อัจฉริยะตัวน้อยกับคุณพ่อสุดโฉด - ตอนที่ 481 คนกลาง
ตอนที่ 481 คนกลาง
อันโหรวหลับตาลงแต่ก็ยังได้ยินเสียงร้องไห้ที่ดังก้องกังวานอยู่ในหูของเธอ ไม่มีท่าทีที่จะหยุดเลยสักนิดเดียว
ถ้าหากไม่ใช่โทรมาเพื่อให้เธอเป็นคนกลางละก็ เธอคงไม่มีทางรู้เรื่องนี้ชั่วชีวิตแน่ ไม่มีทางรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น เมื่อคิดแบบนั้นเธอก็รู้สึกเหมือนมือเต็มไปด้วยเลือดที่ฆ่าเด ด็ก
เด็กน้อยที่น่ารักแบบนั้น ทำไมเขาถึงไม่มีสิทธิ์ที่จะลืมตามาดูโลกใบนี้ บางทีเขาอาจจะเป็นลูกของจิ่งเป่ยเฉินก็ได้
ลูกคนล่าสุดก็ไม่อยู่แล้ว เขานี่มันร้ายกาจจริง ๆ เวลาไม่นานก็มีลูกอีกคนหนึ่งแล้ว อีกทั้งไม่ได้อยู่ที่ท้องของเธอด้วย
หลังจากที่รู้สึกว่าตัวเธอค่อย ๆ จมลงไปเรื่อย ๆ เธอก็ค่อย ๆ ขยับตัวไปที่ข้างเตียงทีละนิด ไม่ช้ามือใหญ่ก็โอบมาที่เอวของเธอ ก่อนจะดึงตัวเธอเข้ามาในอ้อมแขนของเขาอย่างรวดเร ร็ว
“จิ่งเป่ยเฉิน ปล่อยฉันนะ!”
“ปล่อยเธอ เธอก็ตกเตียงพอดีสิ” จะให้เขาปล่อยเธอได้ยังไง ไม่มีทางหรอก
“นายไปกอดคนอื่นเลยไป! ไม่ชอบ!” เธอพยายามดิ้น เมื่อคิดถึงตอนที่เขาทำกับผู้หญิงคนอื่นและมีลูกด้วยกัน
เธอรู้สึกเกลียดตัวเอง ทำไมตอนนั้นไม่จัดการมันตั้งแต่เนิ่น ๆ ไปเลย!
“โหรวโหรว” จิ่งเป่ยเฉินกอดเธอไว้ พยายามพลิกตัวเธอให้หันกลับมาเพื่อมองดูหน้าของเธอ
เมื่อทั้งสองคนสบตากันและกัน ไม่กี่วินาทีต่อมา อันโหรวก็หลับตาลง “นายคิดจะทำอะไร? จะหลอกล่อให้ฉันเชื่อนายอีกเหรอ!”
“ฉันไม่ได้หลอกเธอเลย เธอจะเชื่อฉันไหม?” ใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาจ้องมองเธอด้วยสีหน้าที่จริงจัง พวกเขาผ่านอะไรมาด้วยกันตั้งเยอะ นี่เธอยังไม่เชื่อเขาอีกอย่างนั้นเหรอ?
“ฉัน……” เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ในใจรู้สึกอึดอัดและกระอักกระอ่วน ทั้งยังเจ็บปวดแปลก ๆ “ฉันเองก็อยากจะเชื่อนายนะ แต่ความจริงมันปรากฏตรงหน้า จะให้ฉันเชื่อนายได้ยังไง?”
“ความจริงอะไรอยู่ตรงหน้าเธอกันแน่ เธอแค่ฟังคำพูดของคนคนนั้น เขาบอกต่อหน้าฉันแล้วเหรอว่าเป็นลูกของฉัน?”
“สิ่งที่นายพูดหมายถึงพวกนายเคยมีความสัมพันธ์กันจริง ๆ ใช่ไหม? แต่นายแค่ไม่แน่ใจว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของนายหรือเปล่า เพราะงั้นเลยอยากจะให้เอาเด็กออก จิ่งเป่ยเฉิน นายทำเกิ นไปหน่อยหรือเปล่า?” ทำไมเขาถึงได้ทำแบบนี้กัน!
“โหรวโหรว”
“นายอยู่กับฉันเช้ายันบ่าย ฉันต้องใจเย็น ๆ” เธอต้องคิดให้ดี ๆ ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน
“ถ้าหากไม่ว่าอะไร ช่วยพูดเรื่องนายกับเธอได้ไหมว่าเกิดขึ้นตอนไหน?” เธอไม่รู้เลยจริง ๆ หรือเธอไม่ได้สังเกตเห็นกันแน่!
เขานี่มันร้ายกาจจริง ๆ
“โหรวโหรว ไม่ได้คบกันเลยด้วยซ้ำ มันเป็นอุบัติเหตุ” เขาพูดคำสั้น ๆ ออกมา แต่รายละเอียดนั้นกลับชัดเจนมาก
อันโหรวตั้งใจฟังอย่างจริงจัง ในที่สุดริมฝีปากก็เม้มอย่างเย็นชาทันที “นายนี่มันมีพี่น้องที่ดีจริง ๆ จู่ ๆ ฉันก็รู้สึกว่านายกับถังซั่วไม่จำเป็นต้องคืนดีกันก็ได้ ถ้าหากเขาเอง งก็คิดจะช่วยนายปกปิดเรื่องนี้!”
“นั่นก็เพราะว่าในใจเขามีเธออยู่ไง แน่นอนเขาไม่มีทางช่วยฉันหรอก เธอเคยคิดบ้างหรือเปล่า เธอกับถังซั่วเจอกัน รู้จักกันก่อนหน้านั้น ทำไมฉันถึงหาเธอไม่เจอ? เขาไม่ได้พูดอะไรใ ให้ฉันฟังเลยสักคำ หยางหยางที่หน้าตาเหมือนฉันขนาดนั้น เขากลับเก็บทุกอย่างไว้ในใจ ไม่เอ่ยปากเลยสักนิดเดียว”
เขาโกรธถังซั่วมานานแล้ว ไม่ใช่เพราะเรื่องครั้งก่อนที่เกิดขึ้น แต่แค่เรื่องครั้งก่อนที่เกิดขึ้นเป็นจุดที่ทำให้เขาฟิวส์ขาดเท่านั้นเอง
อันโหรวลองคิดไปถึงคำถามพวกนี้ ถังซั่วไม่ได้พูดอะไรให้จิ่งเป่ยเฉินฟังสักคำ
“ความหมายของนายก็คือฉีเซิ่งเทียนช่วยนายแบบนี้ถือว่าถูกแล้วใช่ไหม? เขาควรจะช่วยนายอย่างนั้นเหรอ? ฉันอยากให้เขาไม่ช่วยนายเลยด้วยซ้ำ ฉันอยากจะเห็นฉากนั้นด้วยตาตัวเองด้วยซ ซ้ำไป” เธอรู้สึกเสียใจและเจ็บปวดกับเขาในค่ำคืนนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเธออยู่ข้าง ๆ เตียงกับเขาแท้ ๆ
แต่เขา…!
ไปทำเรื่องกับผู้หญิงคนอื่นแบบนั้น เพื่อไม่ให้เธอรู้ก็เลยทำให้ร่างกายของตัวเองเป็นแบบนั้นงั้นเหรอ เธอเจ็บนะ เจ็บมาก นี่มันคืออะไรกัน?
“โหรวโหรว ในสถานการณ์แบบนั้นฉันไม่มีทางทรยศเธอหรอก ฉันมีแต่เธอเท่านั้น” เขาไม่มีทางทำกับผู้หญิงคนอื่นได้แน่ ความรู้สึกของเขาบอกแบบนั้น
“งั้นเหรอ? งั้นพวกเรามาลองดูหน่อยไหม นายกล้าทำแบบนั้น ฉันเองก็จะกล้าทำบ้างเหมือนกัน!” เธอไม่อยากจะเชื่อคำพูดของผู้ชายคนนี้อีกแล้ว
ไม่มีทางหรอกที่ผู้ชายคนหนึ่งจะตอบสนองแค่กับผู้หญิงคนเดียว
“โหรวโหรว เธอจำได้หรือเปล่า ฉันเห็นหน้าเธอชัดขนาดนั้น นอกจากเธอแล้วฉันจะไปรู้สึกกับผู้หญิงคนอื่นได้ยังไง?” ความสนใจของเธอแย่เกินไปหรือเปล่า?
คิดจะลองดูอะไร ถ้าหากเธอคิดอยากจะลองก็ต้องลองกับเขาคนเดียวเท่านั้น
“แต่เท่าที่รู้มามันไม่ได้หมายความว่าร่างกายของนายจะไม่ตอบสนองนี่” แม้สภาวะจดจำใบหน้าไม่ได้จะเปรียบเสมือนเป็นเกราะป้องกันที่สมบูรณ์แบบก็ตาม
“ยิ่งกว่านั้น ตอนนายนอนกับผู้หญิงคนอื่น จำเป็นต้องจำใบหน้าด้วยเหรอ ครั้งหน้าไปหาเธอดูไหม?” ไม่อย่างนั้นเขาจะจำได้ยังไงว่าผู้หญิงคนนั้นทำอะไรไปบ้าง?
“เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของฉัน เด็กจะปล่อยให้เธอก่อน ให้เธอคลอดออกมาเพื่อทดสอบความเป็นพ่อ“ ตอนนี้เขาพูดอะไรไปก็คงไร้ประโยชน์ หวังแค่สักวันความจริงจะปรากฏขึ้น
เมื่อเห็นสีหน้าที่แน่วแน่ของเขา เธอก็เริ่มรู้สึกสงสัยเล็กน้อย
สิ่งที่เขาพูดคือในวันนั้นพวกเขาอยู่ด้วยกัน แล้วจะให้เธอเชื่อได้ยังไง เมื่อคนสองคนอยู่ในห้องด้วยกัน จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ เหรอ?
“ถ้าหากเกิดมาแล้วเป็นลูกของนาย จะทำยังไง? ฉันควรทำยังไง? แล้วเธอ?” ครั้งก่อนก็เป็นเรื่องอันหยาพั่น เธอรู้สึกไม่สบายใจเลยจริง ๆ
แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกันอีกแล้ว มันต่างกันออกไป
ถ้าเด็กคนนั้นเป็นลูกของเขาขึ้นมาจริง ๆ
จิ่งเป่ยเฉินมองเธอด้วยสายตาที่แน่วแน่ เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างชัดเจน “ไม่มีทาง เป็นไปได้แน่ ไม่มีทางเป็นของฉันหรอก”
“ต่อให้ไม่ใช่ของนาย แต่นายก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะไปฆ่าลูกคนอื่น!” สีหน้าของเธอเริ่มแย่ลง ถ้าหากไม่ใช่เพราะได้รับโทรศัพท์สายนั้นละก็
ลูกของเย่มู่เหยียนคงไม่อยู่แล้วแน่ ๆ
“ฉันเคยเจอเรื่องเจ็บปวดแบบนั้นมา นายเองก็เคยเหมือนกัน ความผิดพลาดของผู้ใหญ่ไม่สมควรเอาเด็กมาเกี่ยวข้อง” ทั้ง ๆ ที่เป็นค่ำคืนหลังวันแต่งงาน แต่เธอกลับต้องมาพบเจอเรื่องที่ เจ็บปวดแบบนี้เสียได้
ไม่แปลกใจเลยที่เขาไม่คิดอยากจะให้เธอกลับมา เพราะเขาคิดล่วงหน้าไว้แล้วนี่เอง
“โหรวโหรว ถ้าอย่างนั้นเธอไม่โกรธแล้วใช่ไหม? เชื่อฉันแล้วใช่ไหม?” เขาก้มหน้าลงและเตรียมที่จะขยับเข้าไปใกล้เธอ “โหรวโหรว เธอเชื่อฉันนะ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยจริง ๆ”
“ฉันไม่ได้บอกว่าฉันไม่ได้โกรธ บังเอิญเรื่องนี้ถ้าหากไม่โกรธละก็ แปลว่าในใจของฉันมันไม่มีนายอยู่แล้ว!”
“ถ้างั้นเธอก็ช่วยโกรธสักวินาทีก็ได้“ เขาเอามือทั้งสองข้างจับไปที่ใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอ “โหรวโหรว การที่ฉันไม่ได้บอกเธอ เพราะฉันกลัวเธอจะคิดมากและเข้าใจฉันผิดไป”
“แล้วถ้ามันไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด?”
“มันไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก”
“นอนเถอะ พรุ่งนี้ไปดูเธอกัน” เธอพยายามหลับตาจากความเหนื่อยล้าที่สะสม
วันนี้เธอรู้สึกเหนื่อยมากจริง ๆ ตอนนี้เธอเหนื่อยทั้งตัวและหัวใจ
จิ่งเป่ยเฉินกอดเธอแน่นขึ้น ไม่คิดอยากจะหลับเลยสักนิดเดียว
ภายในห้องที่มืดมิด จู่ ๆ ก็มีเสียงของเธอลอยขึ้นมา “ถ้าหากเป็นลูกของนายจริง ๆ ฉันเองก็จะเป็นคนที่ใจแคบคนหนึ่ง ไม่มีทางที่จะแอบบุกรุกเข้าไปในห้องของเธอแน่นอน!”
“ไม่มีคำว่าถ้าหากหรอก”
อันโหรวฟังคำตอบจากเขาอย่างแน่วแน่ ก็ได้แต่อธิษฐานในใจว่าอย่าได้เกิดขึ้นจริงก็พอ!
เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสองคนลุกขึ้นจากเตียงกันตามปกติ ก่อนจะลงไปกินข้าวและออกจากบ้านพักไป
ระหว่างทางจิ่งเป่ยเฉินเป็นคนขับรถ
อันโหรวหันหน้าไปมองเขา สีหน้าและแววตาเขาดูสงบมาก ราวกับว่าพวกเขากำลังจะไปที่บริษัทอย่างเช่นทุกวัน
แต่ทว่าวันนี้เป็นวันอาทิตย์ สถานที่ไปก็ไม่ใช่ที่ทำงาน
เมื่อมาถึงโรงพยาบาลรุ่ยหย่า เธอก็ได้เห็นฉีเซิ่งเทียน
ไม่ช้า เธอก็จ้องถลึงไปที่เขา
ฉีเซิ่งเทียนเห็นสายตาที่เธอมองมาก็แอบตกใจเล็กน้อย ดูท่าแบบนี้คงได้ตายแน่ ๆ
ถูกพี่สะใภ้มองด้วยสายตาแบบนี้ หรือว่าพี่เฉิน เรื่องนี้ถูกพี่สะใภ้ล่วงรู้แล้วอย่างนั้นเหรอ?
ตัวของเขานั้นบริสุทธิ์ไร้เดียงสาจริง ๆ นะ