อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 61 การต่อสู้บนทะเลทราย
ตอนที่ 61
พระราชวังไป๋หู่…
องค์รัชทายาท ลำดับที่ 9 เพิ่งเดินทางกลับมาถึง…
แต่ก็ต้องพบเจอกับเรื่องบางอย่างที่น่าตกใจ…
“อะไรนะ!! ท่านราชครูต้วน รับศิษย์สืบทอดแล้วงั้นหรือ!!” ไป๋หู่จิวหรง แสดงท่าทีตกใจอย่างยิ่ง เหตุก็เพราะสถานะของ ราชครูต้วน ผู้นี้มิใช่สามัญ… นอกจากจะเป็นข้าราชการระดับสูงสุดของราชวงศ์แล้ว อีกตำแหน่งในยุทธภพก็คือ เทพปรมาจารย์ลำดับที่ 1 แห่งทวีปพยัคฆ์ขาว ฝีมือเหนือกว่า เทพปรมาจารย์ลำดับที่ 2 อย่าง มีดบินไร้เทียมทาน ลู่เหรินฮ่าว เสียอีก
อย่างที่ทราบกันว่า ยอดฝีมือสูงสุดในแต่ละทวีป 4 คน จะมีตำแหน่งไล่เรียงกันลงมา ตำแหน่งสูงสุดคือ จอมราชันย์ และ อีกสามก็คือ เทพปรมาจารย์ลำดับที่ 1 , 2 และ 3 ถือเป็นตำแหน่งสูงสุดในยุทธภพของทวีปนั้น ๆ
หากเปรียบวัดในระดับทวีปนี้ เรียกได้ว่า ราชครูต้วน ถือเป็นยอดฝีมืออันดับ 2 ตำแหน่งเป็นรองแค่ จอมราชันย์ แห่งทวีปพยัคฆ์ขาวอย่าง กุ่ยจือชิง ผู้นำพรรคมังกรฟ้า สาขาทวีปพยัคฆ์ขาวคนปัจจุบันเท่านั้น… อีกทั้ง กุ่ยจือชิง มีข่าวลือว่ากำลังป่วยหนัก หากคนผู้นั้นล่วงลับไป จอมราชันย์ แห่งทวีปนี้คนถัดไปย่อมหนีไม่พ้น ราชครูต้วน แห่งราชวงศ์ไป๋หู่ ที่กำลังกล่าวถึง…
ดังนั้นการที่ ราชครูต้วน ยอมรับศิษย์สืบทอด
ถือเป็นเรื่องที่สั่นสะเทียนยุทธภพอย่างแน่นอน...
ไป๋หู่จิวหรง เองก็เคยได้รับการชี้แนะจาก ราชครูต้วน มาไม่น้อย ทั้งนางยังเป็นสายเลือดเชื้อพระวงศ์และเป็นถึงอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในยุคนี้ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้เข้าเป็นศิษย์ของ ราชครูต้วน…
“นี่มันยังไงกัน… ราชครูต้วน ฝึกฝนเคล็ดวิชา วิถีบรรพชนสกุลต้วน ที่สืบทอดได้เฉพาะในสายโลหิตตระกูลต้วนเท่านั้น… แต่เพราะโชคชะตาเล่นตลก ทำให้ท่านราชครูไม่อาจมีบุตรได้ ทั้งสมาชิกในตระกูลต้วน ก็ไม่หลงเหลือใครอีกแล้ว จึงถือเป็นการถูกตัดขาดผู้สืบทอดไปอย่างสมบูรณ์
ราชครูต้วน อายุร่วม 200 ปี เข้าไปแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจหาผู้สืบทอดได้ จึงปฏิเสธการรับศิษย์มาโดยตลอด… แล้วทำไมจู่ ๆ ท่านราชครู ถึงรับศิษย์สืบทอดขึ้นมาได้กันเล่า?!” หญิงสาวใจบุรุษ แสดงสีหน้าที่ดูสับสนไม่น้อย
ฉวนอี้ หนึ่งในสมาชิก หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ผู้ที่มาบอกข่าวเรื่องนี้ ทอดถอนหายใจเบา ๆ
“ช่วงที่องค์รัชทายาทเดินทางไปต่างเมือง… หน่วยเทพมือปราบเทพพยัคฆ์ของเรา ได้รับสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามา เป็นเด็กหนุ่มจากมณฑลเฮย… เด็กหนุ่มผู้นี้มีแววอัจฉริยะที่เปล่งประกายมาก จึงได้รับการฝากฝังให้ท่านราชครูต้วน ช่วยชี้แนะเส้นทางฝึกยุทธตามธรรมเนียมของหน่วยเรา…
ทว่า… เรื่องราวกลับพลิกผัน จากการที่ท่านราชครูสมควรช่วยชี้แนะพอเป็นพิธีปฏิบัติ กลับกลายเป็นว่าเด็กผู้นั้น สามารถเข้าถึงการรู้แจ้งได้อย่างรวดเร็วจนท่านราชครูเองก็ยังตกใจ จึงแสร้งชี้นำเคล็ดวิชา วิถีบรรพชนสกุลต้วน ที่รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีผู้ใดสามารถฝึกฝนได้ ให้กับเด็กคนนั้น
แต่ด้วยความที่เจ้าเด็กนั่นไม่รู้เรื่องราวอันใด มันจึงทุ่มความพยายามอย่างหนักตลอด 7 วัน 7 คืนโดยไม่ลดละ จนในที่สุดก็เปิดประตูสู่เคล็ดวิชา วิถีแห่งบรรพชนสกุลต้วน ได้เป็นผลสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ สร้างความแตกตื่นให้กับหน่วยมือปรายเทพพยัคฆ์เราอย่างมาก รวมไปถึงตัวของท่านราชครูเองด้วย
ด้วยเหตุนี้ ท่านราชครู จึงประกาศขอรับเด็กหนุ่มผู้นั้นเป็นศิษย์สืบทอด โดยไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงคัดค้านจากความสามารถที่เด็กคนนั้นได้แสดงเห็น…”
ไป๋หู่จิวหรง ถึงกับจิตใจสั่นสะท้าน นางอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มตื่นเต้นออกมา…
“น่าสนใจจริง ๆ นอกจาก เหยาซุน จากเมืองบุปผาแดงแล้ว… ยังมีเด็กหนุ่มที่น่าสนใจปรากฏขึ้นอีกหรือนี่!! เคล็ดวิชา วิถีแห่งบรรพชนสกุลต้วน ถือเป็นหนึ่งในวิถีบ่มเพาะที่ถูกกล่าวขวัญกันว่า มีความเร็วในการบ่มเพาะลมปราณรวดเร็วจนน่ากลัว หากเด็กหนุ่มผู้นั้นรู้แจ้งในวิถีนี้จริง ๆ ย่อมกลายเป็นยอดฝีมือในอนาคตแน่นอน!!
ฉวนอี้!! เด็กผู้นั้นมีนามว่าอะไร?!”
ฉวนอี้ แสดงสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขึ้น…
“เป็นเด็กหนุ่มจากตระกูลมือปราบที่มีชื่อเสียงในมณฑลเฮย… มีนามว่า กังเฉิง”
……………………………………………..
เรือนตระกูลฉี…
การจะร่วมทางไปด้วยของ ฉีลู่ชิง และ เหม่ยลี่ สองหญิงงามจากสำนักหงส์สราญ ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับ ซุน อยู่ไม่น้อย ส่วนด้าน มู่เจี้ยน ก็ไม่อาจนับเป็นอย่างไร นอกจากจะรู้สึกว่างานคุ้มกันทั้ง 3 ผู้เยาว์ไปจนกว่าจะถึงเมืองหลวง ก็อาจจะสาหัสอยู่ไม่น้อย…
“แม่นางฉี เจ้าแน่ใจแล้วหรือที่จะออกจากร่มเงาตระกูลฉี… บิดาเจ้าจะยินยอมให้เจ้าไปลำบากในเมืองหลวงงั้นหรือ?!” ซุน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น เนื่องด้วย ซุน อยู่ในเรือนแห่งนี้มาหลายสัปดาห์ ย่อมรู้ว่านางเป็นบุตรเพียงคนเดียวของ ฉีเฟยหลง ทั้งยังหวงบุตรสาวผู้นี้มาก กระทั่งออกไปทำภารกิจยังต้องมีผู้ติดตามแนบชิด การจะปล่อยให้นางไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง ดูจะเป็นเรื่องที่ ฉีเฟยหลง ยอมรับได้ยาก...
“ข้ารับปากท่านพ่อแล้ว ว่าจะกลับมาเยี่ยมทุก ๆ 3 เดือน และพาศิษย์น้อย เหม่ยลี่ ตามไปด้วย เป็นเงื่อนไขของท่านพ่อ… อีกทั้งตระกูลฉีเรา ก็มีสมาชิกตระกูลรอง และกิจการอยู่ในเมืองหลวงบางส่วน สามารถให้การสนับสนุนเราได้ทุกเรื่อง ไม่มีสิ่งใดต้องเป็นห่วง” นางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
กลับกลายเป็นเด็กหนุ่ม หญิงสาวจดจ้องเขม่นกันเรื่องเหตุผล…
จน ฉีเฟยเทียน อดไม่ได้ที่จะกุมขมับ…
“เอาล่ะ ๆ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว… ในเมื่อบิดานางอนุญาตทุกอย่างก็ล้วนเป็นอันจบสิ้น นางโตพอจะเลือกเส้นทางเองได้แล้ว ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล… เจ้าสำนักบุปผาประจิม ก็เป็นสหายข้าเฉกเช่นเดียวกับ เตียมู่หยง แห่งสำนักสายลมประจิม นั่นแหละ ซึ่งข้าได้ติดต่อกับทางนู้นไว้แล้วให้ช่วยดูแลนาง…”
ซุน ไม่อาจโต้แย้งใด ๆ ถึงยังไง ตนก็นับเป็นคนนอก...
เมื่อได้ข้อสรุป ทั้งสี่คนก็ร่ำลา ฉีเฟยเทียน อีกครั้ง พร้อมขึ้นอาชามุ่งหน้าสู่หัวเมืองทะเลทรายฝั่งตะวันออก โดยมีมือปราบฝีมือดีคอยคุ้มกันอีกแปดนายติดตามไปด้วย… ซุน ไม่อาจพกขวานศิลาขณะอยู่บนหลังอาชาได้จากน้ำหนักมหาศาล จำต้องเก็บไว้ในแหวนมิติ
ก่อนออกจากเมือง เด็กหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวมองกลับไป… มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมาตลอดหนึ่งเดือนที่ ซุน อยู่ในเมืองนี้ สามารถกล่าวได้เต็มปากว่าเมืองนี้ เสมือนอีกหนึ่งจุดผลิกผัน ที่น่าจดจำบนเส้นทางการฝึกฝน…
มู่เจี้ยน ใบหน้าเคร่งครึม คอยสั่งการเหล่ามือปราบชั้นผู้น้อยที่ติดตามคุ้มกัน ให้เคลื่อนไหวตั้งขบวนเป็นระยะจนมองดูผิดสังเกต... ตั้งแต่ออกจากเรือนตระกูลฉี ทุกคนยังล้วนสวมชุดคลุมสีดำปกปิดตัวตนตามคำสั่งของ มู่เจี้ยน…
“มือปราบมู่… สีหน้าท่านดูไม่ค่อยดีเลย กังวลเรื่องจะถูกติดตามงั้นหรือ ในเมื่อข้ายังสัมผัสถึงผู้ติดตามไม่ได้เสียด้วยซ้ำ?!” ซุน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น ทั้งอาคมหูทิพย์ และตาทิพย์ถูกเปิดใช้งานตลอดเวลา แต่ก็ยังไม่พบสิ่งใดน่ากังวล…
“ระวังตัวไว้ก่อน ย่อมไม่เสียหาย… ตลอดเวลาที่เจ้าอยู่ในเรือนตระกูลฉี ฝ่ายตระกูลหาน กลับทำตัวสงบเสงี่ยมจนน่าแปลก พวกมันไม่ออกมาวุ่นวายหรือระรานใด ๆ ต่อ ตระกูลซ่ง ทั้งยังไม่ได้ส่งใครจับตามองด้านนอกเรือนตระกูลฉี เลยแม้แต่คนเดียว…
สถานการณ์มันดูเงียบเกินไป!! มีเหตุเป็นไปได้อยู่สองประการที่ตระกูลหานจะนิ่งเงียบเช่นนี้ หนึ่งคือพวกมันยอมศิโรราบจำนนต่อชะตากรรมที่พ่ายแพ้ และไม่คิดก่อเรื่องวุ่นวาย… หรือไม่ก็เหตุผลที่สอง นั่นคือพวกมันมีไส้ศึกที่ไว้วางใจ จนไม่จำเป็นต้องส่งคนออกเคลื่อนไหวเกินความจำเป็น
และถ้าเป็นเหตุผลอย่างที่สองล่ะก็ โอกาสที่พวกมันจะเล่นงานพวกเราได้ดีที่สุด ก็มีเพียงช่วงเวลาก่อนที่พวกเราจะไปถึงหัวเมืองทะเลทรายฝั่งตะวันออกนี่แหละ” มู่เจี้ยน กล่าวขึ้นตามการวิเคราะห์
ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็กดหัวคิ้วต่ำทันที เปิดมุมมองความคิดด้านวิเคราะห์ไปอีกขั้น… แม้ ซุน จะมีไหวพริบและอ่านตำราศึกมาเยอะ แต่หากเปรียบวัดด้านกลยุทธการศึก ยังถือว่าด้อยประสบการณ์กว่า มู่เจี้ยน ที่เป็นมือปราบระดับสูง และฝึกฝนกลยุทธเหล่านี้มาโดยตรง
“ที่เจ้าไม่อาจสัมผัสว่ามีผู้ใดติดตามมา อาจเพราะพวกมันดักซุ่ม หรือวางกับดักไว้เบื้องหน้าแล้วก็เป็นได้ ฉะนั้นห้ามทุกคนประมาทในทุกการเคลื่อนไหว… ตามกำหนดการพวกเราจะไปถึงหัวเมืองทะเลทรายฝั่งตะวันออกในครึ่งวัน แต่ข้าตั้งใจว่าจะเร่งฝีเท้าม้าของพวกเราให้มากที่สุด จะต้องไปถึงที่นั่นให้ได้ภายใน 2 ชั่วยาม…” มู่เจี้ยน เค้นเสียงขึ้น ก่อนจะออกคำสั่งให้ทุกคนเร่งม้าสุดฝีเท้า
ผ่านไปกว่า 1 ชั่วยามเศษแล้ว เหตุการณ์ยังคงเงียบสงบ... แต่ขณะเดียวกัน ก็เริ่มออกห่างจากเขตชุมชนอย่างสมบูรณ์ เข้าสู่เขตพื้นที่ทะเลทรายของหัวเมือง หากแต่ทะเลทรายในละแวกนี้ ไม่อาจมองทอดยาวไปได้ไกลนัก เพราะมันเต็มไปด้วยเนินทรายสลับไปมาอยู่รอบ ๆ จนเป็นเรื่องง่ายสำหรับการดักซุ่มโจมตี…
มู่เจี้ยน สั่งให้เหล่ามือปราบ ตีวงโอบล้อมกลุ่มของ ซุน ฉีลู่ชิง และ เหม่ยลี่ เป็นพิเศษ… ในฐานะองครักษ์ หากว่าจะต้องตาย ก็สมควรตายก่อนที่ผู้ตนปกป้อง!! อากาศที่ร้อนปะทุในชั้นบรรยากาศ ยิ่งทวีความตึงเครียดในสถานการณ์… มู่เจี้ยน ใบหน้าเคร่งขรึม แต่มั่นใจว่าทำเวลาได้ค่อนข้างดี อีกเพียงแค่ครึ่งชั่วยาม ก็จะบรรลุส่วนที่ยากที่สุดในภารกิจ…
แต่ทว่า…
ระหว่างที่กำลังควบอาชาเต็มฝีเท้า… จู่ ๆ ก็มีชายชุดดำสองคนผุดขึ้นมาจากพื้นทะเลทราย!! คาดว่าทั้งสองคงแอบซ่อนตัวมาสักระยะแล้ว ในมือของสองชายชุดดำ ถือโซ่ขนาดเท่าแขนที่ถูกโยงหากัน โดยทั้งคู่ต่างจับที่ปลายโซ่ ออกแรงดึงเพื่อขึงจนโซ่ตรึง สกัดการวิ่งเต็มกำลังของฝูงม้า!!
“บัดซบ!! ทุกคนกระโดดออกจากหลังอาชา!!” มู่เจี้ยน สบถขึ้นพร้อมออกคำสั่งทันที ด้วยความเร็วของม้า และระยะประชิดของโซ่ ย่อมไม่ทันการณ์ที่จะหลบเลี่ยง สุดท้ายจึงทำได้เพียงสละม้า ยอมให้ฝูงอาชาเสียหลักล้มคว่ำลงระเนระนาด ซึ่งในจุดที่ม้าล้มลงไป ล้วนเต็มไปด้วยคมมีดที่ถูกฝังกลบไว้ด้วยผืนทราย ฝูงอาชาถูกทิ่มแทงจนล้มตายกันท้วนหน้า
ยังดีที่เหล่ามือปราบ รวมถึง 3 ผู้เยาว์ กระโจมออกมาจากหลังม้าได้ทันท่วงที จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ… ทุกคนทราบแน่ชัดแล้วว่าถูกซุ่มโจมตี จึงหยิบจับอาวุธประจำกายขึ้นมาโดยพลัน…
มู่เจี้ยน ซึ่งฝีมือดีที่สุดในกลุ่ม กลายเป็นผู้ออกหน้า…
“กลุ่มมือปราบ รักษารูปแบบขบวนเอาไว้… ปกป้องเหล่าผู้เยาว์!!”
“รับทราบ!!” แปดมือปราบ เค้นเสียงตอบรับพร้อมกระบี่ในมือ…
กลุ่มชายชุดดำเริ่มทยอยปรากฏตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนที่เห็นคาดว่าคงไม่ต่ำกว่า 20 คน… มู่เจี้ยน หรี่ตาแคบพิจารณา กลุ่มโจรเหล่านี้มิใช่ระดับสามัญ มีทั้งชนชั้นลมปราณสีเขียวและชนชั้นลมปราณสีเหลืองคละเคล้ากันไป ชัดเจนว่าความแข็งแกร่งเทียบเท่าขุมกำลังขนาดย่อมกลุ่มก้อนหนึ่ง มิใช่กลุ่มโจรที่มาเพื่อปล้นพ่อค้าสามัญอย่างแน่นอน...
ทั้งการอำพลางตัว กลยุทธสกัดม้า และการวางกับดัก ทุกอย่างล้วนชำนาญและเฉียบคมยิ่ง… จิตสังหารที่แต่ละคนแผ่ล้นก็อยู่ในระดับที่สูงล้ำ ประหนึ่งผ่านศึกสงครามมาเป็นจำนวนไม่น้อย…
“กลุ่มยอดฝีมือรับจ้างใต้ดิน?!” มู่เจี้ยน เค้นเสียงขึ้น
เหล่ามือปราบทั้งหมด เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ล้วนใบหน้าซีดเผือด… ชื่อเสียงของกลุ่มยอดฝีมือรับจ้างใต้ดิน จะรับงานเพียง 2 ประเภทเท่านั้น นั่นคือการปล้นชิง และการลอบสังหาร!!
“ทุกคนจงอย่าได้ลังเลที่จะฆ่าพวกมัน…” มู่เจี้ยน เอ่ยเน้นย้ำ พร้อมกับแผ่ล้นจิตสังหารที่ไม่ได้น้อยไปกว่ากลุ่มยอดฝีมือรับจ้างใต้ดิน...
เหล่ามือปราบที่ติดตามมาล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ตระกูลฉีคัดสรร มีชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นปลาย(ขั้น 7-9) กว่า 6 คน และชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นต้น 2 คน ภายใต้การนำของ มู่เจี้ยน ชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุด หากเกิดการปะทะขึ้นแม้คนจะมีจำนวนน้อยกว่า แค่ก็คงไม่ถึงกับเสียเปรียบมาก
สิ่งสำคัญ คือเหล่าผู้เยาว์ 3 คน ที่ต้องปกป้องต่างหาก!!
ห่างไกลออกมาเกือบสุดสายตา บนเนินทรายแห่งหนึ่ง… หานห้าว ได้แอบลอบเฝ้าดู ไม่เสี่ยงที่จะเข้าไปเผชิญหน้าด้วยตนเอง ตัวผู้จ้างวานกลุ่มยอดฝีมือรับจ้างใต้ดินก็คือ หานห้าว นี่เอง… ทั้งยังเป็นจำนวนเงินที่มหาศาล หลายล้านเหรียญทองอีกด้วย…
“เหยาซุน มันแบ่งเงินเดิมพันกับตระกูลซ่งคนละครึ่ง… ดังนั้นแม้จะเสียเงินจ้างกลุ่มยอดฝีมือใต้ดินกว่า 10 ล้านเหรียญทอง ขอเพียงจัดการ เหยาซุน และมือปราบเหล่านั้นได้ ก็จะยึดเอาเงิน 25 ล้านเหรียญทองกลับคืนมาได้!!
อีกทั้งยังบังเอิญยิ่งนัก ที่ ฉีลู่ชิง ร่วมเดินทางมาด้วย… หากจับนางไปรีดเงินตระกูลฉีแล้วล่ะก็ จะกี่ร้อยล้าน พวกมันก็คงต้องยอมจ่ายอย่างแน่นอน สวรรค์ช่างเป็นใจให้กับข้าจริง ๆ ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” หานห้าว แผดเสียงหัวเราะด้วยความสะใจ…
………………………………………….