อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 301 ผู้ชนะลำดับที่ 1
ตอนที่ 301
ซุน ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งลำดับที่สอง ห่างจาก เล้งหมิงเช่อ อีกไม่กี่ร้อยจั้ง…
เฉียงตงฟาง ที่อยู่ในกลุ่มแนวหน้ารู้สึกจิตใจสะท้านสะเทือน ก่อนจะหันมองไปยัง เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ซึ่งทั้งสามคนได้เลือกจะจับกลุ่มรวมตัวมาตั้งแต่แรกแล้ว ด้วยความที่เป็นกลุ่มพิชิตมังกรเหมือนกัน… “พวกเจ้าสองคนว่าใช่เจ้านั่นหรือไม่?!”
สองชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างปลดปลง… “ยังต้องถามด้วยหรือ?!”
“แต่ว่าก่อนที่พวกเราจะเข้ามา หาเห็น ซุน มันหลบอยู่ที่ห่างไกล เผยทีท่าว่าจะไม่ยอมเข้ามาที่นี่ไม่ใช่หรือ?! แม้แต่ช่วงก่อนจะสวมหน้ากาก ข้าก็พยายามมองหาแล้วแต่ก็ไม่เห็นแม้เพียงเงา…” เฉียงตงฟาง เผยท่าทีซึ่งดูสับสน...
“เรื่องนั้นพวกเราก็ไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดนัก เจ้าบ้านี่มันมีลับลมคมในเสมอนั่นแหละ… แต่จากประสบการณ์ของข้า ผู้ที่จะกล้ากระทำเรื่องบ้าบิ่นเช่นนั้น ข้าก็นึกไม่ออกอีกแล้วว่าทั่วทั้งยุทธภพยังจะมีใครเหมือนเจ้าบ้า ซุน!! หากไม่เชื่อก็คอยดูต่อไปก็แล้วกัน” ลั่วชิงเหอ กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ
เหว่ยหม่าอวิ๋น แม้จะถูกแซงหน้าไป ทว่าก็มิได้เผยความเดือดดาลใด ๆ ออกมา อย่างไรเสียเงื่อนไขก็คือหนึ่งพันคนแรก ดังนั้นการจะเข้าไปเป็นลำดับที่เท่าไหร่ ก็ใช่ว่าจะมีผลแตกต่างกันมากมายนัก…
แต่สิ่งที่ทำให้ เหว่ยหม่าอวิ๋น รู้สึกอึ้งก็คือทักษะของชายหนุ่มประหลาดผู้นี้… “ผู้ใช้ปราณสายลมระดับสูงงั้นหรือ?! แม้แต่ระดับชนชั้นยอดฝีมือแนวหน้าก็มีให้เห็นได้น้อยนิดในแต่ละยุคสมัย ทั้งการเคลื่อนไหวและควบคุมลมปราณก็จัดอยู่ในระดับยอดเยี่ยม ดูท่าคงจะมีผู้เชี่ยวชาญให้คำชี้แนะสั่งสอน คนผู้นี้มาจากขุมกำลังใดกันแน่นะ?! หรือจะเป็น สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์”
เหว่ยหม่าอวิ๋น ได้แอบจดจำคลื่นไฟฟ้าของชายคนนี้เอาไว้… หากวันใดได้เจอกันที่โลกภายนอก เชื่อว่าตนจะต้องจดจำได้อย่างแน่นอน...
แรงลมกรรโชกมหาศาลของ ซุน ที่ปะทะกับ มังกรดำ และ วิหคเพลิง ก่อนหน้านี้ ได้ส่งผลกระทบขยายไปเป็นวงกว้าง จริงอยู่ที่มันได้ช่วยเกื้อหนุนให้ ซุน สลัดหลุดจากการตามล่าของ ฝูงสัตว์อสูรมายานับพันลงได้ แต่มันกลับทำให้สัตว์อสูรมายาเหล่า หันเหเป้าหมายมาเล่นงานกลุ่มแนวหน้าแทน!!
เกิดความโกลาหลขึ้นมาในทันที จนเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ชิงชัยในกลุ่มแนวหลังหรือกลุ่มแนวหน้า ต่างก็ส่งสายตาอาฆาตมาดร้าย ทิ่มแทงมายังแผ่นหลังของชายหนุ่มจนทำให้ ซุน รู้สึกขนลุกชูชัน เย็นวาบขึ้นมาทั้งตัว แต่อย่างไรเสียนี่ก็เป็นการแข่งขันชิงชัย ใครสามารถทำอะไรได้ก็จำต้องทำให้ถึงที่สุด นั่นคือเหตุผลที่ ซุน ให้ปลอบประโลมการกระทำของตนเอง…
ทว่าสำหรับ มังกรดำ และ วิหคเพลิง นั้น ดูเหมือนจะยังไม่ลดละความพยายาม ทั้งสองคำรามเสียงอู่ ห้อตะบึงไปในห้วงมิติไร้น้ำหนัก สองราชันย์รู้สึกเหมือนกับว่าตนเองกำลังถูกแตะเกล็ดย้อนและถอนขนคอก็มิปาน...
“บัดซบเอ้ย!! พวกเจ้ามันไร้ยางอาย อย่าคิดว่าข้าจะยอมแพ้!!” ซุน ตวาดเสียงดังเรียกความฮึกเหิม จากนั้นจึงหยิบเอาขวานศิลาเล่มหนึ่งออกมา…
ก่อนหน้านี้ขวานศิลาของ ซุน ได้ถูกทำลายไปหลายครั้งแล้ว… ทว่า ซุน รู้สึกมีสมาธิยามใช้ขวานศิลาเพื่อฝึกฝน ทั้งยังเพิ่มพูนศักยภาพกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี ซุน จึงไม่เคยละทิ้งการฝึกซ้อมด้วยขวานศิลาในทุก ๆ วัน… และด้วยความที่ขวานศิลาเป็นสิ่งของที่เสาะหาได้ไม่ยาก สามารถสร้างขึ้นมาด้วยตนเองก็ยังได้ ขอแค่มีก้อนศิลาขนาดเหมาะสม ซุน จึงเก็บขวานศิลาหลายเล่มไว้กับตัว จนกลายเป็นสิ่งที่ขาดมือไม่ได้ไปเสียแล้ว…
นอกเหนือจากเพลงกระบี่ ก็กล่าวได้เต็มปากว่าเพลงขวานเป็นอีกหนึ่งศาสตราที่ ซุน นั้นมีความชำนาญมากที่สุด… อีกทั้งยังมีจิตวิญญาณแห่งขวาน ที่เป็นจิตวิญญาณต้องสาปคอยเกื้อหนุน ถึงจะยังไม่ถึงระดับสื่อสารกับจิตวิญญาณแห่งขวานได้เฉกเช่นเดียวกับกระบี่ แต่ก็บรรลุอยู่ในขอบเขตที่ล้ำลึกไม่น้อย…
ดวงตาภายใต้หน้ากากของ ซุน เจิดจรัสจนเห็นเป็นเส้นแสง รังสีศาสตราแก่กล้าน่าพรั่นพรึงแผ่ซ่านออกมา ก่อนที่กล้ามเนื้อต้นแขนจะโป่งพองขึ้นจากการถูกรีดเค้นพลังทั้งหมด กำขวานแน่นด้วยสองมือ จากนั้นก็หมุนตัวเสริมแรงก่อนจะเหวี่ยงขวานศิลาออกไปสุดกำลัง… เล่มที่ 1 เล่มที่ 2 เล่มที่ 3!!
ซุน เหวี่ยงขวานศิลาออกไปสามเล่มติดต่อกัน!!
จากนั้นในชั่วพริบตาที่ปล่อยมือจากขวานเล่มสุดท้าย ชายหนุ่มก็หยิบเอาโซ่เส้นหนึ่ง ตวัดรัดพันที่ด้ามขวานเล่มที่ 3 เอาไว้ ใช้แรงฉุดดึงจากน้ำหนักของตัวขวานกระชากตัวให้พุ่งทะยานดุจดั่งลูกธนูที่ออกจากแล่ง!!
พริบตาเดียวร่างของ ซุน ก็ถลาตรงไปอีกนับร้อยจั้งในชั่วพริบตา!! ไม่เพียงเท่านั้น พอความเร็วของขวานเริ่มที่จะตกลง ชายหนุ่มก็ดึงโซ่เพื่อพาตนเองไปที่ขวานศิลา ให้ความหนักของขวานเป็นจุดหยั่งเท้า ขับขานเคล็ดวิชาตัวเบาพร้อมกับสายลมสีเขียวที่โอบอุ้ม ระเบิดท่าร่างพุ่งทะยานดีดตัวออกไปมิต่างอยู่บนแง่งหิน…
ซุน ก้าวเหยียบบนขวานเล่มที่ 3 ไปยังเล่มที่ 2 และดีดตัวอีกครั้ง จนไปถึงเล่มที่ 1 ขวานศิลาทั้งสามเล่ม มิต่างจากบันไดสามขั้นที่ใช้เสริมความเร็วเพียงแค่สิบชั่วลมหายใจ ซุน ก็ร่นระยะได้อีกเกือบ 500 จั้ง!! ทำให้เวลานี้ห่างจากประตูมิติสีขาวเพียงแค่ 1,000 จั้งสุดท้าย และที่สำคัญก็คือ ซุน ในเวลานี้แทบจะอยู่ในระนาบเดียวกันกับ เล้งหมิงเช่อ แล้ว…
“!!!!!!!!!!” เล้งหมิงเช่อ ที่ไม่ได้ให้ความสนใจกับรอบด้านมากนัก เวลานี้เมื่อหันมองไปด้านข้างกลับพบเงาร่างของชายปริศนาผู้หนึ่งตีขนาบเข้ามาเท่าเทียมกับตนเองเป็นที่เรียบร้อย… อีกทั้งเสียงของ มังกรดำ และ วิหคเพลิง ที่ก้องคำรามด้านหลัง ยังทำให้ชายหนุ่มผู้นี้เผยสีหน้าโง่งมภายใต้หน้ากาก...
“บัดซบ!! นี่เจ้าเป็นใครกัน!!” เล้งหมิงเช่อ ย่อมจดจำรัศมีลมปราณของ เหว่ยหม่าอวิ๋น ที่โดดเด่นได้ นั่นจึงทำให้ทราบได้ทันทีว่าผู้ที่มาใหม่นี้ มิใช่ เหว่ยหม่าอวิ๋น อย่างแน่นอน...
ซุน เหลียวหันมาพร้อมกับโบกมือให้อีกฝ่ายเบา ๆ “โทษทีนะพี่ชาย… หากเป็นท่านน่าจะช่วยข้าสกัดสัตว์อสูรมายาระดับราชันย์สองตัวนี้ได้ เรื่องครั้งนี้ข้าจะถือว่าข้าติดค้างท่านครั้งหนึ่งก็แล้วกัน…”
ซุน ถอนหายใจอย่างปลดปลงภายใต้หน้ากาก หากเป็นไปได้ก็ไม่อยากใช้วิธีการเช่นนี้ แต่เพราะตนนั้นยังมีฝีมือไม่ถึงขั้น ยังไม่แข็งแกร่งพอจะรับมือกับสองราชันย์สัตว์อสูรมายาที่ไล่หลังมาอย่างกะชั้นชิดได้ และไม่คิดจะเอาตัวเอาไปเสี่ยงอีกด้วย… ชายหนุ่มจึงหยิบเอาขวานศิลาออกอีกเล่ม และยังคงใช้วิธีการเช่นเดิมห้อตะบึงด้วยความเร็วมหาศาลพุ่งแซงหน้า เล้งหมิงเช่อ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งลำดับที่หนึ่งในทันที…
ดวงตาภายใต้หน้ากากของ เล้งหมิงเช่อ แดงฉานขึ้นมาโดยพลัน…
“ข้าจะฆ่าเจ้า!!”
ทว่าในขณะที่ เล้งหมิงเช่อ จะระเบิดพลังทั้งหมดเพื่อไล่ติดตาม ซุน ไปนั้น… เสียงดังกัมปนาทของสายฟ้าเส้นหนึ่ง ก็ฟาดผ่ามาจากทางด้านหลัง ขัดขวางการรวบรวมพลังของ เล้งหมิงเช่อ ให้ต้องหยุดชะงักลงในทันที…
“เหว่ยหม่าอวิ๋น!! นี่เจ้า!!”
เหว่ยหม่าอวิ๋น ส่งเสียง หึหึ ดังขึ้นในลำคอ… “จริงอยู่ที่ข้าไม่ได้รู้จักกับคนผู้นั้นเป็นการส่วนตัว แต่หากต้องการให้ใครสักคนเข้าเป็นลำดับที่ 1 ในด่านทดสอบนี้ แน่นอนว่าข้าไม่ต้องการให้เป็นเจ้า…”
การสกัดของ เหว่ยหม่าอวิ๋น มากพอจะทำให้ มังกรดำ และ วิหคเพลิง ตามมาได้ทัน… บีบบังคับให้ เล้งหมิงเช่อ ไม่สามารถที่จะติดตาม ซุน ได้อีกแล้ว เพราะต้องพัวกันในการต่อสู้กับสัตว์อสูรมายาระดับราชันย์สองตัวนี้…
เสียงคำรามที่เดือดดาลของ เล้งหมิงเช่อ ดังก้องกังวานยิ่งกว่าเสียงของสัตว์อสูรมายาโดยรอบเสียอีก ระยะ 1,000 จั้งสุดท้ายไม่ถือว่าไกล ด้วยความเร็วของ ซุน ที่มีเหนือล้ำ ในที่สุดก็สามารถผ่านวิกฤตทั้งหมด และพุ่งเข้าประตูมิติสีขาวไปเป็นคนแรก...
“ม่ายยยยยยยย!!” เล้งหมิงเช่อ ไม่เคยรู้สึกคับแค้นใจมากถึงเพียงนี้มาก่อน หากต้องพ่ายแพ้ให้กับ เหว่ยหม่าอวิ๋น ในระดับเดียวกันก็ยังพอรับได้ แต่เมื่อต้องมาพ่ายให้กับบุคคลปริศนาที่เห็นได้ชัดว่าอ่อนแอกว่าตนอยู่หลายขั้น ไหนเลยที่จะยอมรับ…
โทสะอันมหาศาลในครั้งนี้ เล้งหมิงเช่อ ได้ระเบิดพลังรบออกมา เพื่อระบายความคับแค้นนี้กับ มังกรดำ และ วิหคเพลิง!! ถึงแม้ว่าทั้งสองจะเป็นสัตว์อสูรมายาชนชั้นราชันย์ แต่อย่างไรก็ไม่ได้มีร่างกายแท้จริง… สุดท้ายก็ไม่อาจต่อกรในความแข็งแกร่งของ เล้งหมิงเช่อ ที่ระบายอารมณ์ในครั้งนี้ได้ มังกรดำ ถูกทำลายด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าคราม… ส่วนวิหคเพลิง ถูกทำลายด้วยกระบี่วิเศษสีดำเล่มหนึ่ง ที่ เล้งหมิงเช่อ หยิบออกมากวัดแกว่ง…
ดวงตาภายใต้หน้ากากของ เล้งหมิงเช่อ แดงฉานขึ้นอย่างถึงที่สุด ชำเลืองมองไปยัง เหว่ยหม่าอวิ๋น ครั้งหนึ่ง… “ข้านั้นรู้ลำดับขั้นตอนดี สิ่งแรกที่ทำคือการตามไปฆ่าเจ้าสารเลวตัวนั้น!! แล้วเจ้าจะเป็นรายต่อไป เหว่ยหม่าอวิ๋น!!”
เล้งหมิงเช่อ ห้อทะยานพุ่งไปต่อ และก้าวเข้าสู่ประตูมิติสีขาวเป็นลำดับที่ 2 ตามติดมาด้วย เหว่ยหม่าอวิ๋น และสมาชิกระดับสูงของสมาพันธ์แห่งท้องทะเล… จากนั้นกลุ่มแนวหน้าที่แข็งแกร่ง ก็เริ่มทยอยผ่านประตูเข้าไปเรื่อย ๆ
เฉียงตงฟาง ลั่วชิงเหอ และ เจี่ยโย่วเทียน เข้ามาเป็นลำดับที่ราว ๆ หนึ่งร้อยคนแรก… ส่วนทางด้าน ไป๋หู่จิวหรง นางได้แยกไปรวมกลุ่มกับหน่วยเทพพยัคฆ์ ซึ่งมีแนวหน้าคนสำคัญก็คือหัวหน้าหน่วยอย่าง มู่เจี้ยน ซึ่งช่วงอายุอยู่ในหลักเกณฑ์อย่างเฉียดฉิวในวัย 29 ปี 11 เดือน ทั้งในเวลานี้ มู่เจี้ยน ได้บรรลุชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 1 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามารถนำพาหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ผ่านการทดสอบรอบแรกนี้ไปได้เช่นเดียวกัน…
ภาพเหตุการณ์ที่มีชายหนุ่มปริศนา ผ่านการทดสอบเป็นคนแรกได้นั้น สร้างความตกตะลึงเป็นอย่างมากให้กับเหล่าผู้ชิงชัย… แต่มันกลับเทียบไม่ได้เลยกับคนนับล้านที่เฝ้ามองอยู่ยังโลกด้านนอก!! หลายคนย่อมรู้จักกิตติศัพท์ของ เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น ทายาทสองตระกูลอันยิ่งใหญ่นี้เป็นอย่างดี และทุกคนก็จะไม่แปลกใจเลยหากทั้งสองจะเป็น 2 อันดับแรกในการผ่านด่านทดสอบ
ทว่าเมื่อจู่ ๆ ได้ปรากฏบุคคลอันเป็นปริศนาคว้าชัยชนะในด้านแรกนี้ไปครอง จึงเกิดเป็นระลอกคลื่นความตกตะลึงให้กับเหล่าขุมกำลังทั้งหมดในยุทธภพ…
“สืบค้นหาที่มาของชายหนุ่มปริศนาผู้นั้น ข้าต้องรู้ให้ได้ว่ามันเป็นใคร!!”
“แจ้งไปยังสายสืบของพวกเราทั้งหมด ตามหาเอกลักษณ์วิชาที่ชายผู้นั้นใช้”
คำสั่งมากมายถูกถ่ายทอดออกมาจากขุมกำลังในทวีปต่าง ๆ เกิดเป็นการสืบค้นข้อมูลครั้งสำคัญทั่วทั้งยุทธภพ… แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสทางพรรคมังกรฟ้าเอง ยังสำลักลมหายใจกับภาพเหตุการณ์ที่ได้เห็น ซึ่งใช่ว่าจะไม่มีคนสงสัยว่าคนปริศนาผู้นั้นอาจจะเป็น แมวสวรรค์ เพราะมีหลายคนเคยเห็น ซุน ใช้ปราณสายลมเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงสายลมสีเขียวในลักษณะเดียวกันนั้นด้วย…
ทว่าหลักฐานชี้ชัดเรื่องที่ทุกคนยังเห็น แมวสวรรค์ เดินเตร่อยู่ในพรรคมังกรฟ้า มิได้เข้าร่วมการชิงชัยมหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้งในครั้งนี้ ก็มากพอจะทำลายการคาดเดาในเรื่องดังกล่าวไปจนหมดสิ้น…
……………………………………