อัจฉริยะตัวน้อยกับคุณพ่อสุดโฉด - ตอนที่ 494 เธอไม่ใช่คนทำเรื่องไม่ดี ก็ต้องมีคนทำแทน
ตอนที่ 494 เธอไม่ใช่คนทำเรื่องไม่ดี ก็ต้องมีคนทำแทน
หลังจากนี้จะให้หยางหยางกับหน่วนหน่วนดูลูกคนอื่นเรียกเธอว่าแม่อย่างนั้นเหรอ?
เธอเป็นผู้ใหญ่ แม้ว่าเธอจะมีความอดทนมากพอ แต่หยางหยางกับหน่วนหน่วนยังเป็นแค่เด็กอยู่เลย!
อันโหรวได้ยินคำพูดของเขา สีหน้าที่แต่เดิมนิ่งสงบก็เก็บอาการไม่อยู่
“ประธานฉี ไม่ว่าจะเป็นยังไงฉันก็คงไม่สามารถปล่อยให้ลูกของเธอแท้งได้หรอก ส่วนที่ว่าจะเป็นลูกของจิ่งเป่ยเฉินหรือไม่ เก้าเดือนหลังจากนี้ค่อยมาว่ากัน!” หัวใจของเธอจะไม่เศร้าได้อย่างไรกัน ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ผ่านมาระยะหนึ่งหัวใจของเธอล้วนเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
ตอนนี้เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา วันนี้เย่มู่เหยียนมาปรากฏตัวที่นี่ หรือว่าจะมีเรื่องบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเธอกันแน่?
“เธอไม่ใช่คนทำเรื่องไม่ดี แต่มักจะมีคนทำแทนอยู่แล้ว” เขาค่อย ๆ เอ่ยปากพูดอย่างช้า ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
พวกเขาเป็นคนดี พวกเขาไม่คิดอยากจะเป็นคนเลว เพราะงั้นพวกเขาเลยไม่ได้สนใจเท่าไร!
“ฉีหย่วนหยาง นายไม่ได้รับอนุญาตให้ทำอะไรทั้งนั้น เด็กคนนั้นไร้เดียงสาและเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ต้องพูดเรื่องของพวกเราอีกแล้ว นายไม่ต้องเข้าไปยุ่ง!” ถ้าหากเธอต้องการให้เด็กนั้นแท้ง ป่านนี้เด็กคนนั้นคงไม่อยู่แล้ว
“ที่ฉันคิดทำอะไรนั้นก็เพื่ออิสระของฉันเอง เธอจะคุมฉันได้อย่างนั้นเหรอ?” เธอยืนอยู่ฝั่งไหนถึงจะมาควบคุมเขาได้กัน?
“ใช่ ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะควบคุมนายได้ นายจะทำอะไรนั้นมันก็เป็นอิสระของนาย แต่นายจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร? ฆ่าเด็กคนหนึ่งมันน่าสนใจสำหรับตัวนายขนาดนั้นเลยเหรอ? หรือว่านายคิดอยากจะช่วยฉัน?” ถ้าหากมือของเธอต้องเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด เธอก็นึกไม่ออกเลยว่าถ้าหากเปลี่ยนเป็นตัวเธอ เธอจะรู้สึกยังไงบ้าง!
ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นแค่เด็กบริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องราว!
“โหรวโหรว ความคิดของเธอนั้นไม่ถูกต้องนะ เย่มู่เหยียนนั่น ทำไมถึงจะปล่อยให้เธอคนนั้นมีลูกอีก? นั่นมันเป็นลูกที่สามีเธอนอกใจนะ! เธอเก็บเด็กที่เป็นลูกนอกสมรสไว้หนึ่งครั้ง เดี๋ยวหลังจากนี้ก็มีอีกครั้ง พอถึงเวลานั้นคงสนุกน่าดูเลย ประธานจิ่งมีลูกนอกสมรสวิ่งไปทั่วท้องถนน! ขอถามหน่อยเถอะ พอถึงตอนนั้นเธอคิดจะทำยังไงกันแน่?” ฉีหย่วนหย่างมองเธออย่างจริงจัง
อย่างไรก่อนหน้านั้นจิ่งเป่ยเฉินก็มีข่าวซุบซิบอยู่เต็มไปหมด ข่าวลือด้านนี้ก็มีเยอะแยะมากมาย ถ้าหากเรื่องของเขากับเย่มู่เหยียนแพร่ออกไป ไม่ช้าก็เร็วคงได้เกิดหัวข้อที่ร้อนแรงแน่ ๆ
ก่อนหน้านี้มีบรรดาเหล่าผู้หญิงมากมายที่ราวกับกระหายในตัวจิ่งเป่ยเฉิน ถ้าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นคงจะมีคนมากมายคิดหาโอกาสทำแบบนี้อีกเพียบ
“ไม่มีทาง” มันไม่มีทางเกิดขึ้นครั้งที่สองแน่ ๆ ถ้าหากเกิดครั้งที่สองจริงละก็…..
ครั้งที่สองที่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน?
ครั้งแรกเมาแล้วไม่ได้สติ แล้วครั้งที่สอง?
ทำไมเธอถึงต้องมาจินตนาการอะไรแบบนี้ด้วย เดิมทีเรื่องพวกนี้ก็ไม่ควรเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ
“หรือว่าเธอจะไม่รู้ นอนด้วยกันครั้งเดียวก็นับเป็นครั้งแรก แต่จะเป็นครั้งแรกได้ยังไง มันมีความบังเอิญขนาดนั้นด้วยอย่างนั้นเหรอ?”
“ฉันจำได้ว่านายเป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่นักวิเคราะห์!” เธอเอ่ยคำพูดอย่างเย็นชาออกไป
“ฉัน…..เป็นนักวิเคราะห์ให้เธอ คิดอยากจะบอกความจริงให้เธอฟังกับหู แต่หัวของเธอมันกลวง กลวงจนไม่เหลืออะไรแล้ว!” เขารู้สึกโกรธนิดหน่อย
อันโหรวได้ยินคำพูดที่ไม่ค่อยพอใจของเขา ท้ายที่สุดเขาก็ทำเพื่อให้ตัวเองดีขึ้นก็เท่านั้น
“เรื่องพวกนี้ฉันจะจัดการมันเอง หรือว่าในสายตาของนาย ฉันเป็นผู้หญิงที่ขี้แพ้ขนาดนั้นเลย? ถ้าหากเด็กคนนั้นเป็นลูกของเขาก็ค่อยว่ากันอีกที!” ความหมายของเธอคือไม่ให้เขาไปหาเย่มู่เหยียนก่อน
“ใช่ เธอไม่ใช่ผู้หญิงขี้แพ้ แต่ว่าจะปล่อยให้จิ่งเป่ยเฉินทำกับเธอแบบนั้นหรือไง? ถ้าเขาปล่อยให้เธอรับอะไรแบบนั้น ไม่สู้แก้ปัญหาทางร่างกาย ตัดมือ ตัดเท้า ไม่ให้เขาไปสัมผัสผู้หญิงจะดีกว่าหรือเปล่า!”
“ประธานฉี ดูเหมือนว่าคุณจะมีประสบการณ์ด้านนี้มากพอตัวเลยนะ” เธอเหลือบมองไปที่มือของเขา ก่อนจะพูดว่า “แฟนผู้หญิงของคุณคงสวยน่าดูเลยสินะ”
“อันโหรว!” เขากัดฟันเรียกชื่อเธอทันที
“ประธานฉี อันที่จริงคุณเองก็ควรหาผู้หญิงสักคนมาเป็นแฟนได้แล้ว คุณจะได้ไม่ต้องมากังวลเรื่องของคนอื่นแบบนี้” รสนิยมของเขาคลุมเครือไม่ยอมเปลี่ยน แฟนสักคนก็แทบไม่เคยปรากฏให้เห็นใด ๆ มาก่อน
“เธอจะบอกว่าฉันยุ่งเรื่องนี้เยอะมากเกินไปใช่ไหม?” คิ้วสองข้างของเขาพลันขมวดคิ้วเข้าหากันทันที
“หรือว่าไม่ใช่?” เธอยิ้มตอบกลับไป
“อืม ดีมาก สัญญาไว้เลย เรื่องพวกนี้ฉันจะจัดการด้วยตัวเอง” เขาเอนหลังพิงเก้าอี้และไม่พูดอะไรตอบกลับอีก
เมื่อส่งอันโหรวกลับไปยังสวนชิว เขาก็จากไปทันที
เมื่อเธอกลับมาถึงวิลล่า เธอคิดอยากจะโทรหาจิ่งเป่ยเฉิน แต่โทรไปมือถือของเขาก็ดูเหมือนจะปิดอยู่
เธอเลยตัดสินใจโทรหาฉีเซิ่งเทียน
เมื่อปลายสายรับโทรศัพท์ก็เหมือนกำลังอยู่บนท้องถนน เธอได้ยินเสียงแตรรถดังขึ้น “พี่สะใภ้ เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ? พี่เฉินอีกเดี๋ยวก็ใกล้กลับมาแล้ว เดี๋ยวพวกเราไปรับพี่เอง ไม่สิ! ตอนนี้พี่โทรมาจากที่บ้านใช่ไหม?”
“ฉันกลับมาบ้านแล้ว เรื่องพวกนี้ฝากนายจัดการทีนะ ถ้านายคิดจะถามอะไรก็โทรมาละกัน จิ่งเป่ยเฉินกลับมาแล้วก็ให้เขาตรงมาที่บ้านเลยนะ! ฉันเหนื่อยนิดหน่อย คิดอยากจะพักสักหน่อย” เธอพูดจบก็วางสายไปทันที
เดิมทีเธอก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่เมื่อครู่นี้ตอนอยู่บนรถก็ต้องมานั่งคุยกับฉีหย่วนหยางเรื่องนี้อีก มันทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยและท้อใจเป็นพิเศษ
แม้หยางหยางกับหน่วนหน่วนจะปิดเทอม แต่พวกเขาก็ไปเรียนเสริมด้านศิลปะ เธอเลยไม่คิดอยากจะไปกวนพวกเขา เธอขึ้นไปที่ด้านบนทันที
ตอนนี้เธอทั้งเหนื่อยและสับสนมาก เมื่อนอนฟุบตัวลงกับเตียงก็หลับไปอย่างรวดเร็ว
ในความฝันนั้นเกิดเรื่องบางอย่างที่ชวนงุนงง เธอฝันว่าเธอกับจิ่งเป่ยเฉินนั้นหย่ากัน และเขาเป็นฝ่ายที่เอ่ยคำพูดก่อน
เขาบอกว่าเขาไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว แค่รู้สึกเสียใจและรู้สึกผิด
ถ้าหากไม่ใช่ลูกของเขาก็คงจะดี แต่ถ้าหากเป็นลูกของเขา เธอก็ไม่คิดจะให้ความสำคัญกับเด็กคนนั้นมากกว่าหยางหยางกับหน่วนหน่วนแน่นอน
“อืม….” เธอครวญครางอย่างไม่สบายใจออกมา
“โหรวโหรว”
เสียงที่คุ้นเคยดังกึกก้องอยู่ข้าง ๆ หูของเธอ ทำให้เธอได้สติขึ้นมา จมูกรู้สึกได้ถึงกลิ่นที่คุ้นเคย เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นใบหน้าของเขาขยับเข้ามาใกล้ ก่อนที่หัวของเธอจะมุดไปนอนบนตักของเขา
ตัวเธอที่บาง ๆ ถูกเขาเอาตัวกอดคลุมไว้ทั่วทั้งตัว เธอค่อย ๆ เอ่ยปากพูดอย่างช้า ๆ ไปว่า “ฉันฝันว่าพวกเราหย่ากัน”
“ความฝันมักตรงกันข้าม พวกเราไม่มีทางหย่ากันหรอก”
“อืม!”
แน่นอนว่าจะต้องไม่เกิดขึ้น!
ถ้าหากเป็นลูกของเขาขึ้นมาจริง ๆ ตอนนี้เธอรู้สึกสนใจมาก สนใจมากจริง ๆ หนึ่งชีวิตที่จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ถึงจะเกิดมากันแน่!
“อันที่จริงฉันเองจู่ ๆ ก็นึกคำถามขึ้นมาได้” เธอลืมตาขึ้นเต็มที่พลางมองใบหน้าที่เหนื่อยล้าของเขา ก่อนจะกล้ำกลืนสิ่งที่คิดอยากจะเอ่ยออกไป
จิ่งเป่ยเฉินโอบแขนของเธอไว้ ก่อนจะจ้องไปที่ดวงตาของเธอ “ถามอะไร?”
เมื่อครู่ที่เธอคิดอยากจะพูดนั้น ถ้าหากเด็กไม่ใช่ลูกของเขาก็แปลว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์เกิดขึ้นระหว่างเขากับเย่มู่เหยียน
เว้นแต่เย่มู่เหยียนจะมีเขาเป็นผู้ชายแค่คนเดียว
แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่เป็นกังวลบวกกับความเหนื่อยล้าของเขา เธอจึงเลือกที่จะเชื่อคำพูดของเขา แม้ว่าจะไม่ได้พูด แต่เหมือนหัวใจของเขามันบ่งบอกออกมาแบบนั้น
“หาฆาตกรลงมือได้ไหม? ฉันไม่อยากเป็นผู้ต้องหาหรอกนะ!” ถ้าหาคนลงมือไม่เจอจริง ๆ เธอก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะติดคุกหรือเปล่า
“ยังตรวจสอบอยู่ วางใจเถอะ“ เขากอดเธอแน่น ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่มีทางปล่อยให้เธอติดคุกแน่ ๆ
“แต่ฉันมีความแค้นกับเธอนี่สิ ตอนนี้เธอกลายเป็นแบบนั้นก็เพราะฉัน ฉันกลายเป็นผู้ต้องสงสัยแล้วนะ” ถ้าหากเธอเป็นตำรวจ เธอเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน
นอกจากนี้ในสถานที่เกิดเหตุก็ยังมีรอยนิ้วมือของเธออีกด้วย
รอยนิ้วมือของเธอเชียวนะ!
มันง่ายมากเลยกับการหาลายนิ้วมือของคนคนหนึ่ง ซึ่งเธอเองก็สามารถหาได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนที่จะทำให้เธอกลายเป็นแพะรับบาปแบบนั้น
“ถ้างั้นฉันเองก็ต้องเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยด้วยเช่นกัน”
“แต่นายไม่ได้อยู่ที่นั่นไง!”