อัจฉริยะตัวน้อยกับคุณพ่อสุดโฉด - ตอนที่ 524 ฉันจะรอเธอ
ตอนที่ 524 ฉันจะรอเธอ
“ฉันจะรอเธอ”
“ความจริงแล้วไม่ต้องรอก็ได้” เธอค่อย ๆ ขยับตัวชิดกำแพง ตัวของเขาเองก็ขยับตาม
“ต้องสิ”
ฉีเซิ่งเทียนพูดจบก็ปล่อยเธอออก หลินจือเซี๋ยวจึงรีบเดินออกไปจากห้องทำงานของอันโหรวทันที
มองดูแผ่นหลังของเธอที่เดินไป เขายิ้มกว้างและเดินออกไปอย่างช้า ๆ สบาย ๆ
เซี๋ยวเซี๋ยวของเขานั้นไม่สามารถหนีจากเงื้อมมือของเขาได้หรอก
ในห้องทำงานข้าง ๆ
ริมฝีปากของอันโหรวนั้นบวมแดงเล็กน้อย ก่อนมองคนข้าง ๆ สายตาที่สวยงามของเธอแทบจะกลายเป็นเพลิงไฟย้อนมองเขาที่ดูสดใสร่าเริง
“เมื่อวานเรตติ้งเรื่อง (คิดถึงเพียงเธอ)สูงมากเลยนะ! หัวข้อกระทู้ก็ดังมาก!” โดยเฉพาะเย่มู่เหยียน
ตอนนี้ทุกคนต่างสงสัย ความจริงแล้วเพราะเป็นกระแส เนื่องจากยังไม่มีการออกมาอธิบายอย่างเป็นทางการจากเย่มู่เหยียน
“อืม” บิ๊กบอสพูดอย่างแผ่วเบา
“นายนี่มีทัศนคติแบบไหนกัน? นายอย่าบอกนะว่าจริง ๆ แล้วยังไม่ได้อ่านรายงานที่เพิ่งส่งมาให้เมื่อเช้านี้?” เขานี่จริง ๆ เลย!
เจ๋งไปเลย
“โหรวโหรว เธอดูก็พอแล้ว” เขาไม่ได้ดูมันจริง ๆ ไม่มีความน่าสนใจเลยสักนิด
เธอแน่ใจว่าเขานั้นละเลยต่องาน “หรือว่าตำแหน่งประธานผู้บริหารให้ฉันทำดีไหม ฉันจะต้องทำมันได้อย่างดีแน่นอน”
“ได้สิ”
จิ่งเป่ยเฉินกอดเธอไว้ หลังจากนั้นก็อุ้มเธอมานั่งลงบนเก้าอี้หนังและตัวเขาก็ยืนอยู่ข้างเธอพลางก้มมองเธอ “นั่งสิ!”
“ฉันจะแย่งหน้าที่การงานนาย เอาให้นายไม่มีข้าวกินเลย” เธอพูดหยอกล้อ
ใบหน้าที่เย็นชานั้นขยับเข้ามาใกล้เธอ เธอถูกเขามองจนรู้สึกหนังศีรษะชา นี่มันสายตาแบบไหนกัน?
สายตายังคงจับจ้องมาที่เธอ ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยปาก “โหรวโหรว งั้นเธอต้องเลี้ยงดูฉันนะ”
“ได้สิ! ประธานจิ่ง ฉันจะเลี้ยงดูนายเอง!” ทั้งคู่ต่างหัวเราะออกมาพร้อมกัน เพราะงั้นไม่มีอะไรที่เคร่งครัด
“ภรรยาดีจังเลย” บิ๊กบอสจ้องมองใบหน้าเธอ ก่อนจะเคลื่อนสายตามองไปที่ริมฝีปากแดงระเรื่อ “ครั้งหน้าจะทำให้เบากว่านี้นะ”
เมื่อครู่เพราะคิดถึงเธอมากเกินไป ลืมยับยั้งอารมณ์ไปหน่อย ทำให้ริมฝีปากเธอนั้นบวมเจ่อ
“ตำแหน่งนี้นายยังต้องทำ!” เธอลุกขึ้นอย่างกะทันหัน “ฉันจะต้องไปดูสักหน่อยว่าฉีเซิ่งเทียนออกมาจากห้องทำงานของฉันแล้วหรือยัง”
“ไม่เอา” บิ๊กบอสส่ายหน้า หากพวกเขาไปแล้ว แบบนั้นภรรยาของเขาก็ไปด้วยสิ
เธออยากจะออกไปแต่กลับถูกเขานั้นขวางเอาไว้ “ความจริงแล้วฉันคิดว่าข้อเสนอครั้งก่อนก็ไม่เลวนะ”
“ข้อเสนออะไร?” เธอมองเขาอย่างงุนงง จำอะไรไม่ได้เลย
“ห้องทำงานใหญ่ขนาดนี้ สามารถที่จะวางโต๊ะทำงานได้อีกหนึ่งโต๊ะ
“ไม่เอาด้วยหรอก!” เธอไม่ได้อยากอยู่ที่นี่ต่อ และก็ไม่อยากเอาโต๊ะทำงานของตัวเองมาไว้ในห้องทำงานนี้ด้วย
แม้ว่าบิ๊กบอสจะไม่พอใจเล็กน้อย แต่ว่าความเห็นของภรรยานั้นก็สำคัญที่สุด เขาจึงปล่อยเธอออกมา
……
เมื่อถึงเวลาเลิกงานตอนบ่าย ด้านนอกฝนกำลังตกหนัก
หลินจือเซี๋ยวเตรียมตัวจะกลับ แต่จู่ ๆ ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออก เธอมองฉีเซิ่งเทียนที่เดินเข้ามา เธอที่กำลังเก็บของหยุดชะงักไปทันที
เธอนึกถึงคำพูดโกหกเมื่อเช้า เธอต้องทำโอที!
ฝนตกหนักขนาดนี้เหมาะกับการนั่งบนโซฟาและกินขนมขบเคี้ยวพลางดูทีวีไปเรื่อย ๆ มาก แต่เธอโกหกว่าต้องทำโอที!
ตอนนี้คงได้ติดอยู่ที่นี่เพื่อทำโอทีแล้วจริง ๆ
“ต้องการให้ฉันช่วยอะไรไหม?” ฉีเซิ่งเทียนมองและเดินเข้ามาหาเธอ เขาหรี่ตามองเธอที่เหมือนจะไม่ได้ทำโอที
“ไม่ต้อง! ฉันทำได้ คุณเลิกงานไปก่อนเลยก็ได้ อีกนานเลย ฉันยังมีงานอีกเยอะแยะเลย” หลินจือเซี๋ยวมองเขาด้วยความจริงใจที่ผิดปกติ
ขอแค่เขาออกไป เธอก็สามารถที่จะออกไปได้อย่างมีความสุข
“ไม่เป็นไร ฉันมีเวลาว่างเยอะแยะเลยที่จะอยู่เป็นเพื่อนเธอ” ฉีเซิ่งเทียนจงใจเลียนแบบคำพูดของเธอ หลังจากนั้นก็นั่งลงข้างเธอ
หลินจือเซี๋ยวจ้องมองเขาที่ยกขาขึ้นมาพลางเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างสบายใจ เจ้าของใบหน้าที่หล่อเหลานั้นดูสบายใจมากจริง ๆ
เขาดูว่างขนาดนั้น แต่ตัวเองกลับแสร้งว่าทำโอที ไม่โอเคเลย
ดังนั้นเธอจึงถามขึ้นมาทันที “ผู้จัดการฉี ฉันขอถามคุณได้ไหมว่าทำไมถึงได้หย่าสำเร็จ?”
“อยากรู้ก็มาหาฉันสิ แล้วจะบอกเธอ” ฉีเซิ่งเทียนมองเธอที่เลิกคิ้วขึ้นพลางจับมือเธอ
“นายชอบล้อเล่นอยู่ได้! ฉันไม่เอาด้วยหรอก ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก นายไม่บอกก็มีคนรู้ เดี๋ยวก็บอกเอง” นางเอกอย่างเฉินเหยียนต้องรู้แน่นอน!
“ฉันแกล้งเธอ ไม่ได้ล้อเล่น” ทำไมเธอถึงได้นิ่งสงบขนาดนั้น?
สำนวนว่า อยู่ห่างกันช่วงสั้นเพื่อพบกันอีก จะยิ่งรักกันมากกว่าเพิ่งแต่งงาน
“นายลองไปดูเอาว่าการปิดบังความรู้สึกไม่ให้คนอื่นรู้มันหมายความว่ายังไง” เธอพูดจบก็มองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์
โอที โอที เอางานที่ยังจัดการไม่เสร็จมาทำให้เสร็จก่อนก็ไม่เลว พรุ่งนี้จะได้เบาลงหน่อย
“เซี๋ยวเซี๋ยวที่รัก ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นเลย เธอยกมือเรียกฉันได้ตลอดเลย ไม่ว่าจะหน้ามือหรือหลังมือก็ได้” เขาไม่รังเกียจที่เธอจะเปรียบเขาเหมือนอะไรก็ตาม แค่กวักมือเรียกก็ดีใจแล้ว
หลินจือเซี๋ยวไม่ได้มองเขาและตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แต่ฉีเซิ่งเทียนอยู่ที่นี่ เธอไม่สามารถที่จะทำงานได้
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ประสิทธิภาพในการทำงานนั้นไม่ได้ดีเท่ากับหนึ่งในสี่โดยปกติเลยด้วยซ้ำ
ฉีเซิ่งเทียนอยู่ที่นี่ ทำอะไรไม่ได้เลยเนี่ย!
ทำไมถึงได้มีผลกระทบกับเธอขนาดนี้กัน!
นอกจากเสียงแป้นพิมพ์ในห้องทำงานแล้วก็ยังได้ยินเสียงฝนตกด้านนอกด้วย ทั้งยังรู้สึกถึงชายที่แข็งแกร่งที่อยู่ไม่ไกล
เธอค่อย ๆ ชำเลืองมองเขา สายตาของทั้งคู่นั้นสบตากัน เธอจึงรีบหลบตาทันที ก่อนจะมองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อ สองมือนั้นพิมพ์ที่แป้นพิมพ์ไม่หยุด แต่ว่าตัวอักษรที่พิมพ์ไปนั้นดูไม่ค่อยเป็นระเบียบเท่าไรนัก
ขณะที่กำลังรู้สึกสับสนอยู่นั้น เธอก็ได้ยินเสียงของเขาดังขึ้น “เซี๋ยวเซี๋ยว อยากจะมองฉันก็มองมองมาตรง ๆ เลย จะดูตรงไหนฉันก็ให้เธอดู ขอแค่เธออยาก”
“ไม่ได้อยากดูนายสักหน่อย บนตัวนายฉันเห็นมาหมดแล้ว ไม่ได้อยากจะดูสักหน่อย หลงตัวเอง!” เธอเพียงแค่แอบชำเลืองมองเท่านั้น ไม่คิดว่าเขาจะจับได้
นั่นหมายความว่าเขาเองก็มองเธออยู่ตลอดเวลา
“อืม ฉันไม่ถือสานะถ้าเธอจะมองอีกครั้ง อยู่ที่นี่หรือจะเป็นสถานที่อื่น เธอเลือกสิ” ฉีเซิ่งเทียนนั่งอยู่ที่เดิมพลางมองเธอที่หูเริ่มแดง ก่อนที่เขาจะหัวเราะขึ้นมา
เลือกอีกแล้ว?
เธอไม่เลือกหรอก
ดังนั้นเธอจึงไม่ได้พูดอะไรและไม่ได้สนใจเขาอีก
อยู่ในห้องทำงานมาเกือบสองชั่วโมงแล้ว ทำไมเวลาผ่านไปช้าแบบนี้นะ!
หลินจือเซี๋ยวฟุบลงบนโต๊ะ ท้องเริ่มหิวแล้ว ทำยังไงดี?
เธอไม่กล้าที่จะมองคนที่อยู่ข้าง ๆ ด้านนอกฝนก็ยังตกอยู่ หนำซ้ำยังมีฟ้าร้องเสียงดังอีกด้วย เธอจะทำยังไง?
ถ้าออกไป เขาก็ต้องไปด้วยกันแน่ แม้ว่าเขาจะหย่าแล้วก็ตาม!
แต่ในใจก็ยังคงเคืองอยู่ ไม่อยากจะให้อภัยเขาง่าย ๆ บวกกับเรื่องใบทะเบียนสมรสที่ไม่มีผลที่ตัวเธอเองไม่ได้เป็นคนบอกเขา
อาจมีบางคนอยู่ในความขุ่นเคือง
ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้ ไม่ใช่ฉีเซิ่งเทียนแต่เป็นคนนอก
เธอหันไปมองเห็นคนสองสามคนที่อยู่ในชุดร้านอาหารเดินเข้ามาพร้อมกับอาหารหลายอย่าง ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะ
ฉีเซิ่งเทียนมองอาหารที่ถูกเสิร์ฟบนโต๊ะ ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาพลางมองเธอ “อยากกินไหม?”
อยากกินสิ!
แต่ว่าถ้ากินก็เท่ากับว่าให้อภัยเขาแล้วหรือเปล่า?