อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 315 เมื่อประตูลับปรากฏ...
ตอนที่ 315
ตูม!!
เสียงปะทะของกระบี่และง้าวสีดำ รุนแรงจนทำให้ต้นไม้ใหญ่โดยรอบถึงกับสั่นคลอน เพียงเศษเสี้ยวพลังที่กระจัดกระจายออกไปนั้น ยังรุนแรงมากพอจะทิ้งร่องรอยไว้กับต้นไม้ที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าพันปี…
เงาร่างมายาของมังกรคลั่งและกิเลนยักษ์ถาโถมประโคมใส่กัน ไอสังหารของทั้งสองต่างลุกโชนผลักดัน ต่างฝ่ายต่างเป็นทายาทสายเลือดของผู้ยิ่งใหญ่ เกิดมาพร้อมกับร่างกายที่กล้าแกร่งเสมือนร่างสถิตตั้งแต่ยังเยาว์วัย…
อีกทั้งตระกูลของทั้งสอง ยังสืบทอดเคล็ดวิชาที่เหนือล้ำกว่าเคล็ดวิชาจากขุมกำลังใด ๆ ในยุทธภพและใต้หล้า พลานุภาพจึงมากพอจะสะท้านฟ้าสะเทือนดิน... เล้งหมิงเช่อ ใช้อาภรณ์อัคคีสีฟ้าคราม แผ่ไอร้อนรุนแรงจนแผ่นดินยังหลอมละลาย
เหว่ยหม่าอวิ๋น ใช่ว่าจะยิ่งหย่อน ขับขานอาภรณ์เทพอัสนี คำรามเสียงกัมปนาทกึกก้อง รีดเค้นความเร็วดุจประกายสายฟ้า เคลื่อนไหวมิต่างเคลื่อนย้ายฉับพลันในระยะสั้น ๆ หากมิใช่เพราะ เล้งหมิงเช่อ มีปฏิกิริยาตอบสนองระดับสูงสุด ไหนเลยจะสามารถวาดกระบี่ฟาดฟันตอบโต้ได้ทัน…
ทั้งสองคือยอดฝีมือแห่งยุคสมัย เป็นทายาทสายเลือดหลักจากทั้งสองตระกูลที่มีเพียงในกี่คนในแต่ละรุ่น แต่ทั้งคู่ก็ยังโดดเด่นเหนือใครในช่วงวัย เป็นคู่แข่งสำคัญที่ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะมาตั้งแต่ในช่วงรุ่นเยาว์แล้ว เวลานี้ทั้งคู่แตะย่างวัย 29 ปี ทว่าฝีมือก็ยังมิอาจทิ้งห่างจากกันได้ไกลนัก การปะทะจึงไม่อาจตัดสินโดยง่าย ต่างฝ่ายต่างอ่านทางกันออกอย่างทะลุปรุโปร่ง…
เหล่าผู้ชมที่โลกด้านนอก อดที่จะตื่นเต้นกับการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้ ทุกขุมกำลังล้วนจับตามองไม่กล้ากะพริบตา ไม่ว่าจะยอดฝีมือชนชั้นราชันย์หรือชนชั้นจักรพรรดิซึ่งมีจำนวนเพียงน้อยนิดในยุทธภพ ต่างก็ตื่นตะลึงในความแข็งแกร่งของทั้งสอง ที่แม้พื้นฐานจะเป็นเพียงกึ่งราชันย์ หากแต่ด้านพลังรบนั้นอาจจะก้าวเหนือชนชั้นราชันย์ขั้นต้นไปแล้ว…
“สมเป็นทายาทสองตระกูลอันยิ่งใหญ่จริง ๆ”
หลายคนเอ่ยปากชื่นชน บ้างก็วิพากษ์วิจารณ์การต่อสู้อย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน จนตอนนี้ทุกสายตานั้นแทบจะหลงลืมไปแล้วว่าภายในมิติวงกตแห่งป่า ยังมีชายหนุ่มอยู่อีกสามคนที่แอบซ่อนตัวอย่างมิดชิด เพื่อทำเรื่องบางอย่างอยู่ภายในเขตแดนปิดกั้น…
เวลาผ่านไปกว่าสองชั่วยาม…
ไม่ว่าจะสมรภูมิก็ยังมิอาจได้ผลตัดสิน...
ยามนี้เหลือระยะเวลาตามกำหนดไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม จุดแสงดวงสุดท้ายเริ่มที่จะกะพริบวิบวาบ... ด้านการตัดสินระหว่าง เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น แม้ทั้งสองจะหายใจหอบหนัก ลมปราณในร่างพร่องโหว่ไปเกือบครึ่ง หากแต่บาดแผลฉกรรจ์ล้วนยังไม่มีให้เห็นได้…
ฝีมือที่สูสีและสามารถอ่านการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ทั้งสองมิได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน ต้นไม้ใหญ่ที่ว่าแข็งแกร่งมากมายนั้น บัดนี้หลายสิบต้นรอบระยะการต่อสู้ ถูกรังสีศาสตราจากกระบี่และง้าวฟาดฟันเข้าใส่จนหักโค่นล้มครืน การโจมตีของทั้งสองเริ่มจะเปลี่ยนจากการปะทะตรง ๆ เป็นการชิงไหวชิงพริบตามจังหวะ…
หากแต่ผู้ที่ดูจะร้อนรนกว่า น่าจะเป็น เล้งหมิงเช่อ… เพราะเวลาที่ได้กระชั้นเข้ามา และไม่พบแม้แต่เงาของผู้ชิงชัยอีกสามคนที่ตนยังหาไม่เจอ อีกทั้งตัวของ เล้งหมิงเช่อ ยังปักใจเชื่อมั่นว่า 2 ใน 3 คนที่ยังเหลืออยู่นั้น จะต้องมีชายหมายเลข 1 รวมไปถึงน้องชายตนเอง เล้งหยุนฟง อยู่ในจำนวนดังกล่าวอย่างแน่นอน...
โอกาสที่สามคนนั้นจะค้นพบประตูลับ ก็ใช่ว่าจะไม่มี…
“ชิ!! เหว่ยหม่าอวิ๋น เจ้านี่มันเป็นเสี้ยมหนามข้าเสียจริง ๆ” เล้งหมิงเช่อ ยกชูกระบี่ชี้ขึ้นท้องฟ้า ก่อนจะขับขานเปลวเพลิงเป็นมังกรขนาดเล็กเลื้อยหมุนวนอยู่บนคมกระบี่ ดวงตาภายใต้หน้ากากเจิดจ้าเปล่งประกาย ก่อนจะตวัดฟันฉับลงในความว่างเปล่า…
“เพลงกระบี่ ทัพมังกรเพลิงกลียุค!!”
มังกรเพลิงขนาดเล็ก เมื่อถูกปลดปล่อยออกจากปลายกระบี่กลับสามารถขยายขนาดอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นมังกรเพลิงมหึมาลำตัวยาวนับร้อยจั้ง ก่อนที่มันจะระเบิดเรือนกายของตนเองอีกครั้ง เป็นมังกรเพลิงขนาดเล็กจำนวนนับหมื่นนับแสนครอบฟ้าคลุมดินโบยบินในทุกทิศทาง…
เหว่ยหม่าอวิ๋น มิได้แสดงอารามตกใจแต่อย่างใด เนื่องด้วยเคยเผชิญกระบวนท่านี้มาก่อนแล้ว จึงจับง้าวด้วยสองมือ หมุนควงดุจกังหันระเบิดปราณเทพอัสนีจำนวนนับไม่ถ้วนให้กระจัดกระจายรอบทิศทางเช่นกัน…
ชั้นบรรยากาศโดยรอบถูกสั่นคลอน มังกรเพลิงและคลื่นอัสนีหักล้างกันไปมา สุดท้ายก็มิอาจสร้างบาดแผลใด ๆ ให้กับ เหว่ยหม่าอวิ๋น ได้… ทว่าเมื่อเงาของมังกรและคลื่นอัสนีเลือนหายไป กลับพบว่าเงาร่างของ เล้งหมิงเช่อ ก็ได้เลือนหายไปด้วยเช่นกัน…
เหว่ยหม่าอวิ๋น แค่นเสียงหนักออกมา… “โง่เขลา!! คิดจะหลบหนีไปจากท่าร่างอาชาเทพอัสนี วิชาตัวเบาที่รวดเร็วที่สุดในยุทธภพเนี่ยนะ!!”
เหว่ยหม่าอวิ๋น เบิกเนตรดาราอัสนี… จึงมองเห็นร่องรอยของคลื่นไฟฟ้าอันน้อยนิดที่ตกค้างอยู่ในความว่างเปล่า จากนั้นพลันห้อทะยานด้วยความเร็วดุจสายฟ้าแลบ พวยพุ่งหลายร้อยก้าวในพริบตาเดียว…
ไม่นานก็มองเห็นหลังไว ๆ ของ เล้งหมิงเช่อ… จึงระเบิดความเร็วที่มากยิ่งขึ้นไปอีกระดับ จวบจนกระทั่ง เหว่ยหม่าอวิ๋น ได้มองเห็นการเหลียวหลังชั่วแวบเดียวของ เล้งหมิงเช่อ ที่ชำเลืองมอง… เหว่ยหม่าอวิ๋น ชะงักฝีเท้าไปโดยพลัน เรือนกายนั่นสั่นเยือกขึ้นจากสัญชาตญาณที่เฉียบคม…
“เจ้านั่นมีบางอย่างแอบซ่อนอยู่!! มันกำลังเพ่งเล็งจังหวะที่เราติดตาม”
เหว่ยหม่าอวิ๋น ชะลอความเร็วไม่กล้าไล่ตามกระชั้นชิดมากนักทั้งที่ตนสามารถจะทำได้ เพราะรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาจากบางสิ่งบางอย่าง… เหว่ยหม่าอวิ๋น มิใช่คนเขลา รู้ดีว่านิสัยของ เล้งหมิงเช่อ เป็นอย่างไร ดังนั้นการที่อีกฝ่ายกล้าเผชิญหน้ากับตนตรง ๆ แปลว่าน่าจะมีการตระเตรียมอาวุธลับบางอย่างเอาไว้แล้ว เพียงแค่กำลังรอจังหวะสบโอกาสใช้งานอยู่เท่านั้น…
“เจ้านั่น คงกำลังพยายามตามหาคนที่เหลืออยู่เป็นแน่… เอายังไงดี?! ลงมือทั้งที่ยังมองเส้นสนกลในไม่ออกเช่นนี้ หรือจะรอให้เจ้านั้นพบเจอคนที่กำลังตามหา และอาศัยความร่วมมือเพื่อจัดการ”
เหว่ยหม่าอวิ๋น พลันครุ่นคิดอยู่กับตนเอง เพื่อเลือกหนทางที่เหมาะสมที่สุด…
………………………………
สมรภูมิในอีกด้านหนึ่ง… ตลอดสองชั่วยามมานี้ ชายหนุ่มทั้งสามคนถาโถมการโจมตีเข้าใส่วานรไพรระดับราชันย์อย่างต่อเนื่อง นับร้อยนับพันครั้งที่วานรไพรฟื้นฟูร่างกายกลับคืนมาในสภาพเดิม… ทว่าในที่สุดทั้งสามคนก็เริ่มมองเห็นขอบเขตพลังฟื้นฟูของวานรไพรตนนี้ได้แล้ว… (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
การฟื้นฟูมิได้ไร้ขีดจำกัดอย่างที่คิด เพราะขีดจำกัดของวานรไพรก็คือ จำนวนของต้นไม้ใหญ่โดยรอบบนพื้นที่ปิดกั้นแห่งนี้!! โดมปราการแห่งสายลมของ ซุน ครอบคลุมรัศมีราว ๆ หนึ่งพันก้าว ภายในวงขอบเขตแห่งนี้มีต้นไม้ใหญ่โอบล้อมสมรภูมิอยู่ราว ๆ สิบต้น
ทว่าหลังจากวานรไพรดูซับปราณพฤกษาในรอบด้านมาตลอดสองชั่วยาม ทำให้ต้นไม้เหล่านั้นแห้งเหี่ยวลงไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ จนเวลานี้พลังฟื้นฟูของวานรไพรจึงช้าลงเรื่อย ๆ และกำลังถูกกดดันจากชายหนุ่มทั้งสามอย่างต่อเนื่อง…
แต่แน่นอนว่าเมื่อการฟื้นฟูของ วานรไพรลดต่ำลง ผลพวงของอัญมณีที่ติดอยู่บนร่างชายหนุ่มทั้งสามก็ได้ลดต่ำลงเช่นกัน... ดังนั้นการระเบิดเคล็ดวิชามากมายติดต่อกัน ย่อมสร้างภาระหนักอึ้งที่มากกว่ามิติไร้น้ำหนักในด้านทดสอบแรกนับสิบเท่า…
ยังดีที่ ซุน เตรียมพร้อมเรื่องนี้มาไว้แล้ว… หยิบเอาเต้าสุราฟื้นฟูออกมากระดกดื่มไปเป็นจำนวนไม่น้อย ทั้งยังมีน้ำใจหยิบยื่นให้กับสองสหายที่ทำศึกร่วมกัน สลับหมุนวนกันโจมตีเป็นระลอก ๆ จึงทำให้ทั้งสามชายหนุ่มประคองการต่อสู้เรื่อยมาจนถึงช่วงท้าย…
เล้งหยุนฟง วาดอักษรอักขระขนาดใหญ่ขึ้นมา… ก่อนกำหมัดแนบแน่นและต่อยไปที่ตัวอักษรดังกล่าวให้แตกระเบิดออก เกิดเป็นหอกเพลิงสีฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนพวยพุ่งดุจห่าฝน เสียบแทงไปทั่วร่างของวานรไพรจนกลายเป็นรูพรุน...
ชั่วพริบตานั้น ดวงตาของทั้งสามคนถึงกับเบิกโพรง... เพราะดูเหมือนว่าปราณพฤกษารอบด้านจะไม่หลงเหลือให้ดูดซับได้อีกแล้ว รูโหว่ที่เกิดขึ้นมาเหล่านั้นแม้ผ่านไปหลายอึดใจก็ไม่ได้รับการเติมเต็ม ทำให้ทั้งสามคนรับรู้ได้ในทันทีว่านี่คือโอกาส!!
“มันหยุดการฟื้นฟูแล้ว!!”
กังเฉิง ระเบิดแสงแห่งขุนพลเทพสีทอง กำทวนยาวไว้แน่นก่อนจะใช้ท่าร่างพวยพุ่งออกไป…
“เพลงทวนรัศมีเทวา!!”
การโจมตีของ กังเฉิง ประหนึ่งพลังทำลายล้างอันเป็นกลุ่มก้อน เสียง ตูม! ดังขึ้นหนึ่งครั้ง ก็สามารถเจาะทะลวงท้องของ วานรไพร ให้กลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่… ก่อน กังเฉิง จะหันตัวกลับมา จับปลายทวนวาดสะบัดต่อเนื่อง ผ่าแยกร่างกายท่อนบนและร่างของวานรไพรในชั่วพริบตา…
ซุน ปลดปล่อยสายลมสีม่วงออกไปตรวจสอบ ก่อนจะพบว่าอัญมณีถูกย้ายไปยังร่างกายท่อนบน จึงทะยานร่างดุจสายลมกรรโชก ตวัดวาดฟันคลื่นกระบี่รุ่งอรุณ ผ่าแยกชิ้นส่วนของวานรไพรให้กลายเป็นหลายชิ้น กวาดสายตามองเพียงครั้งก่อนจะเห็นประกายแสงของอัญมณีที่สะท้อน
“ตรงนั้น!!”
เล้งหยุนฟง ระเบิดความเร็วพร้อมเรือนกายที่โอบอุ้มไปด้วยเปลวเพลิง ใช้ฝ่ามือทะลวงผ่านทุกอุปสรรคก่อนจะจับคว้าอัญมณี และบีบทำลายมันลงในท้ายที่สุด เสียง เพล้ง! ดังกังวานพร้อมกับคลื่นพลังมหาศาลที่แผ่ขยายรอบทิศ
เกิดเป็นลำแสงเส้นหนึ่งพวยพุ่งลงมาจากท้องฟ้า ความเด่นชัดของลำแสงนี้ ย่อมสะดุดเข้ากับสายตาของ เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น ที่กำลังไล่ล่ากันอยู่… ร่างของ เล้งหมิงเช่อ พลันสั่นเยือกขึ้น ดวงตาภายใต้หน้ากากแดงก่ำทันที…
“บัดซบ!! เจ้าสารเลวพวกนั้นมันค้นพบวิธีเปิดประตูลับแล้วจริง ๆ”
ระยะของลำแสงเส้นนั้นมิได้ไกลมากนัก ยิ่งเป็นลำแสงที่ลงมาจากท้องฟ้า การระบุตำแหน่งจึงยิ่งชัดเจน... เล้งหมิงเช่อ หมุนสะบัดร่างเปลี่ยนทิศทางไปโดยพลัน เหว่ยหม่าอวิ๋น เร่งความเร็วขึ้นมหาศาลเพื่อไปตำแหน่งนั้นเช่นกัน!!
แสงจากท้องฟ้าที่ทอดยาวลงมายังตำแหน่งของซากร่างวานรไพรที่แห้งเหี่ยว ก่อเกิดเป็นประตูมิติสีเขียวที่พร่าเลือนขึ้นมา… ดวงตาของชายหนุ่มทั้งสามเบิกค้างอย่างอดไม่ได้ สมมุติฐานที่ ซุน คาดการเอาไว้เป็นเรื่องจริง…
โดมปราการสายลมสั่นคลอนรุนแรง และกำลังจะพังทลายจากคลื่นพลังที่แผ่ขยาย… ซุน จึงเก็บกระบี่รุ้งอรุณไปในทันที เสียงตูมดังขึ้นรุนแรงอีกครั้ง ก่อนที่ประตูมิติสีเขียวจะสว่างเจิดจรัสขึ้นมาอย่างสมบูรณ์…
สามชายหนุ่มดวงตาเป็นประกาย ไม่จำเป็นต้องรีรออันใดทั้งสามคนรีบตรงไปยังประตูดังกล่าวทันที… แต่แล้วในจังหวะนั้น จู่ ๆ ก็มีเงากระบี่เพลิงสีฟ้ามากมายนับไม่ถ้วน ตกลงมาจากท้องฟ้าดุจดังห่าฝนที่โปรยปราย พลานุภาพสยบยังรุนแรงจนเกินกว่าจะเมินเฉย…
เล้งหยุนฟง สร้างโล่เปลวเพลิงรองรับได้ทั้งหมด… ซุน เองก็ยังพอที่จะสร้างปราการสายลมตั้งรับเอาไว้ได้… คนที่แย่ที่สุดเห็นจะเป็น กังเฉิง ที่ด้านความแข็งแกร่งและเคล็ดวิชา ยังจัดว่าด้อยกว่าคนทั้งสองอยู่ขั้นหนึ่ง แม้จะหมุนทวนยามต้านทานได้หลายส่วน หากแต่ก็ยังมีเงากระบี่อีกหลายสาย เชือดเฉือนเรือนกายจนโลหิตย้อมสีอาภรณ์…
“ศิษย์น้อง!!”
“กังเฉิง!!”
ทั้ง เล้งหยุนฟง และ ซุน คำรามเสียงพร้อมกับ ก่อนจะรีบเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างเฉียดฉิว… แม้ว่า กังเฉิง จะบาดเจ็บหนัก หากแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นสาหัสมากนัก โชคดีที่ป้องกันจุดสำคัญเอาไว้ได้ทั้งหมด…
ก่อนที่ทั้งสามจะสัมผัสได้ถึงจิตสังหารและความบ้าคลั่งอันรุนแรงของ เล้งหมิงเช่อ ที่กำลังห้อทะยานมาสุดกำลัง… “พวกเจ้าทั้งสามคนจะต้องตาย!!”
พริบตานั้นกลับยังมีเงาร่างจากอีกทิศทาง พุ่งตรงมาเช่นกัน…
“เจ้าสิต้องตาย!! เล้งหมิงเช่อ!!”
ผู้ชิงชัยทั้งห้าคนที่เหลือ ได้มารวมกันยังจุดเดียว
โดยมีประตูมิติสีเขียวที่สว่างเรืองรองปรากฏอยู่ด้วย
…………………………………….