อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 311 อย่าให้ข้าต้องเอาจริง!!
ตอนที่ 311
“ศิษย์พี่…เจ้านั่นมันถึงกับเล่นงานพี่ชายท่านได้ด้วย…?!” กังเฉิง เอ่ยถึงด้วยความตะลึงงัน
เล้งหยุนฟง เองก็รู้สึกตกใจไม่น้อยเช่นกัน ก่อนที่จะเริ่มรู้สึกเป็นกังวลตามมา… “ถึงจะเป็นการลอบเล่นงานในตอนที่ เล้งหมิงเช่อ กำลังประมาท แต่ก็ต้องขอชมว่าเจ้านั่นสามารถทำได้ดีจริง ๆ ทว่าพลังรบและความแข็งแกร่งของ เล้งหมิงเช่อ ไม่ได้มีเพียงเท่านั้นหรอก...
ตระกูลเล้งฝ่ายหยาง จะโดดเด่นในวิชาสองอยู่แขนงใหญ่… หนึ่งคือเปลวเพลิงสีฟ้าแห่งมังกรเป็นพลังจากทางสายเลือดที่มีติดตัว และสองก็คือศักยภาพร่างกายที่เหนือมนุษย์เมื่อใช้ควบคู่กับศาสตรา สายเลือดตระกูลเล้งฝ่ายหยางทุกคน เกิดมาในชะตาที่ถูกเรียกว่าผู้เป็นที่รักแห่งศาสตราในทุกประเภท ขึ้นอยู่กับว่าใครจะฝึกฝนศาสตราชนิดใดเป็นหลัก…
พี่ชายข้า เล้งหมิงเช่อ จับกระบี่ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ หากเทียบกันแล้ว ยามที่ใช้เพลงกระบี่น่ากลัวกว่ายามที่ใช้ปราณเพลิงหลายเท่านัก และยิ่งใช้ควบคู่กันไปด้วยก็ยิ่งทวีความอันตราย… ศาสตราประจำกายยังเป็นกระบี่ดำที่ถูกหล่อหลอมขึ้น จากแร่โลหะคงกระพันชั้นพิเศษอันเป็นเกล็ดคราบราชันย์มังกรทมิฬ ที่ถูกนำมาทำเป็นศาสตราอักขระในภายหลัง พลานุภาพของมันจึงสูงล้ำกว่าอาวุธทั่วไปเป็นอย่างมาก...
หากเจ้าหมายเลข 1 นั่น ยังไม่มีวิธีการมากกว่านี้สำหรับรับมือจริง ๆ ด้วยแข็งแกร่งระดับนั้น ไม่ต่างจากเอาชีวิตไปทิ้ง…” เล้งหยุนฟง กล่าวขึ้นตามตรง เพราะนอกเหนือจาก เหว่ยหม่าอวิ๋น ที่เป็นคู่แข่งสำคัญแล้ว ถึงจะไม่ได้พบเจอกันหลายปีแต่น้องชายที่เติบโตมาพร้อม เล้งหมิงเช่อ ยอมรู้จักความสามารถของพี่ชายตนเองเป็นอย่างดี…
กังเฉิง เมื่อได้ยินก็ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง…
เล้งหมิงเช่อ หลังจากเสียท่าในการปะทะแรก แทนที่จะเดือดดาลมากยิ่งกว่าเดิม แต่กลับกลายเป็นคนที่เงียบขรึมไร้วาจา กล่าวได้ว่าเมื่อครู่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของตนเองอย่างแท้จริง ประสบการณ์สอนในรู้ว่าเมื่อมีโทสะจะบดบังความสามารถ…
คราวนี้กระแสลมปราณโดยรอบจึงมิได้บ้าคลั่งอีกแล้ว แต่กลับสงบนิ่งจนน่ากลัว… “แบบนี้นี่เอง เจ้าอาศัยเวลาในช่วงไม่กี่วันนี้ ทะลวงผ่านระดับขั้นขึ้นมาแล้วงั้นสินะ จึงทำให้ข้าประเมินเจ้าต่ำเกินไป…”
แหวนมิติพลันสว่างวาบขึ้น ก่อนจะเห็นกระบี่สีดำที่คมกริบเงาวับปรากฏโฉมศาสตราประจำกาย… ซุน รู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างอดไม่ได้เมื่อเห็น เล้งหมิงเช่อ จับคว้ากระบี่ รับรู้ถึงจิตวิญญาณแห่งกระบี่ที่แผ่ซ่านอย่างน่าตกใจ คำอธิบายเดียวของความรู้สึกนี้ ก็คือสายสัมพันธ์แห่งจิตวิญญาณที่ไม่ธรรมดา อาจจะเทียบเคียงกับ ซุน และกระบี่รุ่งอรุณเลยก็ว่าได้…
เล้งหมิงเช่อ วาดกระบี่มองดูเชื่องช้า แต่แท้จริงราวมันกลับเร็วจนเกิดเป็นภาพติดตา… คลื่นพลังสีฟ้าจากคมกระบี่ที่ประสานเปลวเพลิง แผ่รังสีสยบใต้หล้าออกมาอย่างมหาศาล ซุน สัมผัสได้ถึงวิกฤตเป็นตายจนต้องเลี่ยงหลบโดยพลัน คลื่นกระบี่ที่ถูกขับออกมาด้วยท่วงท่าสามัญจาก เล้งหมิงเช่อ กลับสามารถกรีดเฉือนห้วงอากาศ ก่อนจะฟาดฟันเข้ากับต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง…
ปรากฏรอยกระบี่ที่ลึกและใหญ่ไว้บนลำต้น บ่งบอกได้ถึงพลังทำลายที่แม้ชนชั้นลมปราณสีส้ม ก็สามารถถูกปลิดชีพได้ในกระบวนท่าเดียว… “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร แต่ในระดับช่วงวัยที่ไล่เลี่ยกัน นอกจาก เหว่ยหม่าอวิ๋น แล้ว เจ้าเป็นคนที่สองที่สามารถกดดันให้ข้าเลือกใช้กระบี่เขี้ยวมังกรดำเล่มนี้ได้…”
น้ำเสียงของ เล้งหมิงเช่อ เต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก ผิดกับไอความร้อนที่แผ่ซ่านรอบกาย…
เหว่ยหม่าอวิ๋น เมื่อเห็นว่าท่าไม่ดีแล้ว สุดท้ายจึงหยิบเอาง้าวสีดำยาวเล่มหนึ่ง อันเป็นศาสตราประจำกายออกมาเช่นเดียวกัน ทั้งยังเป็นโลหะชั้นพิเศษที่ไม่แตกต่างไปจากกระบี่ดำของ เล้งหมิงเช่อ… ปราณเทพอัสนีตลอดร่างระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ผลักดันสามยอดฝีมือจ้างวานของ เล้งหมิงเช่อ ที่สกัดตน ให้กระเด็นออกไปพร้อมอาการบาดเจ็บที่มากพอจะสำรอกโลหิตอาบไหลใต้หน้ากาก
เหว่ยหม่าอวิ๋น ไม่ได้ตรงเข้ามาช่วยเหลือ ซุน หากแต่ห้อทะยานดุจสายฟ้า เข้าไปช่วยเหลือพรรคพวกที่กำลังถูกรายล้อม ตวัดง้าวสีดำเล่มนั้นอีกครั้ง เกิดเป็นพายุอัสนีรุนแรงระลอกหนึ่ง เสียงกัมปนาทสะท้านสะเทือนฟ้าดิน จนทำให้ยอดฝีมือจ้างวานอีกนับสิบถูกสายฟ้าเล่นงานบาดเจ็บสาหัส เปิดทางหนีให้กับคนของสมาพันธ์แห่งท้องทะเล ที่ยามนี้เหลือกันเพียงแค่สี่คนสุดท้ายเท่านั้น…
เหว่ยหม่าอวิ๋น ชำเลืองมองมายัง ซุน อีกครั้ง ก่อนจะร้องตะโกนขึ้น… “500 ล้านเหรียญทองถือว่าถูกมาก สำหรับการช่วยเหลือของเจ้าครั้งนี้… แต่ข้าแนะนำให้เจ้ารีบหนีไปซะ ก่อนที่ เล้งหมิงเช่อ จะใช้เพลงกระบี่ตระกูลเล้ง…”
เหว่ยหม่าอวิ๋น ตัดสินใจนำพาคนของสมาพันฯ ที่บาดเจ็บร่อแร่ หลบหนีออกไปจากที่นี่ในทันที… อาจจะดูเป็นเรื่องที่ผิดต่อ ซุน ในการไม่ยอมเข้ามาช่วยเหลือ แต่ว่านี่คือการจ้างวานที่จ่ายด้วยเงินมหาศาลไปแล้ว ดังนั้นไม่อาจมีใครกล่าวโทษ เหว่ยหม่าอวิ๋น ว่าแล้งน้ำใจได้…
ที่สำคัญคือพวกพ้องของ เหว่ยหม่าอวิ๋น ทั้งสี่คนที่เหลือ ล้วนบาดเจ็บหนักเอาการ เพียงแค่ เหว่ยหม่าอวิ๋น ช่วยคุ้มกันพวกพ้องของตนให้หลบหนีพ้นภัยก็ตึงมือมากพอแล้ว ไม่สามารถช่วยเหลือใครได้อีก...
ซุน ขมวดคิ้วต่ำภายใต้หน้ากาก แต่กลับไม่มีเวลาให้ ซุน ขบคิดนัก… เพราะเวลานี้ เล้งหมิงเช่อ แผ่ซ่านไปด้วยอำนาจคุกคามชนชั้นกึ่งราชันย์ กดดันมายังร่างของ ซุน พร้อมระเบิดความเร็วเคียงคู่กระบี่ดำในมือ…
ซุน กัดฟันแน่น ก่อนจะระเบิดพลังอำนาจของร่างสถิตแห่งสายลมสีคราม สร้างโดมปราการขนาดใหญ่ครอบคลุม เล้งหมิงเช่อ เอาไว้… นี่เป็นพลังในการปิดผนึกพื้นที่เกิดจากพรแห่งร่างสถิต ปกติแล้ว ซุน ไม่ได้หยิบเอามาใช้นักเพราะยังฝึกฝนทักษะได้ไม่ชำนาญ แต่คราวนี้รู้สึกได้ว่า เล้งหมิงเช่อ อันตรายมากเกินไป…
“เพลงกระบี่ตระกูลเล้ง… มังกรเพลิงร่ายรำ!!”
ทันใดนั้นโดมปราการสายลมก็พลันสั่นไหวรุนแรง ก่อนที่มันจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ พร้อมกับมีคลื่นกระบี่ที่แฝงเปลวเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วนกวาดทำลายออกไปโดยรอบทิศทาง เชือดเฉือนทุกสรรพสิ่งให้ขาดสะบั้นไม่เว้นแม้แต่สายลมที่ยังต้องถูกผ่าแยกจากกัน…
ซุน รีบดีดตัวหลบเลี่ยงอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เร็วพอ จนทำให้ถูกเศษเสี้ยวคลื่นกระบี่นี้ เฉือนเข้าที่หัวไหล่ซ้าย ยังดีที่มันมิได้เข้าลึกถึงกล้ามเนื้อและกระดูก แต่ถูกป้องกันไว้ด้วยอัญมณีที่ติดไว้บนผิวหนัง… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
อัญมณีจำนวนสองชิ้นบริเวณหัวไหล่แตกออกในทันที… ดวงแสงสีเขียวที่เข้มข้นล่องลอยออกมา หลังถูกทำลาย… ซุน ไม่มีเวลาแม้จะแสดงความสลดหดหู่ที่สูญเสียอัญมณีนี้ไป ในเบื้องหน้าเงาร่างของ เล้งหมิงเช่อ ก้าวเดินออกมาจากเปลวเพลิงสีฟ้าที่ลุกโชนน่ากลัว…
อีกทั้งเหล่ายอดฝีมือจ้างวานอีกเกือบสามสิบคนที่ไม่สามารถติดตาม เหว่ยหม่าอวิ๋น และพรรคพวกได้ทัน เวลานี้ก็ได้ย้อนกลับมาที่นี่และทำการปิดล้อม ซุน จากรอบทิศทาง ไม่ยอมให้ชายหนุ่มหลบหนีออกไปจากวงล้อมได้ สถานการณ์เวลานี้จึงเรียกได้ว่าเป็นวิกฤตครั้งสำคัญอย่างแท้จริง…
“คงต้องมาดูกันว่า เจ้าจะหยิบเอาขวดโหลมาทำลายเพื่อหลบหนี ได้ไวกว่ากระบี่ดำของข้าหรือไม่…” เล้งหมิงเช่อ กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ว่าตนสามารถสังหาร ซุน ได้ก่อนจะหยิบขวดโหลออกมาทำลายอย่างแน่นอน...
ซุน เต็มไปด้วยเหงื่อเย็น ๆ ไหลอาบภายใต้หน้ากาก...
“เล้งหมิงเช่อ... ข้าว่าเจ้าและคนของเจ้าอย่าพยายามบีบบังคับข้าให้มากเกินไปจะดีกว่า หากข้าเอาจริงขึ้นมา เกรงว่าพวกเจ้าทั้งหมดในที่นี้จะต้องตายอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง…”
ทุกคนที่รายล้อมเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะออกมา แม้แต่ เล้งหมิงเช่อ เองก็ยังส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยท่าทีสมเพชเวทนา… “ดูท่าเจ้าจะบ้าไปแล้ว หัดมองสถานการณ์ตนเองเสียบ้าง เวลานี้มันอยู่ในสถานการณ์ที่เจ้าจะสามารถข่มขู่ได้อย่างไร?! คิดจะหาข้ออ้างก็ควรจะเอาที่มันสมเหตุสมผลกว่านี้…”
ซุน นิ่งขรึมลดศีรษะลงเล็กน้อย พร้อมเอ่ยด้วยวาจาที่เย็นชา…
“ข้าไม่ได้ล้อเล่น… นี่ถือเป็นคำเตือนครั้งสุดท้าย พวกเจ้ารีบไปจากที่นี่ก่อนข้าจะเอาจริงดีกว่า บอกตามตรงว่าแม้แต่ตัวข้าเองยังรู้สึกกลัวเลย…”
“หุบปาก!! จะตายอยู่รอมร่อแล้ว ยังจะกล้าพูดจาไร้สาระอันใด!! หากมีเจ้ายังมีน้ำยาจะทำเช่นนั้นอยู่จริง ๆ ก็แสดงมันออกมาได้เลย ก่อนที่เจ้าจะไม่หลงเหลือลมหายใจอีกต่อไป!!” เล้งหมิงเช่อ คำรามเสียงก้องดัง พร้อมกับทวงท่าที่เริ่มยกกระบี่หันชี้…
“เพลงกระบี่ตระกูลเล้ง… มังกรดา….”
ยังไม่ทันที่ เล้งหมิงเช่อ จะระเบิดกระบวนท่าที่ตั้งมั่น… ซุน ได้ทำการหมุนตัวอย่างรุนแรงอยู่กับที่โดยใช้ปลายเท้าเป็นดั่งแกนหมุนประหนึ่งลูกข่างขนาดใหญ่ ความเร็วในการหมุนนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในชั่วพริบตา จนเกิดเป็นกระแสลมหลายสีที่พัดกรรโชก โบกสะบัดใบไม้โดยรอบ...
ก่อนที่จะมีวัตถุเรืองแสงสี่ชิ้นพุ่งแหวกกระแสลมสี่ทิศทาง กระแทกไปติดกับต้นไม้ใหญ่สี่ต้น!! ทันใดนั้นเองราวกับต้นไม้ใหญ่ทั้งสี่เกิดปฏิกิริยาของการสั่นไหวที่ลุกลามไปถึงแผ่นดิน จากนั้นต้นไม้ทั้งสี่ก็ค่อย ๆ แห้งเหี่ยวเฉาจากการถูกดูดซับปราณพฤกษาไปเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์นี้ได้ทำให้ทุกคนโดยรอบตื่นตระหนก หันมองเลิ่กลั่กไปมา…
แม้แต่ เล้งหมิงเช่อ ที่กำลังจะใช้กระบวนท่าเพลงกระบี่ ยังสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศปรวนแปร รู้สึกขนลุกชูชันอย่างมิอาจห้ามปราม สัญชาตญาณบ่งบอกกับชายหนุ่มว่ากำลังจะเกิดภัยพิบัติที่คาดไม่ถึง…
ซุน หมุนตัวรุนแรงก่อพายุ ได้เปลี่ยนลมพายุให้กลายเป็นเงาร่างของพยัคฆ์วาตะ ระเบิดพลังตรงไปยังทิศทางหนึ่งของผู้คนที่โอบล้อม ฝ่าทะลวงออกมาในจุดที่สัมผัสได้ว่าอ่อนแอที่สุดในวงล้อม… จากนั้นก็พุ่งตัวหลบหนีอย่างไม่คิดชีวิต พร้อมกับเสียงตะโกนที่แววตามลม…
“ข้าบอกเตือนพวกเจ้าแล้ว ว่าอย่าให้ข้าต้องเอาจริง!! เพราะงั้นข้าก็ขอหนีก่อนแล้วกัน!!”
ชายหนุ่มโดดขึ้นต้นไม้ห้อยโหนรวดเร็วดุจวานร พริบตาเดียวก็ผ่านยอดไม้นับสิบต้น ตรงมายังทิศทางของ เล้งหยุนฟง และ กังเฉิง ที่กำลังยืนนิ่งอึ้งงัน… “พวกเจ้าสองคนยังจะรอให้บิดามาเรียกขานชื่อหรือไง!! รีบหนีไปเร็วเข้า!!”
เสียงของ ซุน ได้กระชากสติของสองชายหนุ่มให้กลับคืนมา จากนั้นทั้งสามพลันตะบึงหนีอย่างไม่คิดชีวิต... ทางด้าน เล้งหมิงเช่อ แม้ยังไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่มันก็ยังเผลอก้าวถอยหลังด้วยสัญชาตญาณที่กรีดร้อง…
ก่อนจะพบว่าต้นไม้ทั้งสี่ที่แห้งเหี่ยว ได้บังเกิดสัตว์อสูรไพรขนาดมโหฬารพอ ๆ กับต้นไม้ใหญ่ ทั้งยังมีขอบเขตพื้นฐานระดับราชันย์ทั้งสี่ตน แผ่อำนาจสยบผืนป่าออกมาพร้อม ๆ กับเสียงคำราม รุนแรงมากพอจะทำให้เกิดการระเบิดของห้วงอากาศในรัศมีหลายลี้
สายตาสัตว์อสูรไพรระดับราชันย์ทั้งสี่ ได้เพ่งมองมายังกลุ่มคนจำนวนมากที่ยืนตัวสั่นเยือกอยู่ในเวลานี้… ใบหน้าภายใต้หน้ากากของ เล้งหมิงเช่อ บิดเบี้ยวเหยเก ยามนี้ทราบแน่ชัดแล้วว่า ชายหนุ่มที่น่ารังเกียจผู้นั้น ล่วงรู้ความลับบางอย่างของป่าแห่งนี้ จนสามารถเรียกสัตว์อสูรไพรที่ยากจะต่อกรออกมาได้พร้อม ๆ กัน
“สารเลวชั่วช้าเอ้ย!! หากคราวหน้าข้าเจอเจ้าอีก ขอสาบานว่าข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้!!”
…………………………………….