อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 64 สังหารเลือดเย็น
ตอนที่ 64
เสียงโหยหวนของ หานห้าว ยังดังระงม พร้อมกับใบหน้าและผิวหนังที่เริ่มเกิดเป็นรอยถูกกัดกร่อน มองดูน่าขนลุกขนพองยิ่ง… ซุน ไม่อาจทำสิ่งใดได้มากไปกว่านี้ เพราะเมื่อไม่อาจใช้ลมปราณ ย่อมมิอาจส่งพลังไปที่แหวนมิติเพื่อเรียกใช้งาน ศาสตราทุกชนิดของ ซุน อยู่เก็บอยู่ภายในนั้น…
“โชคดีที่ข้าเตรียม สุราแห่งหยิน ไว้ด้านในอาภรณ์ ป้องกันสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้หยิบใช้ได้ง่ายที่สุด ช่างประจวบเหมาะยิ่งกับช่วงลมปราณอัมพาตเช่นนี้…” ซุน ถอนหายใจปลอดโปร่งขึ้นมาก สุราแห่งหยิน แม้ไม่อาจสังหาร หานห้าว ได้ในช่วงสั้น แต่ก็คงทำให้มันทุรนทุรายเกินกว่าจะมีใจต่อสู้
ยามนี้สิ่งที่ ซุน เฝ้ารอ มีเพียงการจากไปของ ราชันย์มังกรทมิฬ บนท้องฟ้า… เด็กหนุ่ม อดไม่ได้ที่จะเชยชมสิ่งที่เป็นเสมือนตำนานมีชีวิต ทั้งความน่าเกรงขามและบารมีล้วนอยู่ในระดับที่เหนือจินตนาการ… ก่อนหน้านี้หลงนึกว่าที่เคยอ่านจากบันทึกต่าง ๆ มา จะขีดเขียนเกินความเป็นจริง หากแต่พอได้เห็นมันกับตาตนเอง จึงแน่ชัดว่าเนื้อหาในบันทึกบรรยายได้ไม่ถึงครึ่งเสียด้วยซ้ำ!!
“เฒ่าชีเปลือย เจ้ากล่าวว่าสิ่งนั้นมีพลังมากกว่าเจ้าอีกงั้นหรือ?!” ซุน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น
เฒ่าชรา แสดงสีหน้าครุ่นคิด มองพิจารณา…
“ก็ไม่รู้สินะ… หากเป็น ณ ตอนนี้ต่อให้ข้าสิงสู่ร่างเจ้า ก็ยังเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าใกล้เจ้าปีศาจตนนั่น เพราะพื้นฐานเจ้ามันยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน... แต่หากเป็นยามที่ข้ายังมีกายหยาบสมบูรณ์อยู่ล่ะก็ คงต้องเผชิญหน้ากันจึงจะรู้ได้ว่าผู้ใดเหนือกว่า เจ้ามังกรคนนั้นเพียงแค่บินผ่านมาเท่านั้น ไม่ได้แสดงพลังต่อสู้แท้จริงออกมา ดังนั้นข้าคงไม่อาจประเมินขีดความสามารถทั้งหมดได้ด้วยสายตา…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นยังอดไม่ได้ที่จะขนลุกชูชัน… เมื่อเหลือบมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ไม่แน่ชัดนักว่าตนคิดไปเองหรือไม่ แต่ ซุน รู้สึกเหมือนกับว่า ดวงตาสีชาดของราชันย์มังกรทมิฬ คล้ายกำลังเหลือบมองมาที่ตนเองด้วยเช่นกัน…
ไม่ทราบมีอะไรดลจิตดลใจให้ ซุน ประสานมือขึ้นอย่างสุภาพ ใช้แทนคำขอบคุณ… เนื่องด้วยถ้าไม่มีการปรากฏของ ราชันย์มังกรทมิฬ ในตอนนี้ ซุน อาจจะถูก หานห้าว เล่นงานไปแล้ว ไม่มีโอกาสพลิกสถานการณ์กลับมาเช่นนี้
จังหวะนั้น ราชันย์มังกรทมิฬ ประหนึ่งตอบรับคำขอบคุณ พลันขยับปีกเบา ๆ คราหนึ่ง ทั้งที่ความสูงในการบินของ ราชันย์มังกรทมิฬ ห่างจากพื้นดินไม่ต่ำกว่า 1,000 จั้ง(3,330 เมตรโดยประมาณ) แต่มันก็ได้บังเกิดสายลมวูบหนึ่งขึ้นมา จนฝุ่นทรายเบื้องล่างคละคลุ้ง…
ในตอนนั้น สายตาของ ซุน มองเห็นประกายของวัตถุบางอย่างที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า หากแต่ด้วยเพราะยังไม่อาจลุกยืนหรือเคลื่อนที่ จึงทำได้เพียงแค่จดจำตำแหน่งที่ตกลงมาของมันเท่านั้น… ความมืดดำบนท้องฟ้า ค่อย ๆ เคลื่อนตัวผ่าน แสงตะวันกลับมาสาดส่องอีกครั้ง พร้อมกับสภาพลมปราณอัมพาต และแรงกดดันที่จางหาย…
หานห้าว ยังคงทุรนทุรายไม่รับรู้สภาพการณ์ เด็กหนุ่มจึงไม่รอช้า ฉวยโอกาสหยิบคว้า กระบี่ราชวงศ์ ออกมาจากแหวนมิติ ปลายกระบี่ยกชี้ก่อนจะทิ่มแทงลงบนร่างของ หานห้าว แผลหนึ่ง ความคมของ กระบี่ราชวงศ์ ไม่ต้องกล่าวสาธยายมากความ สามารถตัดผ่านผิวหนังและปราณคุ้มกันทั้งหมดของ หานห้าว อย่างง่ายดาย…
เสียงกรีดร้องก้องดังยิ่งไปกว่าเดิม เพราะตำแหน่งที่ ซุน แทงลงไปนั้นคือ [จุดตันเถียน] จุดชีพจรสำคัญซึ่งเป็นบ่อพลังลมปราณบ่มเพาะทั้งหมดของผู้ฝึกยุทธ!! พื้นฐานลมปราณของชายฉกรรจ์ รั่วไหลอย่างต่อเนื่อง มิต่างโอ่งน้ำที่ถูกเจาะรู…
พิษกัดกร่อนของสุราแห่งหยิน ก็มิได้ลดทอนลงเลยแม้เวลาจะผ่านไป ถือเป็นความโชคร้ายของ หานห้าว ที่เลือกจะอาฆาตมาดร้ายต่อ ซุน ทั้งที่ความแค้นสมควรจบสิ้นไปตั้งแต่การเดินพันในการประลองแล้ว…
“ไม่ฆ่า มันหรือ?!” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยถาม
“ยังก่อน... ข้าต้องการให้เจ้าใช้ทักษะวิชาลับ นิมิตห้วงวิญญาณ อย่างที่เคยใช้กับ ผู้ว่าจินหง เมื่อคราวก่อนกับ หานห้าว(ตอนที่ 20) ข้าอยากรู้ว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนร้ายที่จับตัว เหล่าซือ ไปหรือไม่…” ซุน กล่าวขึ้นตามตรง
เฒ่าชีเปลือย เบ้ปากสูง…
“ไม่ล่ะ… มันสิ้นเปลืองพลังวิญญาณของข้า หากอยากทำ เจ้าก็ทำของเจ้าเองสิ…”
ซุน ใบหน้าบิดเบี้ยวในทันที
“อะไรนะ!! ข้าจะไม่รู้วิชาลับของเจ้า จะทำได้ยังไงกัน!!”
เฒ่าชีเปลือย แสยะยิ้มขึ้น…
“ก็แล้วมันจะยากอะไร?!”
วิญญาณเฒ่าชรา ยืนมือจับที่ศีรษะของ ซุน กดเอาไว้แนบแน่น...
“ทำใจให้สบายนะไอหนู…”
พริบตานั้นเองที่เคล็ดวิชาลับ มินิตห้วงวิญญาณ หลั่งไหลเข้าสู่จิตสำนึกของ ซุน แน่นอนว่าวิธีการเช่นนี้ ย่อมเพิ่มภาระอย่างมหาศาลให้กับสมองของเด็กหนุ่ม จน ซุน ทิ้งร่างลงกองกับพื้น ปวดศีรษะอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ความรู้แจ้งถูกยัดเยียดเข้ามาสลักลงในห้วงสำนึก
สองหญิงสาว แสดงสีหน้าตกใจอย่างยิ่ง เพราะพวกนางมองไม่เห็น เฒ่าชีเปลือย แต่จู่ ๆ ก็เห็นเด็กหนุ่มลงไปดิ้นพร่านกับพื้น แสดงท่าทีทรมาน ไหนเลยที่พวกนางจะไม่ตื่นตะลึงได้…
“ซุน เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า!!” ฉีลู่ชิง วิ่งเข้ามาเขย่าร่างของ ซุน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล เป็นเวลากว่าหลายสิบอึดใจกว่าที่ ซุน จะค่อย ๆ สงบลง หายใจหอบหนักพร้อมใบหน้าซีดเผือด
“อะไรกัน?! ความทรงจำเหล่านี้มัน?!” ซุน ไม่เคยเจอเรื่องเช่นนี้มาก่อน ย่อมต้องงุนงงเป็นธรรมดา เฒ่าชีเปลือย ยังคงผิวปากเป็นเสียงดนตรี ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาว หรือรู้สึกผิดใด ๆ ที่ได้กระทำ
“กราบขอบคุณข้าเสียสิ… อุตส่าห์ยอมถ่ายทอดวิชาลับให้ โชคดีที่วิชานี้ไม่ต้องใช้พื้นฐานพลังมากมายอะไร จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่เคล็ดวิชา ที่เจ้าสามารถเรียนรู้ไปจากข้าในตอนนี้ได้…”
ซุน หันไปถลึงตาใส่ด้วยความเจ็บแค้น...
“คราวหลังก็บอกกันดี ๆ ก่อนสิฟะ!! นึกว่าหัวข้าจะระเบิดออกมาแล้ว”
แม้จะไม่เป็นที่พอใจนักกับวิธีการที่ค่อนข้างรุนแรง แต่ลึก ๆ ซุน ก็ต้องยอมรับว่า ทักษะของ เฒ่าชีเปลือย ร้ายกาจจริง ๆ สามารถสลักเคล็ดวิชาถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้ ผ่านความรู้แจ้งโดยตรงทั้งที่ไม่เคยศึกษามาก่อน อีกทั้ง ซุน ยังได้รับประสบการณ์บางส่วนจากความรู้แจ้งที่ถูกถ่ายทอด รู้สึกเหมือนว่าสามารถใช้ทักษะนี้ได้ในทันทีโดยไม่ต้องผ่านการฝึกฝน…
เด็กหนุ่ม หันมองมายังหญิงสาวทั้งสอง…
“ข้าไม่เป็นอะไร เพียงแค่โรคประจำตัวกำเริบขึ้นเท่านั้น… แต่ตอนนี้ข้าอยากให้พวกเจ้าสองคนหันหน้าไปทางอื่นก่อน เดินหลบออกไปเลยได้ยิ่งดี… เพราะวิธีการที่ข้าจะใช้กับ หานห้าว มันค่อนข้างจะโหดเหี้ยมเอาการ เป็นทักษะลับที่ข้าสืบทอดมาจาก มารอัณฑะหย่อนยานตนหนึ่ง…”
พวกนางได้ยินเช่นนั้นก็พลันหน้าแดงขึ้น ไม่กล้าซักไซ้ใด ๆ ต่อ…
“ขะ…เข้าใจแล้ว”
เมื่อพวกนางหลบออกจากพื้นที่ ซุน ก็พลันแผ่ล้นจิตสังหารออกมา… จนถึงตอนนี้ ซุน มือเปื้อนเลือดมาแล้วไม่น้อย แม้จะไม่ถึงขั้นคุ้นชิน แต่หากคิดจะลงมือก็ตั้งมั่นแน่วแน่ได้ไม่อ่อนไหว ทั้งกับศัตรูด้วยแล้ว ความปราณีย่อมหดหายไปอีกหลายส่วน…
ซุน ใช้มือซ้ายจับคว้าลำคอของชายฉกรรจ์ ยกสูงเท้าลอยเหนือพื้น สำหรับผู้ที่พกขวานศิลาหนักพันชั่งอยู่เป็นนิจ น้ำหนักตัวของมนุษย์ผู้หนึ่งจะนับเป็นอย่างไร เพียงกำลังแขนข้างเดียวก็มากพอ... สีหน้าและแววตาของ หานห้าว เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ไม่เคยคิดเลยว่านายน้อยตระกูลหานที่เฝ้ารอการขึ้นเป็นใหญ่ สุดท้ายต้องมาพบเจอสภาพเช่นนี้
“วะ…ไว้ชีวิตด้วย ข้าผิดไปแล้ว…”
ซุน กดหัวคิ้วลงต่ำ…
“หานห้าว… เจ้าวางแผนสังหารข้าก่อน ดังนั้นจงอย่าได้โอดครวญเมื่อถูกคืนสนอง!!”
มือขวาอีกข้างของ ซุน ถูกห่อหุ้มด้วยลมปราณ ก่อนจะเสียบเข้าไปกลางหน้าอกของ หานห้าว จับกุมไว้ที่หัวใจโดยตรง ก่อนจะขับขานเคล็ดวิชาลับที่เพิ่งรู้แจ้ง…
“นิมิตห้วงวิญญาณ!!”
วิชานี้เป็นใช้อาคมรูปแบบหนึ่ง โดยอาศัยพลังวิญญาณขับขานพลัง ไม่แตกต่างอะไรกับการทรงร่าง ซึ่งเป็นรูปแบบทักษะที่ ซุน คุ้นชินอยู่ก่อนแล้ว เพียงแค่มีการดัดแปลงเล็กน้อยให้เป็นรูปแบบอาคมเฉพาะของ เฒ่าชีเปลือย แทรกซึมเข้าสู่วิญญาณและห้วงสำนึกของ หานห้าว…
ในตอนนั้นเองที่ภาพนิมิตความทรงจำบางส่วนของ หานห้าว หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ปะติดปะต่อนัก ในความทรงจำเหล่านั้นมีการติดต่อจ้างวานกลุ่มยอดฝีมือใต้ดินจากตลาดมืด ผ่านทางเส้นสายของตระกูลเกาอีกทอดหนึ่ง…
น่าเสียดายที่ภายในความทรงจำเหล่านั้น ไม่มีเรื่องใดเกี่ยวกับ เหยาหมิง อาจารย์ของ ซุน เก็บซ่อนอยู่เลย คาดว่าคงเป็นเพราะตระกูลเกาแอบซ่อนความลับที่สำคัญอย่างมิดชิด มิได้คิดแพร่งพรายสุ่มสี่สุ่มห้า แม้แต่กับตระกูลคู่ค้าสำคัญอย่าง ตระกูลหาน ก็ไม่ทราบเรื่องเหล่านั้น…
“ไร้ประโยชน์ยิ่งนัก…” ซุน พ่นลมหายใจแรง ก่อนจะขย้ำหัวใจของ หานห้าว จนแหลกเป็นเศษเนื้อจากด้านใน ชายฉกรรจ์ขาดใจตายไปพร้อมกับความรู้สึกโง่งมของตน…
ซุน เหลือบไปเห็น แหวนมิติ ของ หานห้าว ที่นิ้วมือ… จึงจัดการรูดทรัพย์อย่างไม่ตะขิดตะข่วงใจ โดยปกติแล้วแหวนมิติไม่อาจถูกเปิดได้ หากมิใช่ผู้ทำพันธะสัญญาณกับตัวแหวนวงนั้น… แต่ในเมื่อ หานห้าว ได้ตกตายไปแล้ว พันธะสัญญา ถือว่าขาดสะบั้น กลายเป็นแหวนมิติที่ไร้เจ้าของ
ซุน ไม่ลังเลที่จะหยดโลหิตของตนลงไป สร้างพันธะสัญญาขึ้นใหม่ทันที… ถึงแม้แหวนมิติวงนี้จะมีระดับต่ำกว่า แหวนเดิมที่ ซุน ถือครอง แต่ภายในก็อัดแน่นไว้ด้วยทรัพยากรล่ำค่ามากมาย ทั้งดาบสายลมเหนืออาวุธอักขระชั้นลมปราณสีน้ำเงิน ทั้งตำรายุทธเพลงดาบตระกูลหาน ทั้งโอสถยาชนิดต่าง ทั้งเหรียญทองจำนวนไม่น้อย หรือแม้กระทั่งป้ายเหล็กสำมะโนครัว ของตระกูลหาน...
“ก็ไม่เลว… สิ่งของในแหวนนี้ มีค่ามากกว่าชีวิตเจ้าเสียอีก...” ซุน เผยรอยยิ้มเจือจาง เมื่อหมดสิ้นธุระกับศพนี้ ก็ใช้กระบี่ราชวงศ์ที่คมกริบตวัดเชือดเฉือนซากศพเป็นชิ้น ๆ ให้ไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิม ต่อให้จากนี้มีผู้มาพบศพ ก็ยากที่จะสืบได้ว่าเป็นศพผู้ใด และปล่อยทิ้งเศษซากไว้เช่นนั้นเป็นอาหารแร้งกา…
สองหญิงสาวแม้ไม่รู้ว่า ซุน จัดการอย่างไรกับ หานห้าว แต่ก็ไม่คิดอยากจะเหลียวกลับไปมองให้เป็นภาพติดตา… ซุน สืบเท้ามาพร้อมร่างที่โลหิตอาบท่วมอาภรณ์ เท่านี้พวกนางก็พอจะจินตนาการเรื่องราวได้บ้างแล้ว…
“เอายังไงต่อไปดี?!” ฉีลู่ชิง กล่าวขึ้น
ซุน มีท่าทีลังเลอยู่เล็กน้อย…
“ข้าคิดว่าพวกเราจะไม่หนีแล้ว… สิ่งหนึ่งที่ข้าเชื่อมั่น คือพลังฝีมือของ มือปราบมู่ แม้จะถูกรายล้อมจากศัตรูที่จำนวนมากกว่า แต่ข้าว่าศัตรูเหล่านั้น ก็ยากที่จะเอาชนะยอดฝีมืออัจฉริยะอย่างมือปราบมู่ได้… พวกเราเพียงแค่เฝ้ารอเวลาให้ มือปราบมู่ เล่นงานศัตรูจนหมด จากนั้นพวกเราค่อยย้อนกลับไปสมทบ...”
สองหญิงสาว ได้ยินเช่นนั้นก็เห็นพ้อง การหนีไปเพียง 3 คน ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี… ต่อให้ไม่มีกลุ่มยอดฝีมือใต้ดินเหล่านี้ ก็ยังมีกลุ่มโจรอีกมากในละแวกที่ห่างไกลชุมชน คอยดักซุ่มเล่นงานขบวนพ่อค้าเร่ การเดินทางโดยไร้ผู้คุ้มกันค่อนข้างที่จะอันตราย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเพียงระดับผู้เยาว์…
ซุน หวนนึกถึงบางสิ่งที่หล่นร่วงมาจากท้องฟ้า ในตอนที่ ราชันย์มังกรทมิฬ โบยบินผ่านไป… จึงตัดสินใจพาพวกนางตรงไปยังจุดที่ได้จดจำ และก็ได้พบกับวัตถุชิ้นหนึ่งอยู่จริง ๆ มันเป็นแผ่นโลหะขนาดเล็กเท่าฝ่ามือสีดำสนิท น้ำหนักประมาณครึ่งชั่ง(250 กรัม) เป็นโลหะหยาบ ๆ ที่ดูเป็นแร่ดิบยังไม่ผ่านกระบวนการใด ๆ
“นี่มันอะไรกัน?!” ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ในตอนนั้นเอง ที่ ฉีลู่ชิง เข้ามาช่วยพิจารณา ก่อนที่ดวงตานางจะเบิกโพลงขึ้น…
“ไม่ผิดแน่!! นี่มันเศษแร่โลหะคงกระพัน!!”
ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็กดหัวคิ้วต่ำลงทันที…
“หมายความว่ายังไง?! แร่โลหะคงกระพัน มันมีเนื้อโลหะเป็นสีแดงฉานมิใช่หรือ?! แต่นี่ใยเป็นสีดำสนิท”
ฉีลู่ชิง นางหยิบเอาพัดอักขระของนาง ที่สร้างจากแร่โลหะคงกระพันเนื้อสีแดงขึ้นมาเปรียบเทียบ… สีของมันแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทว่าเนื้อโลหะกลับดูคล้ายคลึงกันจริง ๆ เมื่อพิจารณาถี่ถ้วน…
“ไม่ผิดแน่นี่คือ แร่โลหะคงกระพัน ชั้นพิเศษ!! ซึ่งมีความแข็งแกร่งกว่า แร่โลหะคงกระพันสีแดงสามัญนับร้อยเท่า… ซึ่งแร่ชนิดนี้มีราคามหาศาลมากในท้องตลาด เนื่องจากมันไม่อาจเสาะหาพบได้โดยทั่วไป…”
“ไม่อาจหาพบได้โดยทั่วไป?!” ซุน ยิ่งฉงนขึ้นอีกครั้ง
หญิงสาว ชี้ไปยังทิศทางของความมืดดำบนท้องฟ้า ซึ่งเวลานี้ห่างออกไปไกลมากแล้วทางทิศตะวันตก… “แร่ชั้นพิเศษนี้… เป็นเปลือกคราบของ ราชันย์มังกรทมิฬ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่มันแข็งแกร่งมากจนไม่อาจประมาณ และไม่อาจหาพบได้โดยทั่วไป…
ดูท่าเจ้าจะได้รับของขวัญล้ำค่า จากราชันย์มังกรทมิฬมาเสียแล้ว…”
……………………………………………..