อัจฉริยะตัวน้อยกับคุณพ่อสุดโฉด - ตอนที่ 521 ออกจากเวที
ตอนที่ 521 ออกจากเวที
ภรรยาที่รักนั่งอยู่ข้าง ๆ ตัวเอง แต่ร่างกายกลับโน้มตัวไปข้างหน้าและพูดคุยกับอิงเจ่ว์เยว่ที่นั่งข้าง ๆ คนขับ
ตอนนี้อันโหรวอยากจะรู้เกี่ยวกับสถานการณ์เมื่อครู่นี้จริง ๆ อีกอย่างแม้ว่าจิ่งเป่ยเฉินจะเผยอารมณ์ที่ไม่พอใจออกมา แต่เธอเองก็ไม่ได้มีกะจิตกะใจสนใจเขาเลยสักนิด
อิงเจ่ว์เยว่เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ให้เธอฟัง
ที่แท้เมื่อครู่นี้เย่มู่เหยียนจู่ ๆ ก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเลยอ้วกออกมา ก่อนจะขอตัวลงมาจากเวทีก่อน
ทันทีที่เธอเดินลงไป พวกนักข่าวต่างก็ตื่นเต้นวิ่งไปที่ด้านหน้าเธอกันยกใหญ่ แม้ว่าจะไม่ได้ออกแรงอะไรมาก แต่เนื่องจากเวลาไม่ค่อยมี ประจวบกับเธอกำลังเดินไปขึ้นรถ พวกเขาต่างก็พุ่งตรงไปพร้อมกับกล้อง จึงกระแทกเข้ากับตัวของเธออย่างจัง
ด้วยแรงดังกล่าวที่ทำแบบนั้นทำให้เย่มู่เหยียนล้มลงกับพื้น สถานการณ์ตรงหน้าล้วนวุ่นวายไปหมด
อุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้มีแนวโน้มมากที่จะทำให้หนึ่งชีวิตน้อย ๆ ที่ยังไม่ถือกำเนิดหายไป
ในใจของเธอนั้นรู้สึกหดหู่ ก่อนจะเอนตัวพิงไปที่ไหล่ของจิ่งเป่ยเฉิน สายตาจับจ้องมองไปที่ข้างหน้า จู่ ๆ เธอก็หวังลึก ๆ ในใจว่าอยากจะให้ถนนนั้นทอดยาวอีกสักหน่อย
แต่ไม่ว่าถนนจะยาวแค่ไหน พวกเขาก็มาถึงที่โรงพยาบาลแล้ว
โรงพยาบาลที่ดูคุ้นเคย ดูเหมือนว่าเธอจะมาที่นี่หลายครั้งแล้ว
นักข่าวต่างก็ถูกขวางไว้ที่ด้านนอกโรงพยาบาล พวกเขาขับรถเข้าไปจอด แต่ด้วยเหตุการณ์ต่าง ๆ ทำเอาแทบไม่อยากจะให้ผู้คนมากมายเห็น ยิ่งสื่อรายงานเท่าไร ความคิดเห็นของสาธารณชนบางครั้งก็ทำให้น่าหวาดกลัวเสียจริง ๆ
ทางเดินของโรงพยาบาลเต็มไปด้วยกลิ่นของยาฆ่าเชื้อ เมื่อครู่นี้เสียงดังกึกก้องไปทั่ว แต่ตอนนี้กลับเงียบสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตอนนี้มีคนอยู่ด้านนอกห้องผ่าตัดไม่เยอะ มีแต่ผู้จัดการคนใหม่ของเย่มู่เหยียนและถังซั่วที่อยู่
นักแสดงนำคนอื่น ๆ ต่างก็ถูกถังซั่วบอกไม่ให้เข้ามา เพราะในช่วงเวลาแบบนี้ไม่มาดูจะเป็นการดีที่สุด แค่แสดงความห่วงใยในเว่ยป๋อของเธอก็เพียงพอแล้ว
“เป็นยังไงบ้าง?” อิงเจ่ว์เยว่มองไปที่ถังซั่วและเอ่ยถามออกมา
“ไม่รู้เหมือนกัน” ถังซั่วชำเหลืองสายตามองไปที่เธอ ก่อนจะมองไปที่อันโหรวและจิ่งเป่ยเฉิน
เรื่องเล็กน้อยพวกนี้เขาไม่ต้องมาก็ได้ จิ่งเป่ยเฉินเองก็เหมือนกัน
แต่ทว่าตัวตนของเย่มู่เหยียนนั้น…….
ผู้จัดการคนใหม่ของเย่มู่เหยียนมองไปที่พวกเขาสองคน จากนั้นก็ละสายตามองไปที่ประตูห้องผ่าตัด
การผ่าตัดอย่างไรก็ใช้เวลานานสักพักหนึ่ง อีกอย่างที่นี่ก็คือโรงพยาบาลของจิ่งเป่ยเฉิน ที่จริงเขาจะตั้งใจทำเรื่องแบบที่เขาเคยคิดไว้ก็ได้ สามารถเลือกได้ว่าจะเก็บเด็กไว้หรือไม่ล้วนได้ทั้งสิ้น
“โหรวโหรว เธอวางแผนจะอยู่ที่นี่ตลอดงั้นเหรอ?”
“น่าจะได้เวลาออกมาแล้ว!” หวังว่ามันจะเร็ว ๆ หน่อยนะ และก็หวังว่าเด็กน้อยจะไม่เป็นอะไร
เธอควรจะเชื่อจิ่งเป่ยเฉิน เด็กน้อยนั้นไม่ใช่ลูกของเขา เด็กน้อยก็ควรใช้ชีวิตที่ดีกว่านั้น
เธอหวังว่าเด็กทารกจะมีชีวิตรอดอยู่ต่อไป
“อะ อะ……..”
จู่ ๆ ตัวเธอก็ถูกเขาอุ้มขึ้นมาและหันหลังเดินออกไปจากตรงนั้น
“นายจะทำอะไร?” ไม่ใช่ว่าเธอควรยืนอยู่หรอกเหรอ อีกอย่างพวกเขาเพิ่งจะเข้ามาได้แค่ยี่สิบนาทีเองนะ
“ไปนั่งพักผ่อน”
ก็ได้! นั่งพักผ่อน แต่ทำไมไม่ยอมพาเธอเดินไปดี ๆ
ในเลนจ์พักผ่อนสุดหรูมีชาร้อน ๆ ถูกยกมาเสิร์ฟตรงหน้าเธอสองแก้ว เธอเอื้อมมือไปหยิบแก้วชาตรงหน้า
ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นฤดูร้อน อากาศน่าจะร้อนมาก แต่ทำไมเธอถึงได้รู้สึกหนาวหน่อย ๆ แบบนี้ ที่แผ่นหลังของเธอก็สัมผัสได้ถึงไอเย็น อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศมันต่ำมากเกินไปหรือเปล่านะ?
เธอเหลือบสายตามองไปที่เครื่องปรับอากาศ ไม่ช้าก็หันหน้ามองไปที่จิ่งเป่ยเฉินที่กำลังหยิบรีโมตมาปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นสักสองสามองศา ไม่เพียงแค่นั้นเขาก็ยังยืนอยู่ข้าง ๆ เธออีก
เธอค่อย ๆ จิบชาร้อนเข้าปากทีละนิด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะใบชาหรือเป็นเพราะเขาเอนตัวพิงข้าง ๆ เธอ ถึงทำให้รู้สึกสบายใจมากขึ้น
“นายไม่ดื่มอะไรหน่อยเหรอ?” เธอส่งแก้วชาในมือไปตรงหน้าเขา
บิ๊กบอสยิ้มเบา ๆ ออกมา “เธอป้อนฉันเหรอ?”
เมื่อเธอกำลังจะหยิบอีกแก้วก็ได้ยินเสียงของเขากระซิบอยู่ข้าง ๆ หูของเธอ “แก้วนี้เธอยังดื่มไม่หมดเลยนะ”
ดื่มของเธอก็ได้นี่
ช่างเถอะ ในเมื่อเป็นสามีภรรยากันและกัน กินแก้วเดียว แบ่งแก้วเดียวก็ยังได้
เมื่อมองดูคิ้วที่เลิกขึ้นมา เธอก็รู้สึกได้ถึงใบหน้าที่เย็นชาของเขาเผยอารมณ์ที่ภาคภูมิใจขึ้นมาเล็กน้อย
แก้วชาถูกยกป้อนเข้าปากของเขา เมื่อมองดูเขาจิบหนึ่งคำก็วางมันลงที่เดิมทันที
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูเวลา ก็รู้ว่าเป็นเวลาบ่ายสี่โมงเย็นแล้ว หวังว่าเธอจะได้กลับบ้านสักหกโมงเย็น เพราะก่อนหน้านั้นก็ได้โทรศัพท์ไปหาหน่วนหน่วนจึงรู้สึกคิดถึงพวกเขาขึ้นมา คิดอยากจะกลับไปเจอหน้าพวกเขาแล้ว
เธอเองก็ไม่คิดอยากจะแยกกับพวกเขาเลยสักนิด ลูกน้อยที่น่ารักของเธอ
จิ่งเป่ยเฉินมองเธอที่จู่ ๆ ก็เงียบไปชั่วขณะหนึ่ง เขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรที่รบกวนตัวเธอสักนิด
หนึ่งชั่วโมงต่อมาก็มีหมอคนหนึ่งได้มาบอกกับพวกเขาว่าเย่มู่เหยียนออกมาแล้ว
ส่วนเด็กก็ปลอดภัยดี
เธอจับแขนของจิ่งเป่ยเฉิน ก่อนจะเดินไปที่ห้องคนไข้ของเย่มู่เหยียน “โชคดีที่เด็กไม่เป็นอะไร”
จิ่งเป่ยเฉินก้มหน้าลงมองไปที่เธอ ก่อนจะก้าวเดินช้า ๆ ไปพร้อมกับเธอ “โหรวโหรว…..”
“ฉันไม่ได้เศร้านะ แต่ไม่รู้ว่านายจะพูดเรื่องอะไร อย่างน้อยนายก็รู้ว่าฉันไม่อยากให้เด็กต้องได้รับบาดเจ็บ อีกอย่างต่อให้นายบอกว่าเด็กไม่ใช่ลูกของนาย แต่จะปล่อยให้เด็กหายไปแบบนี้ไม่ได้ พวกเราไม่มีสิทธิ์ไปกำหนดชีวิตลูกของคนอื่น” ในที่สุดหัวใจที่กดดันของเธอก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง “ตอนนี้พวกเรากลับไปหาหยางหยางกับหน่วนหน่วนกันเถอะ”
“ตอนนี้กลับไปได้แล้ว” เขาเองก็ไม่คิดอยากจะให้เธอพาเขาไปเจอผู้หญิงคนนั้นด้วย
เธอส่ายหน้า “ไปดูกันหน่อยไหม! รอตั้งนานแล้ว”
เมื่อพวกเขามาถึงที่ห้องคนไข้ ถังซั่วและอิงเจ่ว์เยว่ก็อยู่ด้านใน ภายในห้องผู้ป่วยนั้นเงียบมาก แทบไม่มีใครพูดอะไรสักคน
เย่มู่เหยียนเพิ่งตื่นได้สักพัก ตอนนี้กำลังนอนพิงอยู่บนเตียงและดื่มน้ำอยู่ สีหน้าของเธอนั้นขาวซีดอย่างเห็นได้ชัด
อันโหรวเองก็ไม่ได้พูดอะไร แต่เย่มู่เหยียนกลับเอ่ยปากพูดก่อน
เธอมองไปที่คนที่อยู่ข้าง ๆ เตียง “ขอบคุณพวกคุณที่เป็นห่วง คุณนายจิ่ง พวกเรามาคุยกันตามลำพังจะได้ไหม?”
“ได้สิ!” เธอยิ้ม อีกอย่างผู้ชายที่อยู่ข้าง ๆ ตัวเธอเองก็ไม่คิดอยากจะเข้ามาเลยสักนิด
เมื่อพวกถังซั่วเดินออกไป จิ่งเป่ยเฉินก็หรี่สายตามองไปที่ผู้หญิงที่อยู่บนเตียงอย่างเฉยเมย สายตาของเขาสักพักก็เลื่อนมาหยุดที่ตัวของอันโหรว “มีอะไรก็เรียกฉันละกัน”
“ได้” อันที่จริงเธอคิดจะพูดว่าไม่มีอะไรทั้งนั้น จะให้เรียกทำไมกัน
แต่เมื่อมองสายตาของเขาที่เต็มไปด้วยความกังวล เธอก็เลือกที่จะไม่พูดออกไป
เมื่อพวกเขาเดินออกไปจนหมด ภายในห้องผู้ป่วยตอนนี้ก็เหลือแค่พวกเขาสองคน
อันโหรวมองแก้วน้ำที่ว่างเปล่า ก่อนจะพูดขึ้น “ดื่มน้ำหน่อยไหม?”
“ไม่ค่ะ” เย่มู่เหยียนส่ายหน้า
อันโหรวนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ข้าง ๆ เตียง เด็กปลอดภัยก็ถือว่าดีแล้ว
เย่มู่เหยียนจับผ้าห่มแน่นพลางเหลือบสายตามองไปที่ท้องน้อยของตน “วันนี้เรื่องที่เกิดขึ้นฉันโกรธมากและก็เสียใจมากเช่นกัน ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ หรือให้คนอื่นเป็นคนกระทำ แต่ฉันก็เป็นแค่ผู้บริสุทธิ์ที่พลาดพลั้ง คุณนายจิ่งเองก็เป็นแม่คน คุณน่าจะเข้าใจความรู้สึกของฉันดี ฉันแค่อยากให้ลูกของฉันเกิดมาอย่างสงบสุขก็พอแล้ว”
“คุณนายจิ่ง ในปีนั้นที่คุณคลอดลูกสองคนด้วยตัวคนเดียว ฉันคิดว่าด้วยความสามารถที่ฉันมี ฉันน่าจะสามารถเลี้ยงลูกของฉันด้วยตัวเองได้ ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับจิ่งเป่ยเฉิน ไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลจิ่ง เขาเป็นลูกของฉัน ฉันไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายลูกของฉัน”
“หลังจากเป็นแขกรับเชิญในละครเรื่องนี้ ฉันว่าฉันจะไม่รับงานอื่น ๆ แล้ว จะตั้งใจเลี้ยงลูกที่บ้านและจะไม่ออกไปไหน จะไม่ไปรบกวนพวกคุณ และจะไม่ปรากฏตัวต่อหน้าพวกคุณอีก”
“ฉันวางแผนที่จะไปคลอดลูกที่ต่างประเทศ จะได้อยู่ห่างจากสายตาของพวกคุณด้วย”
หลังจากที่เย่มู่เหยียนพูดจบ เธอก็มองไปที่อันโหรว ดวงตาสีน้ำตาลของเธอตอนนี้เต็มไปด้วยความคาดหวังในคำตอบ
“อืม เธอโกรธและเสียใจ ฉันเองก็เช่นกัน” ตั้งแต่ที่เรื่องนี้เกิดขึ้น จิตใจของเธอก็รู้สึกหดหู่ ไม่รู้สึกสบายใจเลยสักนิดเดียว