อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 63 ราชันย์ที่ยังหายใจ
ตอนที่ 63
เมื่อ ซุน และสองหญิงสาว แยกตัวหลบหนีออกมา… มีสองยอดฝีมือใต้ดิน พุ่งติดตามแทบจะทันที ประหนึ่งว่าพวกมันมีเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้ว หากจัดการผู้เยาว์ทั้งสามได้ การต่อสู้กับเหล่ามือปราบก็ไม่มีความจำเป็น…
ซุน รู้ดีว่าด้านความเร็วตนนั้นเสียเปรียบชนชั้นยอดฝีมือ จึงกัดฟันแนบแน่นระเบิดพลังลมปราณทั้งหมด ดึงขวานศิลาออกมาอีกครั้งตั้งกระบวน…
“เพลงขวานวายุ… ปัดกวาด!!”
ตูม!!
ซุน ไม่ได้เพ่งเล็งที่สองยอดฝีมือใต้ดิน แต่เพ่งเล็งที่เนินทรายขนาดใหญ่!! ผลที่ออกมาคือการสร้างมวลวายุทรายขนาดย่อมให้ก่อตัวขึ้น บดบังทัศนวิสัยโดยรอบในชั่วพริบตา… เด็กหนุ่ม อาศัยจังหวะนั้น พาหญิงสาวทั้งสองหลบหนีต่อไป ด้วยการเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน…
ริมฝีปากพึมพำ บริกรรมอาคม…
“เศษธุลี เทพธรณี บดบังกายะ…”
ซุน เป่าลมปากออกไปแผ่วเบา ฝุ่นทรายบางส่วนต่อตัวขึ้นประหนึ่งหมอกหนาทึบ บดบังตำแหน่งของ ซุน และเหล่าหญิงสาวไปจนสมบูรณ์ ทำให้เหล่ายอดฝีมือใต้ดินที่ติดตามมา หลงทิศทางไม่อาจมองเห็นตำแหน่งของทั้งสาม แม้แต่รอยเท้าก็ถูกกลบไปด้วยพายุทราย…
ทิศทางการหลบหนีทั้งหมด จะถูกกำหนดโดยเด็กหนุ่ม… แม้ความเร็วของสามผู้เยาว์จะด้อยกว่าเหล่ายอดฝีมือใต้ดิน ทว่าด้วยการผสานทักษะระหว่างวรยุทธและอาคม ผนวกกับลูกไม้อีกเล็กน้อยมันก็พอจะทำให้ ซุน เลี่ยงหลบการเผชิญหน้าศัตรูมาได้อย่างปาฏิหาริย์
จวบจนผ่านไปสักระยะ ก็ไม่รับรู้ถึงการติดตามอีกแล้ว….
ทั้งสามหลบอยู่ด้านหลังเนินทรายกองหนึ่ง หายใจหอบหนักแข้งขายังสั่นทึม สถานการณ์เมื่อครู่โอกาสรอดนับว่าน้อยนิดอย่างยิ่ง ตกย้ำให้ ซุน ตระหนักถึงความเป็นจริงอีกหนึ่งประการนั่นคือเมื่อถูกทรยศจากผู้ไว้ใจเพียงคนเดียว สถานการณ์จะย่ำแย่ยิ่งกว่าพบเจอศัตรูจำนวนมากเสียอีก
สองหญิงสาวหันมองใบหน้าของ ซุน อดไม่ได้ที่จะทั้งคู่จะตกใจ เพราะเห็นว่า ซุน กำลังหลั่งน้ำตาออกมา ซึ่งพวกนางไม่คิดว่าบุรุษที่ห้าวหาญผู้หนึ่งจะหลั่งน้ำตาเนื่องจากหวาดกลัวได้ เว้นเสียแต่ว่า…
“นี่เจ้า?! อย่าบอกนะว่าเป็นเพราะ มือปราบจู”
เด็กหนุ่ม พยักหน้า… มือกุมขมับด้วยความเสียใจ…
“ข้ารู้สึกสมเพชตนเองยิ่งนัก ที่ตัดสินใจหลบหนีออกไป… มือปราบจู ทั้งที่หากแสร้งเป็นตกตาย ด้วยฝีมือในระดับนั้นก็มีโอกาสรอดชีวิตเป็นแน่อยู่แล้ว ทว่าคนผู้นั้นกลับเลือกที่จะลุกยืนขึ้นอีกครั้งปกป้องพวกเรา
หากข้าไม่อ่อนแอล่ะก็… หากข้าแข็งแกร่งกว่านี้ล่ะก็… คงไม่ต้องมีผู้เสียสละ!!” ซุน กำหมัดแนบแน่นด้วยมือที่สั่นทึม หากแต่มิใช่การสั่นเพราะความกลัว แต่เป็นความโกรธ!! โกรธในความอ่อนแอของตนเอง!! เด็กหนุ่มกำหมัดจนเล็บแทบจะฝังเข้าไปใจฝ่ามือ…
“ใช่แล้ว… สวะเยี่ยงเจ้ามันควรจะตาย ๆ ไปเสีย จะได้ไม่เป็นภาระผู้อื่น…” สุ่มเสียงหนึ่งดังขึ้น
“!!!!!!!!!” สามผู้เยาว์เบิกตากว้างทันที
สัมผัสเจตนาได้อย่างแจ่ม ชัดว่าผู้ที่มาคือศัตรู
หานห้าว สืบเท้าตรงเข้ามาใช้ผ้าสีดำปกปิดใบหน้ามิดชิด ทั้งยังสวมอาภรณ์ลักษณะเดียวกับกลุ่มยอดฝีมือใต้ดิน... แน่นอนว่าทั้งหมดเพราะไม่ต้องการให้ ฉีลู่ชิง รู้ความจริง ยามที่เกิดการเรียกค่าไถ่ ตระกูลหานจะได้ไม่เดือดร้อนในภายหลัง…
รัศมีพลังของ หานห้าว แข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่า มู่เจี้ยน เท่าใดนัก เป็นชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุดในวัยสี่สิบปีเศษ… ออร่าที่แผ่ล้นออกมา เหนือกว่าเหล่ามือปราบและกลุ่มยอดฝีมือใต้ดินเสียอีก ต่อให้ ซุน กัดฟันเสี่ยงเผชิญหน้า โอกาสชนะก็ไม่มีแม้สักนิด…
หากไม่ใช่เพราะกลุ่มผู้เยาว์ หลบหนีออกจากวงล้อมมาได้สำเร็จ… คนเจ้าเล่ห์อย่าง หานห้าว ย่อมไม่คิดที่จะเปิดเผยตัวตนออกมา…
“พวกเจ้าไม่ควรหนีออกมาเลยจริง ๆ ไม่ควรเลยจริง ๆ”
หานห้าว วาดแขนออกไปเพียงครั้ง สร้างแรงกดดันอันมหาศาลจากชนชั้นลมปราณที่สูงส่ง พลันกดทับลงมายังร่างของเหล่าผู้เยาว์ ให้ทรุดเข่าลงจนแทบจมในผืนทราย… แม้พยายามจะต่อต้านแต่ก็ไร้ความหมาย ห้านหาว ก้าวเดินเข้ามาต่อเนื่องจนเกือบจะถึงตัวกลุ่มของ ซุน อยู่รอมร่อ
เฒ่าชีเปลือย สีหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นมืดดำ หันมองขึ้นสู่ท้องฟ้า…
“แย่ล่ะสิ… ดูเหมือนว่ามันจะเกินการควบคุมของข้าไปแล้ว…”
“!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้าง ไม่คิดว่า เฒ่าชีเปลือย จะเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมา ทั้งที่ ซุน ในเวลานี้เหลือความหวังเพียงหนทางเดียว นั่นคือพลังในการสิงสู่ของ เฒ่าชีเปลือย…
“อะไรกัน!! ไหนเจ้าอวดโอ้ว่าตนเก่งกล้าหนักหนา แต่เพียงแค่มนุษย์ผู้หนึ่ง เจ้าก็ออกปากลั่นว่าไร้หนทางแล้วงั้นหรือ!!”
เฒ่าชีเปลือย หรี่ตาแคบลง…
“หุบปากไปเลยไอหนู… ข้าหมายถึงเจ้าสวะมนุษย์นั่น เสียเมื่อใด… ข้าหมายถึงปีศาจตัวจริงที่กำลังมาที่นี่ต่างหาก...”
“!!!!!!!!!!!” แววตาของ ซุน แสดงความสับสนขึ้น… ก่อนจะเริ่มมองเห็นท้องฟ้าด้านทิศตะวันออก ที่จู่ ๆ ก็ปรากฏหมู่เมฆที่มืดดำ ทั้งความมืดดำเหล่านั้นยังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
แรงกดดันอันมหาศาล ถาโถมหนักยิ่งไปกว่าเดิม!! แต่ครั้งนี้มิใช่เพียงแค่ ซุน และสองหญิงสาวเท่านั้นที่ทรุดตัวลงนั่ง กระทั่งตัวของหานห้าวเอง ก็ยังไม่อาจหยัดยืนต่อไปได้!! ตัวสั่นทึมมิต่างอันใดกับเหล่าผู้เยาว์ ด้วยประสบการณ์ในยุทธภพของ หานห้าว มันเริ่มรู้ว่าตนกำลังเจอเข้ากับสิ่งใด ใบหน้าของมันไร้โลหิตหมุนเวียน…
“บะ…บ้าน่า!! ทำไมจู่ ๆ จึงปรากฏตัวขึ้นตอนนี้ได้!!
สิ่งมีชีวิตที่มีอิสระเหนือผู้ใดใน 4 ทวีป…
ราชันย์มังกรทมิฬ!!”
ความมืดดำที่มาจากท้องฟ้าด้านทิศตะวันออก คืบคลานบดบังดวงตะวันยามเที่ยงตรง จนเห็นเงาร่างขนาดมหึมาทอดยาวบนผืนทะเลทรายอย่างแจ่มชัด… ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วความมืดดำที่เห็นนั้น ก็คือเงาร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ตนหนึ่ง รูปร่างของมันคล้ายสัตว์เลื้อยคลาน ปีกกางสยายราวกับจะครอบคลุมท้องนภา ร่างกายประหนึ่งสวมเกราะโลหะสีดำทั้งตัว แววตาสีชาดที่เพียงแต่การจดจ้องยังสยบได้ทุกสรรพสิ่ง
ซุน ที่แหงนหน้ามองขึ้นไปสามารถบอกได้ว่าลักษณะของมังกรตนนี้ คล้ายปะติดปะต่อกับภาพความทรงจำในโลกที่ ซุน เคยจากมา… ลักษณะของ ราชันย์มังกรกรทมิฬ เป็นรูปแบบในตำนานของมังกรจากฝั่งตะวันตก ลำตัวสั้นผิวหยาบ มีขาทั้งสี่ข้าง และปีกขนาดใหญ่เด่นชัด…
ซึ่งมันจะแตกต่างไปจากตำนานของ มังกรฝั่งตะวันออก มีเขาใหญ่เหนือศีรษะ ลำตัวตัวเหยียดยาวคล้ายอสรพิษ มีเกล็ดเรียงร้อย ถึงแม้ทั้งสองจะเป็นสายพันธุ์ที่แตกต่าง ทว่าทั้งสองล้วนถูกจำกัดความการเรียกว่า มังกร…
สิ่งนี้คือหนึ่งในบริบทตำนานของยุทธภพ ที่ถูกเรียกว่า ราชันย์ที่ยังหายใจ… เป็น 1 ใน 2 สัตว์อสูรโบราณชนชั้นลมปราณสีรุ้ง ที่ยังมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยปัจจุบัน และไม่มีสิ่งใดในใต้หล้าสามารถควบคุมพวกมันได้ ทำได้เพียงแค่หมอบกราบและปล่อยให้ผ่านเลยไปเท่านั้น…
ยุทธภพกล่าวขวัญ ประวัติศาสตร์ขีดเขียน… ณ ปัจจุบัน ยังมีสัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีรุ้งอยู่ 2 ตนที่ไม่อาจแตะต้อง หนึ่งคือ ราชันย์วาฬเจ้าทะเล สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาอาศัยอยู่ใต้ มหาสมุทรกิเลนอัสนี เพียงแค่การโผล่ขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำในทุก ๆ หนึ่งร้อยปี ยังก่อให้เกิด ภัยพิบัติแห่งท้องทะเล สำหรับมวลมนุษย์ สร้างคลื่นยักษ์ที่กวาดเอาเรือทุกลำในทะเลรัศมีร้อยลี้ ให้อับปางลงมหาสมุทรไป หมู่เกาะใกล้เคียงถูกทำลายเป็นวงกว้าง จนบางเกาะถึงขั้นจมหายไปก็เคยมีกล่าวถึง…
และสองคือ ราชันย์มังกรทมิฬ สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีหลักแหล่งแน่ชัด โผบินไปทั่วทวีปทั้ง 4 จนถูกนับเป็น ภัยพิบัติจากท้องฟ้า… หากเมื่อยามใดปรากฏโบยบินผ่านท้องฟ้า ใต้เงาที่โบยบินของ ราชันมังกรทมิฬ ทุกสรรพชีวิตเบื้องล่างจำต้องคุกเข่าหมอบคลาน เพราะแรงกดดันที่หนักอึ้งชั้นสีรุ้งจากเบื้องบน จะไหลลงสู่เบื้องหน้า ผู้ใดฝืนลุกยืนจะมีเพียงความตายที่เฝ้ารอ...
ตำนานของ ราชันย์วาฬ และ ราชันย์มังกร เป็นที่กล่าวขวัญมาช้านาน แต่ไม่มีใครทราบถึงรายละเอียดที่แน่ชัดนัก… ถึงกระนั้น ก็ยังมีกลุ่มคนที่ให้ความเคารพบูชาสิ่งมีชีวิตในตำนานนี้ ถึงขั้นก่อตั้ง นิกายมังกรทมิฬ โดยสมาชิกทั้งหมดจะมอง ราชันย์มังกรทมิฬ เป็นเสมือนพระเจ้าของนิกายตนเอง…
การปรากฏของ ราชันย์มังกรทมิฬ ในเวลานี้ ทำให้สนามรบหยุดชะงักลงในพริบตา ไม่ว่าจะเป็นเหล่ามือปราบ หรือกลุ่มยอดฝีมือใต้ดิน ทั้งหมดล้วนคุกเข่ามิอาจยืนหยัด ทางเดียวคือต้องรอให้ ราชันย์มังกรทมิฬ โบยบินผ่านบริเวณพื้นที่แห่งนี้ไปก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถเริ่มต้นการต่อสู้กันได้อีกครั้ง…
สายตาของ ซุน และ หานห้าว จดจ้องกันระหว่างที่ไม่อาจลุกยืน… การถูกสะกดการเคลื่อนไหวโดย ราชันย์มังกรทมิฬ ที่บินผ่านมานั้น ไม่ใช่เพียงแค่ไม่อาจลุกยืน แต่ไม่อาจใช้ทักษะลมปราณใด ๆ ได้เลย เสมือนลมปราณเป็นอัมพาต ยอมสยบต่ออำนาจชั้นสีรุ้ง…
“กว่าราชันย์มังกรทมิฬจะผ่านไป ใช้เวลาราว ๆ ร้อยอึดใจ… นับถอยหลังเวลาตายของเจ้าไว้ได้เลย!!” หานห้าว เค้นเสียงผ่านร่องฟัน
ซุน หรี่ตาแคบลง…
“เจ้าเป็นใคร?! หากให้ข้าคาดเดา เจ้าที่แข็งแกร่งกว่ากลุ่มยอดฝีมือใต้ดินคนอื่น ๆ คงเป็นหัวหน้า หรือไม่ก็ผู้จ้างวานของพวกมันงั้นสินะ…”
หานห้าว นิ่งเงียบ คนเจ้าเล่ห์มักรู้ดีว่ายิ่งเปิดปากแก้ตัว จะไม่ก่อผลดีกลับคืนมา… ซุน ยกมุมปากสูง เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่หลงกลเปิดเผยตัว ก็มองว่านี่เป็นโอกาสหนึ่งเดียวของตนที่จะพลิกผันสถานการณ์…
“น้องชายเจ้าลุกยืนจากเตียงได้เองหรือยังเล่า?! หานห้าว”
“!!!!!!!!” หานห้าว เบิกตากว้างขึ้นทันที
แต่ยังพยายามสงบสติอารมณ์ไม่ตอบโต้ใด ๆ
ซุน หัวเราะ หึหึ ในลำคอ…
“คิดว่าข้าไม่ได้สืบค้นเรื่องราวตระกูลหาน มาบ้างเลยหรือ?! ชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุดของตระกูลหาน มีเพียงบุตรชายตนโตของ หานเต้าหยี ผู้เป็นพี่ชายที่รักน้องชาย เสียจนยอมยกอาวุธอักขระในระดับสูงกว่าให้ไป…
เอาเถอะ… ถึงเจ้าไม่ตอบอันใด แต่เพียงแค่เปิดหน้าเจ้าได้ ทุกอย่างก็จะปรากฏชัดขึ้นมาเอง…” ซุน กล่าวจบก็ควักล้วงเข้าไปในอาภรณ์ที่ขาดวิ่น ด้านในมีบางสิ่งที่ ซุน แอบซ่อนเอาไว้ มันเป็นปล้องไม้ไผ่ขนาดเท่าหัวนิ้วแม่มือ มีจุกสีแดงปิดปากเอาไว้
แต่จะมีแรงกดดันทับถมจนไม่อาจลุกยืน แต่ก็ใช้ว่าจะขยับร่างกายมิได้เลย… เด็กหนุ่ม มีพละกำลังมากกว่าคนปกติจากการฝึกฝนขวานศิลา แม้จะอยู่ในสภาวะลมปราณอัมพาต ก็ยังสามารถฝืนร่างกายขยับได้ระดับหนึ่ง…
ซุน เปิดจุกสีแดงดังกล่าวออก กลิ่นสุรารุนแรงพลันปะทุออกมา… ระยะห่างจาก ซุน ไปถึง หานห้าว คาดว่าคงไม่เกิน 10 ก้าว เด็กหนุ่มพลันแสยะยิ้ม สภาวะที่ไม่อาจใช้ลมปราณ คือความเท่าเทียมระหว่างทั้งสองในชั่วขณะ
ซุน ยกปล่องไม้ไผ่ ที่ด้านในมีสุราไม่เกิน 2 คำ กรอกเข้าไปในปาก... หากแต่มิได้กลืนกินมัน เพียงแค่อมไว้เท่านั้น เพราะสุราชนิดนี้ นับเป็นสุราแห่งหยินที่มีเพียงผลร้ายต่อร่างกายเท่านั้น!!
“วิถีเซียนเมรัย… ลมหายใจสุราแห่งหยิน!!”
ซุน พ่นสุราในปากออกมาเป็นดั่งละออง พวยพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของ หานห้าว ที่อยู่ไม่ไกล!! แม้จะเป็นสภาวะลมปราณอัมพาต แต่ด้วยระยะเพียงถ่มน้ำลายเช่นนี้ ไหนเลยที่จะต้องรีดเค้นลมปราณขับเคลื่อน
ละอองสุราเหล่านั้น อาบพรมร่างของ หานห้าว ในบัดดล… แทรกซึมผ่านอาภรณ์และผิวหนัง แม้ไม่ต้องดื่มกิน ยังมีฤทธิ์เล่นงานให้ต้องแดดิ้น…
“อ๊ากกกก!!” หานห้าว รู้สึกราวกับถูกมดแมลงกัดกินผิวหนังตนเอง อาภรณ์และผิวกายเริ่มเปื่อยยุ่ย แผดเสียงกรีดร้องโหยหวน มิต่างต้องพิษร้าย… ที่น่ากลัวกว่านั้นคือไม่อาจดึงลมปราณออกมาปกป้องร่างกายของตนเองได้เลย
ความทุรนทุราย ที่ดิ้นพร่านไปมา ทำให้ผ้าที่ปิดบังใบหน้าหลุดออกมา… ถึงแม้ ซุน จะไม่เคยเห็นใบหน้าของ หานห้าว มาก่อน แต่มิได้แปลว่า ฉีลู่ชิง และ เหม่ยลี่ ซึ่งเป็นคนในเมืองบุปผาแดง จะไม่เคยเห็น…
“เป็น หานห้าว จริง ๆ ด้วย!!” หญิงสาวเบิกตากว้างตกตะลึง
ซุน เองก็ต้องรีบกระดก สุราแห่งหยาง ในน้ำเต้าสุรา เข้าไปกลั้วปากและลำคอ เพื่อหักล้างฤทธิ์ของสุราแห่งหยิน ต่อให้มีวิถีเซียนเมรัยคุ้มกัน สุราแห่งหยินก็ยังนับเป็นพิษร้ายสำหรับ ซุน อยู่ไม่น้อย… จากนั้น ซุน ก็ทำเพียงแค่เฝ้ามองศัตรูแดดิ้นทรมานเบื้องหน้า คลุกเคล้าไปกับผืนทรายที่ร้อนระอุ ด้วยความสะใจยิ่ง…
…………………………………………