อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 309 วิถีทางของ เล้งหยุนฟง
ตอนที่ 309
สามชายหนุ่มห้อทะยานไปพร้อม ๆ กับแลกเปลี่ยนสมมุติฐานระหว่างกัน เพื่อค้นหาประตูลับอันเป็นทางออก... มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ ซุน แน่ใจว่า เล้งหยุนฟง ไม่ธรรมดาเลยก็คือ ชายคนนี้สามารถสร้างตำหนิร่องรอยขึ้นมาได้บนต้นไม้ใหญ่ ทั้งที่ต้นไม้เหล่านี้แข็งแกร่งจนแม้แต่กระบี่ดำราชวงศ์ยังไม่อาจฟันให้เป็นรอยได้…
เล้งหยุนฟง มีทักษะการสร้างเปลวเพลิงสีฟ้าคราม ได้เฉกเช่นเดียวกับ เล้งหมิงเช่อ เนื่องด้วยมันเป็นพื้นฐานพลังจากสายเลือดตระกูลเล้งฝ่ายหยาง แต่รูปแบบการใช้งานของ เล้งหยุนฟง จะแตกต่างออกไป มันมิใช่เปลวเพลิงที่เกรี้ยวกราดเน้นการทำลายเหมือนอย่างของ เล้งหมิงเช่อ แต่เป็นเปลวเพลิงในรูปแบบอักษรโบราณ ทั้งยังแฝงเร้นไว้ด้วยเศษเสี้ยวพลังจากศาสตร์อักขระกำกับ จึงทำให้มีอิสระและความพลิกแพลงที่มากยิ่งกว่า…
เมื่อ เล้งหยุนฟง วาดตวัดปลายนิ้วออกไปอักขระเปลวเพลิงจะถูกสลักไว้บนต้นไม้เหล่านั้น ทำให้เมื่อวนย้อนกลับมาในเส้นทางเดิม จะสามารถจดจำได้ในทันที… ด้วยวิธีการเช่นนี้ภายใต้การสำรวจเส้นทางตลอดหลายวัน จึงทำให้ เล้งหยุนฟง สามารถสร้างเค้าโครงแผนที่ป่าแห่งวงกตนี้ ขึ้นมาได้ด้วยตนเอง และค่อนข้างมีความแม่นยำที่สูงมาก...
“นี่เจ้าเป็นน้องชายของ เล้งหมิงเช่อ จริง ๆ งั้นหรือ?!” ซุน เอ่ยถามหลังจากทราบความจริงบางอย่าง
“อืม… แต่ข้านั้นได้ตัดขาดกับตระกูลเล้งไปแล้ว เพื่อเดินบนเส้นทางที่ตนเองเชื่อมั่น… ทำให้ในสายตาของคนตระกูลเล้ง รวมไปถึงพี่ชายข้า เล้งหมิงเช่อ จะมองข้าในฐานะกบฏของตระกูลเล้ง หากไม่มิใช่เพราะบารมีของท่านผู้อำนวยการสถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ คอยให้การปกป้องคุ้มครองล่ะก็ ข้าก็คงไม่มีทางมีชีวิตรอดมาถึงวันนี้ได้…
ตอนนี้ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นสายเลือดตระกูลเล้ง แต่ข้านั้นไม่ได้มีป้ายทองประจำตระกูลติดตัวอีกแล้ว สถานะจึงไม่ต่างอะไรกับคนเถื่อนเท่านั้น…” เล้งหยุนฟง เอ่ยถึงความลำบากยากเข็ญของตนเอง ซึ่งมันก็ตรงกับที่ ซุน ได้ยินมาจาก เฉียงตงฟาง…
“แม้จะรู้ว่าเป็นอันตราย แต่เจ้าก็ยังตัดสินใจออกจากตระกูลเล้ง มีเหตุผลอะไรที่สำคัญยิ่งกว่างั้นหรือ?!” ซุน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
แม้ ซุน จะไม่อาจมองเห็นสีหน้าของ เล้งหยุนฟง ภายใต้หน้ากาก แต่ยังสามารถมองออกจากการเต้นของหัวใจและลมปราณที่สั่นไหว บ่งชี้ถึงความคับข้องใจในส่วนลึก… “ความขัดแย้งของตระกูลเล้ง ฝ่ายหยิน และฝ่ายหยาง ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่วันที่พรรคมังกรฟ้าสาขาหลัก ล่มสลายไปเมื่อราว 40 ปีก่อน จากตระกูลที่เคยยิ่งใหญ่คับแผ่นดิน แต่สุดท้ายก็มิอาจคงไว้ในสิ่งที่บรรพบุรุษได้ลำบากสร้างขึ้นมา…
ข้านั้นชื่นชอบที่จะอ่านตำราบันทึกทางประวัติของท่านบรรพบุรุษ เล้งซาน มาตั้งแต่ยังเด็กแล้ว ทั้งข้าก็ยังชื่นชอบและสนใจในศาสตร์วิชาอักขระกำกับของตระกูลเล้งฝ่ายหยินเป็นอย่างมาก ทว่าคนในตระกูลเล้งฝ่ายหยาง กลับตำหนิไม่ยอมให้ข้าศึกษาศาสตร์อักขระกำกับของฝ่ายหยิน พยายามยัดเยียดเอกลักษณ์ฝ่ายหยางมาให้ข้าเรียนรู้เท่านั้น…
ยิ่งเติบโตขึ้น ข้าก็ยิ่งไม่เข้าใจ ว่าทำไมตระกูลที่ท่านบรรพบุรุษ เล้งซาน แลกเลือดแลกเนื้อเพื่อสร้างมันขึ้นมาอย่างยากลำบาก แต่กลับต้องมาถูกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจนล่มสลายไปในยุคของผู้สืบทอด… จวบจนเมื่อตอนข้าอายุได้ 12 ปี บิดาและมารดาของข้า ก็มาถูกฆ่าตายเพราะการลอบสังหาร ซึ่งเชื่อว่าเป็นฝีมือคนจากฝ่ายหยิน แต่ก็ไม่มีหลักฐานเอาผิด…
พี่ชายข้า เล้งหมิงเช่อ เต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังต่อคนของฝ่ายหยิน… แต่ข้ากลับไม่คิดเช่นนั้นเลย ข้ากลับคิดว่าการตายของบิดาและมารดาเป็นผลพวงของความขัดแย้งภายใน เป็นผลกระทบที่ไม่มีทางเกิดขึ้นหากตระกูลเล้งไม่มีการแบ่งฝ่าย ไม่มีการแยกสายเลือด หากสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ดังเช่นยุคของท่านบรรพบุรุษ เล้งซาน ความยิ่งใหญ่ของตระกูลเล้ง คงมีมากยิ่งกว่าสมาพันธ์แห่งท้องทะเลเสียอีก...
นับจากวันนั้น ข้าจึงตัดสินใจละทิ้งตระกูลเล้งในปัจจุบัน ไม่ขอเป็นทั้งฝ่ายหยางและฝ่ายหยิน แต่ข้าต้องการจะสร้างตระกูลเล้งยุคสมัยใหม่ ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน… แม้ว่าเส้นทางของข้าจะผิดต่อหลักการของตระกูลเล้งในตอนนี้ จนถูกมองเป็นกบฏที่ไม่มีฝ่ายใดยอมรับ ทว่าข้าก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ข้าจะเดินบนเส้นทางที่ข้าเชื่อมั่นและไม่เสียใจภายหลังเท่านั้น…”
ขณะที่ เล้งหยุนฟง ได้กล่าวออกมานั้น ซุน สัมผัสได้ถึงพลังในการตัดสินใจที่แน่นหนักแฝงเร้นอยู่ในน้ำเสียง เป็นชายที่ยึดมั่นในวิถีเส้นทางตนเอง มากกว่าการเสพสุขในตระกูลที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ที่เต็มไปด้วยภาวะแห่งผู้นำที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงอนาคต ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตามที
ซุน อดไม่ได้ที่จะรู้สึกนับถือคนผู้นี้ ไม่แปลกใจเลยที่ เฉียงตงฟาง จะเต็มไปด้วยความเคารพ และมอง เล้งหยุนฟง เป็นเป้าหมายสำคัญในชีวิตตน ความยิ่งใหญ่ที่ชายหนุ่มผู้นี้แผ่ล้นออกมา ไม่ว่าจะหน้ากากขาว หรืออาภรณ์ขมุกขมัว ก็ไม่สามารถปกปิดร่องรอยเหล่านั้นได้อย่างมิดชิด…
กังเฉิง ที่ฟังอยู่ด้วยก็เอ่ยปากขึ้นเสริมส่ง… “ตัวข้าเองไม่ได้มีเป้าหมายที่แน่นหนักชัดเจนนักหรอก แต่ข้าก็ตัดสินใจแล้วที่จะช่วยเหลือศิษย์พี่ของข้าให้เดินตามความฝัน… เพราะทุกครั้งที่ข้าเห็นความมุ่งมั่นของศิษย์พี่ มันทำให้ข้านึกถึงสหายรักในอดีตคนหนึ่งที่เคยจากไปในเส้นทางของตนเอง…”
ซุน ถึงกับฝีเท้าชะงักงันไปในทันทีที่ กังเฉิง กล่าวจบ… รู้สึกถึงความอัดอั้นในจิตใจที่อยากจะแสดงตัวตนออกไปให้ กังเฉิง ได้รู้ว่าตนนั้นก็อยู่ที่นี่… แต่ ซุน ก็มีเหตุผลหลายอย่างที่ไม่อาจบอกได้ มิเช่นนั้นด้วยอุปนิสัยของ กังเฉิง จะต้องตามมาช่วยเหลือตนที่กำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มมังกรทองอย่างแน่นอน ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ ซุน ต้องการแม้แต่น้อย หาไม่แล้วก็คงไม่ตัดสินใจแยกทางกับ กังเฉิง ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน...
“มีอะไรงั้นหรือ สหาย?!” เล้งหยุนฟง เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
ซุน จึงสูดลมหายใจลึกอีกครั้งเพื่อตั้งสติ… “ไม่มีอะไร ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าพวกเราน่าจะใกล้มาถึงใจกลางป่าวงกตแล้ว ตามแผนที่จำลองของท่าน...”
เล้งหยุนฟง ได้ยินเช่นนั้น ก็เพ่งมองไปยังตัวอักษรเล็ก ๆ ที่สลักไว้บนต้นไม้ที่เคยผ่านมาครั้งหนึ่งเมื่อหลายวันก่อ… “จริงด้วย… จากตรงไปอีกไม่นานก็จะเป็นใจกลางป่าวงกต” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ซุน มีสายตาที่เฉียบคมมาก ถึงแม้ว่าสัมผัสลมปราณจะถูกปิดกั้นขอบเขตให้สั้นลงไป ทว่าก็ยังมองเห็นร่องรอยบนพื้นดินได้ในบางส่วน… “ระวังตัวด้วย ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่พวกเราที่รู้วิธีเข้ามายังใจกลางป่าวงกต... รอยเข้าหันชี้ไปข้างหน้า และยังเป็นรอยเมื่อไม่นานมานี้ของคนจำนวนมาก”
ทั้งสามลดความเร็วในการเคลื่อนที่ลง มุ่งเน้นไปที่การปิดกั้นลมปราณตรงเข้าไปด้านใน… จากนั้นก็เริ่มได้กลิ่นคาวเลือดที่เจือจาง นั่นจึงทำให้ ซุน ยกมือเป็นสัญญาให้ กังเฉิง และ เล้งหยุนฟง หยุดเคลื่อนไหวในทันที…
ซุน เรียกดวงวิญญาณดวงหนึ่งให้ตรงไปสำรวจด้านหน้าก่อน เพื่อรอฟังรายงานผล… ตอนนี้จุดแสงบนท้องฟ้าเหลือเพียงแค่ 19 ดวงแล้ว ดังนั้นเวลาของการทดสอบด่านที่สองจึงเหลือเพียงแค่หนึ่งวันเศษ ๆ เท่านั้น…
ผู้ที่ยังเหลือรอดจนถึงตอนนี้ มีแต่ระดับยอดฝีมือพระกาฬที่ไม่ธรรมดา อีกทั้งทุกคนก็น่าที่จะเก็บดวงแสงในขวดโหลได้เต็มเป็นที่เรียบร้อย เหลือเพียงแค่การตามหาประตูลับและลดจำนวนผู้เข้าชิงชัยด้วยกันเท่านั้น… ซึ่งหากพบเจอกลุ่มอื่น ๆ ย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงการต่อสู้ จากจำนวนผู้ผ่านด่านที่ถูกจำกัด…
ไม่นานดวงวิญญาณที่ส่งไปก็กลับมารายงานผล… ดวงวิญญาณที่ส่งไปนั้นเป็นสมาชิกระดับสูงของกลุ่มมังกรทองที่ตายไป มีภูมิความรู้กว้างขวางพอสมควร จึงสามารถแยกแยะเอกลักษณ์วิชาของแต่ละขุมกำลังได้ในระดับหนึ่ง
ทำให้ ซุน รับรู้ว่า ตรงหน้ามีการต่อสู้ครั้งใหญ่เกิดขึ้น… “กลุ่มของสมาพันธ์แห่งท้องทะเล กำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม คิดว่าพวกเราควรจะเสี่ยงเข้าไปดูดีหรือไม่?!”
เล้งหยุนฟง พยักหน้าตอบรับ… “ในเมื่อเป็นการต่อสู้พัวพันหลายกลุ่ม หากเฝ้ามองดูอยู่ห่าง ๆ ไม่น่าจะเป็นอันตรายนัก อีกอย่างข้าก็เชื่อมั่นเรื่องความแข็งแกร่งในกลุ่มของเรา…”
ซุน และ กังเฉิง ได้ยินเช่นนั้นก็แอบมีรอยยิ้มน้อย ๆ ขึ้นมาไม่ได้… คำพูดของ เล้งหยุนฟง ให้ความรู้สึกที่เหมือนกับเป็นศิษย์พี่ที่น่าเชื่อถือ เพียงการเอ่ยปากชมเล็ก ๆ น่าแปลกที่สามารถเรียกความฮึกเหิมขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด…
ทั้งสามจึงไปต่ออีกระยะหนึ่ง จวบจนเริ่มมองเห็นการต่อสู้จากระยะสุดสายตา… นี่อาจเป็นการปะทะตัดสิน เพื่อลดจำนวนผู้ชิงชัยครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ เพราะมีกลุ่มคนมารวมตัวกันมากเกินกว่า 50 คน!! โดยที่คนของสมาพันธ์แห่งท้องทะเลที่นำโดย เหว่ยหม่าอวิ๋น จำนวนสิบคน ถูกรายล้อมด้วยยอดฝีมืออีกกว่า 40 คน ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของ เล้งหมิงเช่อ...
“เล้งหมิงเช่อ!! เจ้ากล้าใช้วิธีสกปรกเช่นนี้เลยงั้นหรือ!!” เหว่ยหม่าอวิ๋น คำรามเสียงออกมาด้วยความเดือดดาล เพราะกลุ่มคนจำนวนมากที่มาร่วมกันเหล่านี้ ล้วนถูกชักจูงจ้างวานด้วยจำนวนเงินมหาศาล ที่รวมกันแล้วนับพันล้านเหรียญ…
อีกทั้ง เล้งหมิงเช่อ ยังหยิบข้อเสนอพิเศษให้กับกลุ่มคนเหล่านี้อีกด้วย ว่าหากใครสร้างผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดจำนวนสองคน ตนนั้นจะยอมให้ผ่านเข้าสู่ด่านทดสอบถัดไปพร้อมกับตนเอง… กลุ่มคนร่วม 40 คนนั้น เมื่อเห็นเงินจำนวนมากกองตรงหน้า หากรับเงินเอาไว้เวลานี้ย่อมดีกว่าเสี่ยงที่จะกลับไปมือเปล่า ดังนั้นจึงตอบรับข้อเสนอร่วมมือกับ เล้งหมิงเช่อ เพื่อเล่นงานกลุ่มของสมาพันธ์แห่งท้องทะเล
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ข้าไม่สนใจค่าตอบแทนที่ต้องจ่าย หากสามารถจัดการพวกเจ้าได้!!” เล้งหมิงเช่อ หัวเราะคำรามด้วยความสะใจยิ่ง… ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เล้งหมิงเช่อ ถูกกลุ่มของ เหว่ยหม่าอวิ๋น เข้ากดดันจนต้องหลบหนีมาโดยตลอด แต่เวลานี้เวลาของด่านทดสอบใกล้จะหมดลงแล้ว จึงยอมเปิดเผยแผนการได้วางเอาไว้…
จึงเกิดเป็นการตะลุมบอนในศึกใหญ่ที่รุนแรง… แม้ว่าทางสมาพันธ์แห่งท้องทะเลจะเต็มไปด้วยยอดฝีมือ ทว่าผู้ชิงชัยคนอื่น ๆ ที่เหลือรอดมาถึงตอนนี้ก็ใช่จะอ่อนแอ ในจำนวนเหล่านั้นยังมีคนจากทั้งสามราชวงศ์ มีทั้งคนจากพรรคมังกรฟ้าที่ฝีมือโดดเด่นในชนชั้นลมปราณสีส้มอยู่ไม่ใช่น้อย ด้วยจำนวนที่แตกต่างกันหลายเท่า จึงสามารถเข้ากดดันคนจากสมาพันธ์แห่งท้องทะเลได้ในที่สุด…
ทางด้าน เล้งหมิงเช่อ ก็ไม่เสี่ยงเผชิญหน้ากับ เหว่ยหม่าอวิ๋น ตัวต่อตัว แต่มียอดฝีมือจ้างวานอีกสามคนที่พื้นฐานลมปราณสูงล้ำ หนึ่งในจำนวน ซุน ยังจดจำเอกลักษณ์วิชาได้ ว่าเป็นผู้นำหน่วยรบจากพรรคมังกรฟ้า จูเหลียนเก๋อ ชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 3 แน่นอนว่า จูเหลียนเก๋อ คงไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทองหรือทรัพยากร แต่น่าจะทำข้อตกลงบางอย่างกับ เล้งหมิงเช่อ เอาไว้เสียมากกว่า…
นั่นจึงทำให้ เหว่ยหม่าอวิ๋น ที่ปกติจะสูสีกับ เล้งหมิงเช่อ ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก...
การต่อสู้ครั้งนี้รุนแรงเป็นอย่างยิ่ง จนไม่มีใครสังเกตเห็นการเฝ้าจับตามองของชายหนุ่มทั้งสาม… ซุน หันมองไปยัง เล้งหยุนฟง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “เอายังไงดี?! คิดจะเข้าร่วมการต่อสู้นี้หรือไม่?!”
เล้งหยุนฟง ขบคิดสักระยะก่อนจะหันมองมายัง ซุน… “สหาย เจ้าไม่จำเป็นต้องทดสอบข้าก็ได้ ทั้งเจ้าและข้าต่างรู้ดีว่าพวกเราไม่ควรเข้าไปแทรกแซง ถึงข้าจะชอบช่วยเหลือผู้อื่นแต่ก็ต้องอยู่ภายใต้การประเมินสถานการณ์ที่เหมาะสม… ในเวลานี้พวกเราสู้นั่งบนภูมองดูพยัคฆ์กัดกัน แล้วค่อยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ย่อมดีกว่า…”
ซุน เผยรอยยิ้มน้อย ๆ แน่นอนว่าชายหนุ่มก็คิดเช่นเดียวกัน แต่ที่เอ่ยถามก็เพียงแค่อยากเห็นแนวคิดของ เล้งหยุนฟง เท่านั้นเอง… หาก เล้งหยุนฟง ใจอ่อนเกินไปคิดจะแทรกแซงไปช่วยเหลือถึงจะไม่ผิด แต่ก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีในฐานะผู้นำ…
……………………..……………………..