล่าวไว้อย่างแจ่มชัด ว่าเมื่อราว 7,000 ปีมาแล้ว ก็เคยเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้มาครั้งหนึ่ง…
มันคือปรากฏการณ์ก่อนที่ประตูมิติคู่ขนานถูกเปิดออก!!
ประตูที่จะนำพาไปสู่ มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง!!
ณ ทวีปมังกรฟ้า… ผู้อำนายการสูงสุดแห่งสถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ เวลานี้ได้มีสีใบหน้าที่ตระหนกเมื่อมองขึ้นไปด้านบน ก่อนจะหยิบเอาหยกสื่อสารออกมาด้วยมือที่สั่นเทา ติดต่อไปยังเหล่าผู้อาวุโสทั้งหมดในสถาบันฯ
“ของให้ผู้อาวุโสทั้งหมดรีบสั่งการออกไป!! ให้ศิษย์ระดับสูงทั้งหมดของสถาบันฯ เตรียมตัวให้พร้อม โดยเฉพาะราชันย์รุ่นเยาว์ เล้งหยุนฟง รวมไปถึงมังกรรุ่นเยาว์ทั้ง 4 ไม่ว่าจะทำสิ่งใดอยู่ในตอนนี้ ขอให้มารวมตัวกันที่ลานกว้าง…
ในอีกไม่กี่ชั่วยาม ประตูสู่โชควาสนาสูงสุด กำลังจะเปิดออกมาแล้ว…”
ไม่เพียงแค่ที่สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น… ขุมกำลังระดับสูงทั้งหมดในทวีปมังกรฟ้า ทวีปพยัคฆ์ขาว ทวีปเต่าทมิฬ และทวีปหงสาเพลิง ล้วนมีคำสั่งจากเบื้องบนเช่นเดียวกัน!! จะต้องเป็นชนชั้นศิษย์ที่อายุต่ำกว่า 30 ปีลงไปเท่านั้น ถึงจะสามารถก้าวเข้าไปในประตูสู่มิติคู่ขนานได้ เงื่อนไขสำคัญในเรื่องนี้ ทุกขุมกำลังที่ศึกษาประวัติศาสตร์เมื่อ 7,000 ปีก่อน ต่างก็ทราบชัดกันดี…
สมรภูมิสู่โชควาสนาครั้งนี้ มิใช่สมรภูมิที่ชนชั้นยอดฝีมือ อายุขัยเกิน 30 ปี จะสามารถไขว่คว้าได้ จำเป็นต้องฝากฝังความหวังทั้งหมด เอาไว้กับเหล่าผู้เยาว์ในขุมกำลังของตนเท่านั้น… มันคือกฎเหล็กที่ถูกกำหนดขึ้นมา โดยผู้สร้างมหาขุมทรัพย์แห่งเขาวงกตทั้ง 3 คน… ทางด้าน กุ่ยจือชิง ไม่จำเป็นต้องออกคำสั่ง เพราะเรื่องนี้เหล่าผู้นำตระกูลทั้งหมด รวมไปถึงผู้อาวุโสทุกคนในพรรคมังกรฟ้า ต่างก็ทราบกันดีว่าควรทำอย่างไร…
ศิษย์พรรคมังกรฟ้าทั้งหมด โดยเฉพาะศิษย์ระดับสูงต่างพากันฉายประกายแววตามุ่งมั่นขึ้น… นี่คือโอกาสสำคัญในช่วงชีวิต ที่จะมีโอกาสครอบครองสมบัติโบราณของสามผู้ยิ่งใหญ่ สมบัติล้ำค่าที่มีพลังอำนาจแห่งชนชั้นลมปราณสีรุ้งไหลเวียนอยู่…
ดังนั้น ต่อให้เป็นศิษย์ที่ฝีมือต่ำต้อยที่สุด ก็ยังพร้อมจะเอาชีวิตเป็นเดิมพัน!! เหล่าผู้เยาว์ที่อายุตามเกณฑ์กำหนด เกือบทุกคนในยุทธภพ ที่สังกัดพรรค สังกัดตระกูล สังกัดสำนัก สังกัดขุมกำลังทั้งหมด เวลานี้ต่างก็เริ่มทราบข่าวที่แจ้งตรงลงมาจากเบื้องบน...
ในอดีตเมื่อ 7,000 ปีก่อน ประตูมิติสู่โลกคู่ขนาน จะมิได้ปรากฏแค่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเท่านั้น… หากแต่มันมีขอบเขตที่ครอบคลุมทั่วทั้งดวงดาว หากสถานที่ใดมีชนชั้นผู้เยาว์รวมตัวกันเป็นจำนวนมาก คลื่นพลังจะส่งผลให้ประตูมิติปรากฏขึ้นมาในจุดนั้นเอง อาจมีนับหมื่นนับแสนประตู กระจัดกระจายไปทั่วทั้งดวงดาวแห่งนี้…
ทางด้านของ ซุน ที่ตอนนี้ได้อยู่ภายในถ้ำอาคม ก็พลันลุกพรวดขึ้นด้วยสัญชาตญาณ… ซุน แม้จะไม่ได้ทราบรายละเอียดอะไรมากมายนักเกี่ยวกับ ตราแห่งวงกต และมหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง ซึ่งภายในถ้ำอาคม ย่อมมองไม่เห็นแม้แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าเวลานี้…
แต่ความรู้สึกของ ซุน นั้นแตกต่างไปจากคนอื่น ๆ
ชายหนุ่มรู้สึกจากข้างใน ว่าตนเองมิอาจนิ่งเฉยได้…
“มีบางสิ่งกำลังเรียกหาข้า?!”
………………………..………………………..