อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 302 วงกตแห่งป่า
ตอนที่ 302
ซุน หลังจากที่ผ่านประตูมิติสีขาวมาแล้ว ก็มิได้ชะล่าใจหรือรู้ปลอดภัยเลยสักนิด เหตุเพราะตนค่อนข้างที่จะทำเรื่องอุกอาจสร้างคลื่นโทสะให้กับเหล่าผู้ชิงชัยคนอื่น ๆ ไปไม่น้อย โดยเฉพาะ เล้งหมิงเช่อ ในช่วงท้าย มั่นใจว่าหากคนอีกนับพันผ่านด่านทดสอบแรกมาได้ ตนน่าถูกหมายหัวในลำดับต้น ๆ เป็นแน่แท้…
ชายหนุ่ม กวาดมองพิจารณาห้วงมิติในด่านที่สองนี้… ก่อนจะพบว่าเบื้องหน้ามีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่สูงเสียดฟ้า เรียงรายทอดยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา อีกทั้งขนาดและลักษณะของต้นไม้เหล่านี้เหมือนกันทั้งหมดจนไม่อาจแยกแยะออก… แม้ ซุน จะยังไม่สามารถมองเห็นภาพเป็นมุมกว้างได้ แต่ก็พอจะคาดคะเนได้ว่าที่นี่คงเป็นป่าที่กว้างใหญ่ไพศาลและเป็นด่านวงกตที่แท้จริง หากลึกเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่ทิ้งร่องรอย ก็อาจหลงทางอยู่ด้านในจากลักษณะที่แยกแยะเส้นทางไม่ออก…
หลังจากหยุดพิจารณาสักระยะ ก็ยังไม่มีเสียงสัญญาณใด ๆ เริ่มการทดสอบในด่านนี้ดังออกมา จึงคิดว่าคงรอให้ผู้ชิงชัยหนึ่งพันคนแรกมาถึงที่นี่อย่างครบถ้วนเสียก่อน ถึงจะมีกฎกติกาที่ถูกประกาศจากเสียงเก่าแก่โบราณเฉกเช่นในด่านแรก…
ซุน วาดแขนออกไปครั้งหนึ่ง นำศพหลอมระดับต่ำออกมาสองร่าง… จากนั้นก็เรียกวิญญาณในอาณัติที่เชี่ยวชาญในวิชาตัวเบาสองดวงออกมา เพื่อสิงสู่เข้าในร่างศพหลอมทั้งสอง… ทั้งคู่เมื่อลืมตาตื่นก็คุกเข่าลงทันที…
“คารวะนายท่าน มีสิ่งใดให้พวกเรารับใช้…”
ซุน พยักหน้าเบา ๆ
“พวกเราสองคนแยกกันไปคนละทาง พยายามใช้วิชาตัวเบาหนีให้ไวที่สุดและไม่จำเป็นต้องปกปิดรอยเท้า แต่ก็อย่าจงใจแสดงร่องรอยที่มากเกินไป… หลังจากหนีไปได้ไกลสัก 10 ลี้ หรือพบเจออันตรายอะไรก็ตามที ให้พวกเจ้าสละร่างศพหลอมทิ้งโดยไม่ต้องลังเล แล้วค่อยกลับมาหาข้าที่นี่…”
“รับบัญชา!!”
ศพหุ่นเชิดทั้งสองระเบิดทักษะวิชาตัวเบาแยกกันไปคนละทิศละทาง มุ่งตรงเข้าไปในเส้นทางแนวป่าของต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ จากนั้น ซุน ก็กวาดเศษดินบนพื้นกำหนึ่งพร้อมกับรีบดีดตัวสูงขึ้นไปบนยอดไม้ พยายามไม่ให้มีร่องรอยใด ๆ ปรากฏออกมา…
เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่มั่นคงแล้ว ซุน ก็บริกรรมคาถาขยับริมฝีปากพึมพำ ตบะของ ซุน ในเวลานี้แก่กล้ากว่าในอดีตอย่างไม่อาจเทียบได้ ดังนั้นศักยภาพของเวทย์อาคมจึงเพิ่มพูนมากขึ้นไปด้วย…
ซุน ได้โรยเศษดินเหล่านั้นเหนือศีรษะของตนเอง
“อาคมกำบังกาย ธุลีดินซ่อนเร้น”
ฝุ่นจากเศษดินกลายเป็นควันขมุกขมัว บดบังปกปิดร่างของชายหนุ่มให้พร่าเลือนไปพร้อมกับการแอบซ่อนลมปราณและกลิ่นอายทั้งหมด ตราบเท่าที่ ซุน ไม่ขยับออกจากตำแหน่งนี้ ก็ยากที่ผู้ใดจะสามารถสัมผัสรับรู้…
ซุน เฝ้าจับตามองอยู่บนยอดไม้ พร้อม ๆ กับตั้งสมาธิตรวจสอบพื้นที่ในห้วงสำนึกผ่านการวิ่งสำรวจของศพหุ่นเชิดทั้งสองตนนั้นด้วย เพื่อให้เข้าใจในป่าวงกตแห่งนี้มากยิ่งขึ้น… แล้วก็พบสิ่งที่น่าตกใจอย่างหนึ่ง นั่นก็คือป่าแห่งนี้แทบจะมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด สภาพแวดล้อมทั้งหมดล้วนแล้วแต่เหมือนกันในทุกด้าน
ยิ่งตรงลึกเข้าไปก็จะยิ่งพบเจอเส้นทางแยกย่อยอีกนับไม่ถ้วน และเมื่อศพหุ่นเชิดเหล่านั้นห่างออกไป 2-3 ลี้ สัมผัสทั้งหมดของ ซุน ก็ถูกปิดกั้นลงในทันที ชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้มีข้อจำกัดในการใช้สัมผัสลมปราณที่คับแคบมาก แม้แต่สายลมสีม่วงแห่งการสัมผัสก็ยังไม่อาจใช้งานได้ มีเพียงแค่ต้องรอให้ดวงวิญญาณทั้งสองหวนกลับมาเพื่อรายงานเท่านั้น…
ซุน ขมวดคิ้วฉับในทันที…
“ดูเหมือนว่าด่านทดสอบนี้ จะยากกว่าที่คิดไว้… มันจะเป็นการทดสอบแบบใดกันนะ?!”
จากนั้นเพียงไม่นาน เสียงตูมก็ดังขึ้นจากประตูมิติสีขาว พร้อมกับการพุ่งเข้ามาของ เล้งหมิงเช่อ ที่มีเอกลักษณ์เปลวเพลิงสีฟ้าที่โอบล้อมเรือนกาย ท่าทีของชายหนุ่มผู้นี้แฝงไว้ด้วยความดุร้าย และเกรี้ยวกราดถึงขีดสุด ประหนึ่งสัตว์ร้ายที่เพิ่งถูกปล่อยออกจากกรงขังก็ไม่ปาน
ซุน ถึงกับกลืนน้ำลายอย่างฝืดเคือง แน่นอนความแตกต่างของทั้งสองค่อนข้างที่จะมากเกินไป… ซุน ได้เวลานี้ที่เป็นชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 6 ต่อให้รีดเค้นความสามารถออกมาถึงขีดสุด อย่างมากก็เผชิญหน้าได้เพียงแค่ชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 1-2 เท่านั้น…
เล้งหมิงเช่อ เป็นถึงจุดสูงสุดของชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 3 ครึ่งก้าวย่างไปสู่ชนชั้นราชันย์แล้ว อีกทั้งในยุทธภพยังเป็นที่ทราบกันดี ว่าสายเลือดตระกูลเล้งนั้นแข็งแกร่งมากกว่ายอดฝีมือทั่วไปอย่างเทียบไม่ได้ ความแข็งแกร่งในพลังรบของ เล้งหมิงเช่อ คงจะเหนือกว่าชนชั้นราชันย์ขั้นต้นเสียด้วยซ้ำ โอกาสที่ ซุน จะเอาชนะในการต่อสู้ตัวต่อตัวจึงชัดเจนตั้งแต่ยังไม่เริ่มต่อสู้
“บัดซบเอ้ย!! ทำไมถึงมีตัวประหลาดแบบนี้เข้ามาร่วมทดสอบในระดับผู้เยาว์ด้วยนะ นี่มันคดโกงกันชัด ๆ เลย!!” ชายหนุ่ม แอบสบถขึ้นในใจ
เล้งหมิงเช่อ มองเห็นร่องรอยสองทิศทางก็กดคิ้วต่ำลงภายใต้หน้ากาก...
“เจ้าสารเลวนั้น คิดจะล่อลวงข้างั้นหรือ!! ดูถูกกันมากไปแล้ว!!”
ชายหนุ่มดุร้ายโบกสะบัดมือออกไปครั้งหนึ่ง เศษเสี้ยวเจตจำนงแห่งเปลวเพลิงบางส่วน ก็ถูกขับขานออกมาเกิดเป็นมวลเพลิงสีฟ้าครามที่เข้มข้นอย่างถึงที่สุด ก่อรูปลักษณ์เป็นเงาร่างสีฟ้าจากเปลวเพลิงอันหนาแน่น และแฝงเร้นด้วยจิตวิญญาณบางอย่าง…
“จงออกมาเงาภูติอสูรเพลิง!!”
ทันใดนั้น เงาร่างของเปลวเพลิงสีฟ้าอันรุนแรง ก็เริ่มชัดเจนเป็นเงาร่างของ ราชสีห์เพลิงสีฟ้าขนาดใหญ่ตนหนึ่ง แผ่รัศมีพลังของชนชั้นลมปราณสีส้มออกมาอย่างโดดเด่น แฝงเร้นไว้ด้วยพลังอำนาจครึ่งหนึ่งของผู้เป็นนายเหนืออย่าง เล้งหมิงเช่อ...
“!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตาโพรงขึ้นมาในทันที เพียงแค่เห็นราชสีห์เพลิงสีฟ้าตนนี้ ก็สั่นเยือกไปทั้งร่าง รู้สึกได้จากสัญชาตญาณว่าถึงแม้ เล้งหมิงเช่อ จะไม่ต้องลงมือเอง อาศัยเพียงราชสีห์เพลิงตนนี้ ก็อาจมากพอจะสังหาร ซุน ได้แล้ว…
“นั่นมันเคล็ดวิชาอะไรกันเนี่ย!! ช่างน่ากลัวยิ่งนัก” ชายหนุ่มได้แต่เก็บงำความหวาดหวั่นเอาไว้ในใจ ไม่กล้าแม้จะขยับตัวหรือหายใจแรงออกมา
เล้งหมิงเช่อ แค่นเสียงต่ำ… “ตามล่าเจ้าสารเลวนั่นกลับมาให้ข้า!! อย่าได้รีบสังหารมันนัก เพราะข้าจะเป็นผู้ลงมือเอง!!” ราชสีห์เปลวเพลิง พยักหน้าตอบรับ ก่อนที่สัตว์ร้ายเปลวเพลิงตนนี้จะพุ่งทะยานตามร่องรอยอันปรากฏ ประหนึ่งมีความคิดอ่านเป็นเอกเทศ สั่งการได้มิต่างศพหุ่นเชิดที่สิงสู่ดวงวิญญาณของ ซุน
เล้งหมิงเช่อ เองก็พุ่งทะยานไปในอีกทิศทางด้วยความเร็วเทียบเท่าประกายแสงสีฟ้า… นั่นจึงทำให้ ซุน ที่เฝ้าจับตามองอยู่บนยอดไม้ค่อยหายใจโล่งขึ้น…
“ปราณธาตุสามารถประยุกต์ใช้แบบนั้นได้ด้วยงั้นหรือ?! เคยเห็นก็แค่การใช้ก่อรูปเพื่อเป็นกระบวนท่าโจมตีรูปแบบในต่าง ๆ แต่ไม่เคยใครสามารถผนึกปราณธาตุเข้มข้นเพื่อสร้างในลักษณะของสัตว์อสูรใต้อาณัติเช่นนั้นได้มาก่อนเลย วรยุทธช่างเป็นสิ่งที่ล้ำลึกยิ่งนัก ศึกษามากเท่าไหร่ก็ยิ่งค้นพบความแปลกใหม่งั้นสินะ…”
ซุน เริ่มตระหนักแล้วว่า ตนเองยังด้อยประสบการณ์อีกหลายด้าน… ทั้งเมื่อครู่ยังแอบจดจำรูปแบบโคจรทักษะของ เล้งหมิงเช่อ มาด้วย ทว่ามันเป็นรูปแบบที่สลับซับซ้อนเกินไป ไม่ใช่สิ่งที่ ซุน จะสามารถลอกเลียนแบบได้หากไม่มีคนชี้แนะ…
จากนั้นไม่นาน เหว่ยหม่าอวิ๋น ก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับผู้ชิงชัยที่ทยอยผ่านประตูมิติสีขาวเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ละคนล้วนเต็มไปรัศมีพลังกล้าแกร่ง เห็นได้ชัดว่าด่านทดสอบแรกนั้น ได้คัดแยกผู้ที่คุณสมบัติไม่เพียงพอออกไปจนหมดสิ้น อาศัยเพียงแค่ดวงย่อมไม่อาจผ่านด่านมาได้…
เมื่อผู้ชิงชัยออกมาหลายร้อยคนแล้ว จึงมีบางส่วนที่เริ่มกระจายตัวสำรวจพื้นที่ในละแวก เกิดเป็นโอกาสและช่องว่างให้ ซุน ได้แทรกซึมกลับเข้าไปในกลุ่ม… แต่ครั้นจะเข้าไปทั้งรัศมีพลังก่อนหน้านี้ คงถูกจับได้ในที่สุดว่า ซุน คือชายหนุ่มปริศนาที่ก่อเรื่องวุ่นวายและเป็นที่รังเกียจของทุกคน…
ซุน คาดการณ์เรื่องนี้เอาไว้แล้ว… จึงหยิบเอากระบี่อักขระชนชั้นลมปราณสีเขียวสามัญเล่มหนึ่งมาถือไว้ในมือ ซึ่งมันก็เป็นกระบี่ที่ ซุน เคยได้จากสินสงคราม ตอนที่สู้รบกับกลุ่มมังกรทองในหุบเขาสายลมสวรรค์ ดังนั้นจึงเป็นของที่มองดูแล้วสามัญแพร่หลาย ไม่อาจชี้ชัดผู้เป็นเจ้าของ… เหตุผลที่เลือกถือกระบี่ก็เพราะก่อนหน้านี้ ซุน ได้จงใจใช้รังสีศาสตราแห่งขวานออกไป หากถือกระบี่ไว้ในมือและแผ่รังสีกระบี่ออกมา ย่อมมิอาจเชื่อมโยงตัวตนก่อนหน้า…
จากนั้น ซุน ก็สะกดพื้นฐานลมปราณให้เหลือเพียงชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 6 อีกครั้ง… ทั้งยังลบล้างปราณสายลมรอบกายที่แสดงออกมาก่อนหน้านี้ และขับขานปราณวารีออกมาแทนที่ อย่างไรเสีย ซุน ก็มีพรสวรรค์ปราณในทุกธาตุ ฝึกฝนพื้นฐานปราณธาตุมาอย่างครบถ้วน การจะสร้างรัศมีปราณชนิดอื่นขึ้นมากลบเกลื่อนปราณสายลม ย่อมมิใช่เรื่องยากเย็นนัก…
เมื่อมั่นใจว่าตนแนบเนียนดีแล้ว ก็แสร้งโดดไปมาระหว่างต้นไม้ใหญ่ คล้ายเป็นหนึ่งในจำนวนคนที่สำรวจพื้นที่รอบ ๆ จากนั้นก็กลับมารวมกลุ่มกับผู้ชิงชัยนับร้อย แฝงตัวเข้าไปอย่างแนบเนียนหมดจด… เจ้าตัวยังแอบหัวเราะ ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ออกมาด้วยความภาคภูมิใจ เท่านี้ก็ไม่มีใครสามารถหากบ่งชี้ตัวตนก่อนหน้าได้อีกแล้ว…
เหล่าผู้ชิงชัยทยอยผ่านประตูเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สภาพของแต่ละคนชัดเจนว่าลมปราณพร่องโหว่กันไปไม่น้อย เนื่องด้วยการระเบิดกระบวนท่านับครั้งไม่ถ้วนในห้วงมิติไร้น้ำหนักถือเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสสำหรับชนชั้นผู้เยาว์อยู่มาก...
ในจำนวนคนเหล่านี้ ไม่ได้มีใครให้ความสนใจกับ ซุน เท่าใดนัก… หากจะมีเรื่องให้เคลือบแคลงใจก็คงเป็นเรื่องที่ชายหนุ่มพื้นฐานลมปราณสีเขียว สามารถผ่านมายังด่านนี้ได้โดยที่คนอื่น ๆ ล้วนเป็นชนชั้นลมปราณสีเหลืองขึ้นไปเสียมากกว่า…
เล้งหมิงเช่อ เดินกลับมาที่นี่ด้วยสีหน้าเดือดดาลอีกครั้ง ในมือนั้นลากเอาศพหุ่นเชิดไร้วิญญาณกลับมาด้วย… ราชสีห์เปลวเพลิงก็เช่นเดียวกัน คาบเอาร่างศพหุ่นเชิดไว้ในปาก... เห็นได้ชัดว่า เล้งหมิงเช่อ ถูกกลลวงเล่นงานเข้าไปเสียแล้ว จึงยิ่งเผยไอสังหารที่รุนแรงคละคลุ้งจนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้…
“เจ้าสารเลวนั่น!! หากข้าหามันเจอ ข้าจะฉีกร่างมันเป็นหมื่น ๆ ชิ้น!!” เล้งหมิงเช่อ ระเบิดเปลวสีฟ้าออกมา ทำลายศพหุ่นเชิดทั้งสองร่างจนสลายหายไปไม่เหลือแม้เพียงผุยผง ทำให้ทุกคนโดยรอบต่างอกสั่นขวัญแขวนไปทั้งหมด ส่วน ซุน ที่อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น เผลอหดคอสั้นก้มหน้าต่ำอย่างหลงลืมตัว
หลังการมาถึงของผู้ชิงชัยคนสุดท้ายในลำดับที่ 1,000 ประตูมิติสีขาวก็หดแคบปิดตัวก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไป ผู้ที่ยังตกค้างอยู่ด้านในด่านแรกอีกหลายหมื่นคน ต่างก็ถูกส่งตัวกลับไปยังโลกภายนอกทันที ถูกตัดสิทธิ์ออกจากการชิงชัย…
จากนั้นท้องฟ้าด้านบนก็เริ่มเปลี่ยนสี เหตุเพราะมันมิใช่ท้องฟ้าแท้จริง แต่เป็นเพียงห้วงมิติจำลองที่ถูกสร้างขึ้น บัดนี้เผยให้เห็นดวงตาขนาดใหญ่คู่หนึ่งเต็มผืนฟ้า แผ่กลิ่นอายแห่งความโบราณคร่ำครึและพลานุภาพสยบที่สะกดฟ้าดินออกมา ทำให้ทุกคนรู้ได้ทันที่ว่านี่คือเจ้าของน้ำเสียงโบราณที่ดังขึ้นในด่านทดสอบแรก...
“ยินดีด้วยที่ผ่านด่านแรกมาได้… และนี่ด่านทดสอบที่สอง…วงกตแห่งป่า”
เหล่าผู้ชิงชัยทั้งหนึ่งพันคน จดจ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความตื่นเต้น กติกาของด่านทดสอบถือเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าคำพูดยินดี ทุกคนจึงล้วนรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ… ดวงตาขนาดใหญ่เหนือท้องฟ้าค่อย ๆ หดแคบลง…
“แต่ก่อนที่ข้าจะกล่าวถึงกติกาในด่านนี้… พวกเจ้าคงลำบากมากงั้นสินะ ที่ไม่อาจแยกแยะพวกพ้องที่เดินทางเข้ามาในมิติวงกต ด่านทดสอบที่สองมีความยากลำบากกว่าด่านแรกมากมายนัก เต็มไปด้วยภยันตรายในระดับที่ต้องเอาชีวิตมาเซ่นสังเวย ดังนั้นข้าจึงอนุโลมให้พวกเจ้าสามารถรวมกลุ่มกันได้ในการทดสอบ…
ทว่าจะให้ถอดหน้ากากเพื่อเปิดเผยใบหน้าแท้จริงออกมา มันก็จะผิดต่อเจตนารมณ์ที่ผู้สร้างตั้งใจไว้ ดังนั้นแล้วข้าจะแสดงหมายเลขบนหน้ากากเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและแยกแยะพวกพ้อง โดยหมายเลขบนหน้ากากจะอ้างอิงจากลำดับในการผ่านด่านทดสอบแรก...”
ทันใดนั้น หน้ากากสีขาวของทุกคนก็พลันปรากฏแสงสีแดงของหมายเลขขึ้นบนหน้าผาก แสดงถึงลำดับของพวกพ้องเพื่อให้ง่ายต่อการระบุตัวตนหลังจากนี้… จริงอยู่ที่มันอาจไม่สามารถบ่งบอกตัวตนที่โลกภายนอกได้ แต่ก็มากพอที่จะป้องกันการแฝงตัวเพื่อลอบสังหารกันภายในด่านทดสอบหลังจากนี้…
ซึ่งการปรากฏหมายเลขบนหน้ากากไม่ได้มีผลลัพธ์อะไรในทางเลวร้ายสำหรับทุกคน ออกจะเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ… ทว่ากลับมีเพียงหนึ่งคน ที่รู้สึกว่านี่คือหายนะที่คืบคลานอย่างแท้จริง!!
…………………………………………..