อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 312 ความลับ...
ตอนที่ 312
ระหว่างที่ ซุน เล้งหยุนฟง และ กังเฉิง หลบหนี ย่อมมีการหันไปมองด้านหลังเมื่อรู้สึกถึงระยะที่ปลอดภัย… ซุน ส่ายหน้าด้วยความปลดปลง รู้สึกไม่ค่อยดีนักที่ลงมือกระทำไปเช่นนั้น… “เฮ้อ , น่าเหนื่อยใจยิ่งนัก ข้าหรืออุตส่าห์มีใจย้ำเตือนตั้งสองรอบ แต่พวกมันกลับไม่ยอมเชื่อ และบีบบังคับข้าจนถึงที่สุด”
กังเฉิง ไม่รู้สึกถึงความสำนึกผิดในน้ำเสียงของ ซุน แม้แต่น้อย จึงยิ้มหน้าเจื่อนภายใต้หน้ากาก... ส่วนทางด้าน เล้งหยุนฟง กลับตื่นตะลึงในการปรากฏตัวของ สัตว์อสูรไพรขนาดใหญ่นั้นอย่างมาก นอกจากจะน่าสะพรึงกลัวแล้ว ยังทำลายต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแกร่งในมิติวงกตแห่งนี้ไปถึงสี่ต้น…
รูปร่างของสัตว์อสูรไพรทั้งสี่ ไม่ต่างจากวานรยักษ์ที่สามารถแบกภูเขาแยกแผ่นดิน ระเบิดกำปั้นออกไปเพียงครั้งยังมองเห็นเงาร่างของคนนับสิบลอยกระเด็นได้จากที่ไกล ๆ เพียงแค่เห็นก็รู้ว่าโอกาสของยอดฝีมือเหล่านั้นไม่หลงเหลืออีกแล้วในด่านทดสอบนี้ หากโชคดีก็อาจสามารถหยิบเอาขวดโหลมาทำลายเพื่อหลบหนีไปโลกด้านนอกในทัน แต่หากโชคร้ายก็อาจต้องจบชีวิตและกลับออกไปด้วยร่างที่ไร้วิญญาณ
สัตว์อสูรไพรทั้งสี่แข็งแกร่งและทรงพลังมากเกินไป ต่อให้เป็น เล้งหมิงเช่อ ที่วาดกระบี่เข้าต่อกร ก็ยากที่จะกำราบอสูรไพรระดับราชันย์สี่ตนพร้อมกัน สุดท้ายจึงทำได้แค่สร้างโอกาสเพื่อหาหนทางหลบไปเท่านั้นเอง หอมหิ้วความคับแค้นและอาการบาดเจ็บ โดยใช้ยอดฝีมือจ้างวานเป็นเหยื่อแทนที่ตน…
เล้งหยุนฟง ที่เห็นเช่นนั้น ถึงกับแอบสูดหายใจลึกยาว อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองมายัง ซุน อีกครั้งหนึ่ง ก่อนหน้านี้ก็ยังนึกประหลาดใจอยู่ว่าเพราะอะไรสหายผู้นี้ถึงกล้าเข้าไปเผชิญหน้ากับ เล้งหมิงเช่อ ตรง ๆ ที่แท้ก็เป็นเพราะแอบซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้นี้เอง…
มาถึงจุดนี้แล้ว เล้งหยุนฟง รู้สึกว่าราคาที่จ่ายไป 40 ล้านเหรียญทองในการซื้อต่ออัญมณีระดับสูงมานั้น ไม่ใช่ราคาที่แพงเลยสักนิด เพราะนอกจากมันจะสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังสามารถกลายเป็นอาวุธพลิกสถานการณ์ได้ในยามคับขัน…
ซึ่งในเวลานี้สัตว์อสูรไพรในป่าวงกตคงถูกล่าไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว ดังนั้นต่อให้ใครอยากคิดจะใช้วิธีการเดียวกับสหายผู้นี้ ก็คงไม่อาจเสาะหาอัญมณีมาใช้งานได้อีกต่อไป กล่าวก็คือจำนวนของอัญมณีระดับสูงทั้งหมดที่เหลืออยู่ในป่า ล้วนแล้วแต่ติดอยู่บนเรือนกายของสหายผู้นี้เท่านั้นเอง…
“เจ้ารู้เรื่องการใช้อัญมณีได้ยังไง?! ทั้งการติดบนร่างเพื่อฟื้นฟู และการสร้างสัตว์ประหลาดเช่นนั้น?! ดูจากจำนวนของอัญมณีที่เจ้าสั่งสมเอาไว้บนร่าง เห็นได้ชัดว่าเจ้าเริ่มสะสมมันมาตั้งแต่ในวันแรก ๆ ที่เริ่มการทดสอบด่านนี้…” เล้งหยุนฟง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“มันแต่บังเอิญเท่านั้น… อย่าได้คิดมาก” ซุน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ
หากแต่ เล้งหยุนฟง มิได้เชื่อเช่นนั้น การเริ่มต้นค้นหาและพบเจอความลับสำคัญในช่วงเวลาสั้น ๆ บ่งชี้ถึงไหวพริบและความฉลาดที่ล้ำเลิศ แม้แต่ตัวของ เล้งหยุนฟง ก็ยังคาดไม่ถึงในเรื่องเช่นนี้… ภายใต้หน้ากากดวงตาของ เล้งหยุนฟง เพ่งมอง ซุน ไม่วางตา แฝงไว้ด้วยความหลากหลาย…
“เฮ้ย , เฮ้ย , ถึงข้าจะไม่เห็นดวงตาใต้หน้ากากของเจ้า แต่ข้าก็รู้นะว่าเจ้ากำลังแอบมองข้าอยู่… บอกเลยว่ารสนิยมโดยธรรมชาติข้ายังชื่นชอบสตรีเพศ มิได้ปักใจต่อบุรุษร่วม หากเจ้ายังส่งสายตาหยดย้อยเช่นนั้นอีก ระวังกรงเล็บในมือข้าจะทิ่มตาเจ้าให้…”
เล้งหยุนฟง ใบหน้าบิดงอโดยพลัน… “เจ้าบ้า!! ข้าปักใจต่อสตรีเช่นกันนั่นแหละ!!”
กังเฉิง หัวเราะ ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! อย่างน้อยบรรยากาศก็กลับมาดีขึ้นอีกระดับ… หลังจากหลบหนีห่างไกลออกมาสักระยะ ทั้งสามชายหนุ่มก็หยุดพักเพื่อปรึกษากันอีกครั้ง…
“แต่จะว่าไปแล้ว พวกเราก็ยังไม่ได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติมเลยสักนิดเกี่ยวกับประตูลับทางออกในด่านนี้… เป้าหมายจุดใจกลางป่าวงกตก็คล้ายจะไร้วี่แวว มิเช่นนั้นพวกของ เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น ที่ไปถึงจุดนั้นก่อนพวกเรา ก็คงพบเจอประตูลับไปแล้ว…” เล้งหยุนฟง กล่าวขึ้นพร้อมกับเหลือบมองไปบนท้องฟ้า จำนวนจุดแสงในเวลานี้บ่งชี้ว่าเหลือเวลาเพียงแค่หนึ่งวันสุดท้าย
ซุน นิ่งเงียบ ปลายนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือลูบปลายคางเบา ๆ “อันที่จริงข้าก็คิดเรื่องนี้มาสักระยะแล้ว แต่ยังหาหลักฐานชี้ชัดสมมุติฐานของตนเองไม่ได้เสียที…”
“มีอะไรก็ว่ามาเถอะ ตั้งสมมุติฐานที่ไร้หลักฐาน ก็ยังดีกว่ามืดบอดแปดด้านในเวลานี้…” เล้งหยุนฟง และ กังเฉิง หันมองมายัง ซุน ด้วยท่าทีให้กำลังใจและคาดหวัง
ซุน พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะกล่าว… “อย่างไรเสียที่แห่งนี้ก็เป็นโลกมิติคู่ขนานที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยสามผู้ยิ่งใหญ่ มันมิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ… ดังนั้นข้ากำลังคิดว่าบางทีประตูลับของด่านทดสอบนี้ มันอาจไม่ใช่สถานที่แน่ชัดเจาะจง แต่มันอาจต้องสร้างขึ้นมาด้วยตนเอง…”
“!!!!!!!!!!” สองชายหนุ่มได้ยิน ต่างก็สูดหายใจขึ้นพร้อม ๆ หลังจากพยายามคิดวิเคราะห์ตามแล้ว ใช่ว่าเรื่องเช่นนี้จะเป็นไม่ได้ “จริงด้วย… มีโอกาสเป็นดังที่เจ้าว่ามาจริง ๆ องค์ประกอบของป่าวงกตมีความคล้ายคลึงกันในทุกพื้นที่ ไม่แน่ว่าในทุกพื้นที่ก็อาจสามารถสร้างประตูลับขึ้นมาได้เช่นเดียวกัน…”
เมื่อแนวคิดเริ่มได้รับการสนับสนุนจากพวกพ้อง ซุน ก็รู้สึกชื่นใจขึ้นมาไม่น้อย… จากนั้นทั้งสามจึงเริ่มประเมินสิ่งต่าง ๆ ภายในมิติวงกตที่พบเจอ ซึ่งมันมีเพียงไม่มากนักในองค์ประกอบ นอกจากต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก พื้นดินที่สามัญ สัตว์อสูรไพรที่ปกปักรักษา และอัญมณีที่มีอันแปลกประหลาด ก็ไม่มีสิ่งใดให้ใช้นำมาวิเคราะห์ได้อีกแล้ว
หากการสร้างประตูลับขึ้นมาเอง เป็นแนวความคิดที่ถูกต้อง ก็คงจะเกิดจากปัจจัยอันน้อยนิดเหล่านี้เป็นส่วนประกอบอย่างแน่นอน ซึ่งวัตถุที่เป็นปริศนามาที่สุดก็คือ อัญมณี…
“ข้าไม่พยายามลองผิดลองถูกมาหลายอย่างเพื่อเสาะหาหนทาง จนถึงเหลือก็แค่เพียงวิธีเดียวที่ยังไม่เคยลอง ไม่สิ! ควรจะพูดว่าข้าไม่สามารถทำได้ด้วยเพียงลำพังเสียมากกว่า…” ซุน กล่าวขึ้นพร้อมกับหันมองยัง เล้งหยุนฟง และ กังเฉิน
ทั้งสองราวกับว่าพอจะคาดเดาได้เช่นกัน… “เจ้าคงไม่ได้หมายถึง?! การกำจัดสัตว์อสูรไพรระดับราชันย์ขนาดมหึมานั่นหรอกนะ”
ซุน หัวเราะแห้ง ๆ อย่างอดไม่ได้ “นั่นแหละที่อยากจะบอก... ภายในป่าวงกตแห่งนี้ สัตว์อสูรไพรที่หาพบได้ จะแข็งแกร่งที่สุดก็แค่เพียงชนชั้นลมปราณสีส้มเท่านั้น… มีเพียงการปลุกสัตว์อสูรไพรด้วยรูปแบบพิเศษด้วยอัญมณีระดับสูงเท่านั้น ถึงจะเรียกสัตว์อสูรชนชั้นราชันย์ขึ้นมาได้ แสดงให้เห็นถึงความพิเศษยิ่ง…”
ทั้งสามคนถอนหายใจแทบจะพร้อมเพรียง… “สัตว์อสูรไพรระดับราชันย์งั้นหรือ อันที่จริงแค่ระดับชนชั้นลมปราณสีส้มก็เรียกได้ว่าตึงมือแล้ว ระดับราชันย์คงจะแข็งแกร่งขึ้นอีกนับสิบเท่า ไหนจะยังพลังในการฟื้นฟูชั่วพริบตานั่นอีก… ขนาด เล้งหมิงเช่อ ยังตัดสินใจหลบหนีไม่คิดต่อสู้ ข้าว่างานนี้ไม่ง่ายอย่างแน่นอน...” กังเฉิง เอ่ยด้วยน้ำเสียงปลดปลง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“พลังรบของพี่ชายข้าอาจจะเอาชนะสัตว์อสูรไพรระดับราชันย์ได้อย่างเฉียดฉิว หากเผชิญหน้ากันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง… แต่เหตุการณ์เมื่อครู่คงเพราะถูกรุมล้อมถึงสี่ตัว เลยไม่คุ้มเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ… สำหรับพวกเราสามคน ถ้าร่วมมือกันสังหารหนึ่งตน ก็น่าจะพอเป็นไปได้…” เล้งหยุนฟง กล่าวให้กำลังใจ
ซุน เงียบขรึมแต่ในใจก็คิดเหมือนกับ เล้งหยุนฟง… “แต่มีอีกเรื่องที่ข้านึกสงสัย… การเคลื่อนไหวของพี่ชายเจ้าออกจะน่าแปลกเกินไปในสายตาข้า จริงอยู่ที่ เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น เป็นคู่แข่งที่สำคัญในการชิงชัยครั้งนี้
ทว่า เล้งหมิงเช่อ ดูไม่มีเหตุผลที่จะยอมทุ่มเวลาและเงินมหาศาลในการยกกำลังคนไปเอาชนะ เหว่ยหม่าอวิ๋น เลยสักนิด หากสามารถจ้างวานคนจำนวนมากได้แบบนั้น ให้ช่วยกันระดมความคิดหาประตูลับไม่ดีกว่าหรือ?!
เรื่องนี้มันแปลกประหลาดเกินไป หาก เล้งหมิงเช่อ เป็นคนโง่เขลาก็ว่าไปอย่าง แต่เห็นได้ชัดว่ามันมีทั้งฝีมือและไหวพริบ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่สามารถล่อลวง เหว่ยหม่าอวิ๋น และพรรคพวกมาติดกับดักให้ถูกลอบเล่นงานได้…”
เล้งหยุนฟง เผยท่าทีอ้ำอึ้งขึ้นมาในทันที ไม่คิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะมองออกถึงเส้นสนกลใจ… ซุน เองก็รู้ว่า เล้งหยุนฟง น่าจะทราบถึงเหตุผล ไม่อย่างนั้นคงไม่โพลงออกมาท่ามกลางการวางแผน… สายตากดดันแม้จะแอบซ่อนหลังหน้ากาก ก็ยังสามารถรับรู้ได้อย่างแจ่มชัด
สุดท้าย เล้งหยุนฟง จึงถอนหายใจยาวพรืดหนึ่งออกมา… “ฉลาดมากสหาย… ยิ่งเห็นแบบนี้แล้วข้ายิ่งไม่แปลกใจเลยที่เจ้าสามารถหาความลับของอัญมณีเจอได้เร็วถึงเพียงนั้น มันเป็นอย่างที่เจ้าว่ามานั่นแหละ พี่ชายข้ามีเหตุผลแอบซ่อนอยู่ในการเจาะลงเล่นงาน เหว่ยหม่าอวิ๋น ให้เร็วที่สุด และข้าก็ใช่ว่าจะไม่รู้…
เมื่อ 7,000 ปีก่อนตระกูลเล้ง เคยเอาชนะศึกมหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง ลำดับที่ 6 มาแล้วครั้งหนึ่ง และการพิชิตศึกในครั้งนั้น ทำให้ตระกูลเล้งเรา ค้นพบความลับบางอย่างของมหาขุมทรัพย์แห่งนี้ ทั้งยังเก็บงำเป็นความลับสำคัญไม่บอกกับผู้ใด ต่อให้ตระกูลเหว่ยเองก็คงไม่ทราบ…
เมื่อหลายปีก่อนข้าจะตัดสินใจออกจากตระกูลเล้ง ข้าเคยอาศัยภารมีสายเลือดตระกูลหลัก แอบลอบเข้าไปค้นความลับสำคัญในประวัติศาสตร์ทั้งหมดที่บุคคลระดับสูงในตระกูลเล้งเก็บซ่อนไว้ จึงทำให้ตัวข้าได้ทราบความจริงนี้มาด้วยความบังเอิญเช่นกัน…
มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง จะไม่จำกัดผู้เข้าชิงชัย แต่ผู้ชนะและได้โชควาสนาจะมีเพียงแค่หนึ่งเดียว เรื่องนี้พวกเจ้าน่าจะทราบดี… แต่ในทางตรงกันข้าม กุญแจแห่งวงกตทั้ง 7 ชิ้น ในแต่ละดอกจะสามารถเปิดมหาขุมทรัพย์ได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อใช้งานไปแล้วย่อมมิอาจใช้งานได้อีก...
ดังนั้นหากว่ามหาขุมทรัพย์ถูกเปิดขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะยังไงก็จะต้องมีคนหนึ่งคนที่ได้รับโชควาสนา เพื่อนำวัตถุวิเศษสีรุ้งออกจากไปจากมหาขุมทรัพย์สู่โลกภายนอก... พวกเจ้าพอจะเข้าใจความหมายนี้หรือไม่?!” เล้งหยุนฟง กล่าวขึ้นกับสหายทั้งสอง
แน่นอนว่า กังเฉิง ยังมีความฉงนไม่แตกฉานนัก… ทว่า ซุน เมื่อได้ยินและวิเคราะห์เรื่องราวทั้งหมดในห้วงสำนึก เรือนกายก็สั่นเยือกขึ้นอย่างอดไม่ได้… “หากขุมทรัพย์เปิดออก ไม่ว่ายังไงก็ต้องมีผู้ชนะอย่างนั้นหรือ!! นี่ก็แสดงว่าด่านทดสอบในแต่ละรอบถูกสร้างขึ้นมา เพื่อลดจำนวนผู้ชิงชัยเท่านั้นแต่มิได้สร้างขึ้นเพื่อหาผู้ชนะในด่านสุดท้าย!!”
เล้งหยุนฟง พยักหน้าแน่นหนัก… “ถูกต้องตามนั้น”
กังเฉิง ยังคงไม่เข้าใจ เกาศีรษะตนเองเบา ๆ “พวกท่านสองคนช่วยพูดในภาษาที่คนอย่างข้าพอจะเข้าใจได้หรือไม่?!”
“ความหมายก็คือ… หากสามารถระบุตัวผู้ชนะหนึ่งเดียวคนสุดท้ายได้แล้ว การไปต่อในด่านทดสอบที่สามก็จะไม่มีความจำเป็นยังไงล่ะ… สิ่งที่ เล้งหมิงเช่อ เล็งไว้ก็คือกำจัดผู้ชิงชัยในด่านทดสอบนี้ทั้งหมด และเหลือแค่ตนเองเพียงผู้เดียว เท่านี้ก็จะกลายเป็นผู้ครอบครองมหาขุมทรัพย์ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงวัดชะตากรรมในด่านทดสอบที่สาม
ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ เหว่ยหม่าอวิ๋น ที่พลังฝีมือใกล้เคียงกับตน เป็นดั่งหนามยอกอกชิ้นสำคัญเพียงชิ้นเดียว ที่จำเป็นต้องหาทางกำจัดออกไปให้ได้เสียก่อน... หากไม่มี เหว่ยหม่าอวิ๋น เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ด้วยล่ะก็ ไม่แน่ว่า เล้งหมิงเช่อ อาจทำการลงมือสังหารหมู่พวกเราทุกคน ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการทดสอบครั้งนี้ก็เป็นได้…” ซุน กล่าวอธิบายขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“!!!!!!!!!” กังเฉิง ตื่นตระหนกโดยพลัน เข้าใจความหมายของผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวขึ้นมาแล้ว…
ซุน เองก็ไม่คิดว่าจะมีวิธีการเช่นนี้อยู่ด้วยแต่แน่นอนว่าวิธีการเช่นนี้ ถึงแม้จะทราบดีอยู่ก่อนแล้ว ทว่ามันก็ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะสามารถทำได้… กระทั่ง เล้งหมิงเช่อ เอง ก็ไม่กล้าทำการสังหารหมู่ผู้ชิงชัยคนอื่น ๆ มิเช่นนั้นหากในท้ายที่สุดตนดันไปพ่ายแพ้ เหว่ยหม่าอวิ๋น เข้า นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการยกมหาขุมทรัพย์ให้อีกฝ่ายด้วยมือตนเอง…
ซุน อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองมายัง เล้งหยุนฟง เห็นได้ชัดว่าตระกูลเล้งเก็บงำความลับเอาไว้มากมาย และ เล้งหยุนฟง ผู้นี้ก็ดูคล้ายจะรู้อะไรต่อมิอะไรอยู่มิใช่น้อย…
“คำถามนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับการร่วมมือกันระหว่างพวกเรา แต่ช่วยตอบข้าประดับความรู้ได้หรือไม่?! การที่มหาขุมทรัพย์แห่งนี้ถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน มันเกิดขึ้นจากอะไรงั้นหรือ ทำไมจู่ ๆ มันก็ปรากฏขึ้นในตอนนี้?!” ซุน แสร้งเอ่ยถามด้วยความใสซื่อ
เล้งหยุนฟง พยักหน้าเบา ๆ “ข้าเองก็ไม่ทราบรายละเอียดมากนัก ถึงเหตุผลที่มหาขุมทรัพย์แห่งนี้ถูกเปิดขึ้นมา… ทว่าหากเป็นที่มาของมหาขุมทรัพย์แห่งนี้ล่ะก็ พวกเราสามารถชี้ชัดได้จากตอนที่สายรุ้งย้อมท้องนภาว่ามันเกิดจาก ตราแห่งวงกต ลำดับที่ 3
และผู้ที่ครอบครอง ตราแห่งวงกต ลำดับที่ 3 ก็คือ ตระกูลกุ่ย แห่งพรรคมังกรฟ้าสาขาทวีปพยัคฆ์ขาว ดังนั้นแล้วสาเหตุที่มหาขุมทรัพย์แห่งนี้ถูกเปิดขึ้น น่าจะเกี่ยวข้องกับตระกูลกุ่ย หรือไม่ก็พรรคมังกรฟ้าสาขาทวีปพยัคฆ์ขาวอย่างแน่นอน...”
ซุน แอบสูดลมหายใจลึก แต่ก็ต้องพยายามเก็บอากัปกิริยาระงับความตื่นเต้น เพราะเกรงว่าจะถูก เล้งหยุนฟง และ กังเฉิง จะสงสัยเรื่องที่ตนนั้น ก็เป็นคนที่มาจากพรรคมังกรฟ้า สาขาทวีปพยัคฆ์ขาว…
“ตราแห่งวงกต ของตระกูลกุ่ยงั้นหรือ?!”
……………………..………………………