เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1039 มัวยืนมองอะไรกันอยู่
ซ่งเชียนหย่ากับฉู่เหว่ยฮ่าวต่างตกตะลึง “โชค…โชคชะตา”
“ในกงล้อชะตา การใช้ด้ายแดงผูกไว้ที่เท้าของชายหญิงหนึ่งคู่
คือการสานบุพเพของคนทั้งคู่ เรียกว่าด้ายแดงแห่งโชคชะตา”
ฉู่เหิงตกใจมาก เขากล่าวด้วยน้าเสียงสั่นระริก “พวกเราเป็น
พี่ชายของเธอนะ!”
ซ่งเชียนหย่ารู้สึกไม่ต่างกัน “แม่ก็เป็นแม่ของเธอนะ”
ฉู่เหว่ยฮ่าวกะพริบตา เขายังยากที่จะยอมรับ “ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจ
มีความเป็นได้อื่นก็ได้”
สีหน้าฉู่จิงย่าแย่ลงถึงที่สุดแล้ว
พวกเขารู้เรื่องระหว่างหลินโจวอี้กับฝางไคจี้ดี
แต่บรรดาพี่ชายกับพ่อแม่นั้น…
นี่ยังไม่เรียกว่าโรคจิตอีกเหรอ!
“หรือว่าเธอจะรู้สึกกับพวกเราจริง ๆ …”
“มันไม่ใช่แบบนั้น” ฉู่ลั่วกล่าวตัดจินตนาการอันเกินจริงของฉู่จิง
“สามีภรรยาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีเพียงคู่สามีภรรยาเท่านั้นจึงจะ
สามารถร่วมแบ่งปันดวงชะตาและบุญกรรมต่อกันได้”
ความหวาดหวั่นในดวงตาซ่งเชียนหย่ายิ่งทวีความรุนแรง เธอ
เอ่ยถาม “แล้วตัวลั่วลั่วล่ะ ทั้งรูปถ่ายตอนยังเป็นทารกของลูก ชื่อของ
ลูก ชะตาแปดอักษรของลูกล้วนถูกแปะอยู่ด้านหลังรูปปั้นของฉู่หร่าน
นะ…”
“ฉู่หร่านคิดจะทำอะไรกับเธอกันแน่”
“ฉู่หร่านตั้งใจจะทำร้ายเธอหรือยังไง”
“ที่รัก! คุณจะตัดสินว่าเป็นความผิดของหร่านหร่านเพียงเพราะ
คำพูดไม่กี่ประโยคของเธอได้ยังไง” ฉู่เหว่ยฮ่าวเริ่มไม่พอใจ “ลั่วลั่ว
อาจคิดผิดไปก็ได้”
“ใครเป็นคนกำหนดกันว่าหากผูกที่เท้าแล้วจะต้องเป็นด้ายแดง
แห่งโชคชะตา! ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นความนิยมของคนหนุ่มสาวก็ได้”
ซ่งเชียนหย่าปรายตามองเขาแวบหนึ่งด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
ก่อนหันกลับมาสบสายตาอีกฝ่าย พูดอะไรไม่ออก
“ไม่แน่ว่าพวกเราอาจเข้าใจหร่านหร่านไปผิดจริง ๆ ผมจะไป
ถามเธอเดี๋ยวนี้ว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ไม่ใช่ว่ามาคาดเดาส่งเดชลับ
หลังคนอื่นแบบนี้ เราต้องถามให้รู้เรื่องต่อหน้ากันไปเลยดีกว่า”
เขาก้าวลงจากเตียง ทำท่าจะเดินออกจากห้องไป
ทว่าเขาเพิ่งเดินไปได้เพียงก้าวเดียวกลับถูกฉู่จิงขวางหน้าไว้
“คุณพ่อครับ ช่วยอยู่เฉยไปก่อนได้ไหมครับ”
ในช่วงเวลาสั้น ๆ เขาถึงกับสะเทือนใจจากคำพูดของฉู่ลั่วจนจิจ
ใจอ่อนล้า
“อยู่เฉยอะไรกัน แล้วฉันต้องปล่อยให้พวกแกให้ร้ายหร่านหร่าน
แบบนี้อย่างนั้นเหรอ พวกแกอย่าลืมนะ หร่านหร่านก็เป็นน้องสาว
พวกแกเหมือนกัน!”
“จะมาสงสัยหร่านหร่านตามใจชอบเพียงเพราะลมปากไม่กี่คำ
ของฉู่ลั่วไม่ได้”
“ยิ่งพวกแกทำแบบนี้หร่านหร่านจะยิ่งเสียใจ”
ฉู่เหิงเดินเข้ามาพลางเอ่ยว่า “คุณพ่อครับ เลิกก่อเรื่องให้มันยิ่ง
วุ่นวายไปกันใหญ่สักทีได้ไหมครับ คุณพ่อไม่ได้ยินที่คุณแม่พูดเหรอ
หรือคุณพ่อคิดว่าคุณแม่จะใส่ร้ายฉู่หร่านด้วย”
ฉู่เหว่ยฮ่าวหันกลับไปมองภรรยา ก่อนสายตาจะตกอยู่ที่ฉู่ลั่ว
“เรื่องนั้นมันก็ไม่แน่หรอก คนบางคนมีความสามารถขนาดนั้นไม่ใช่
เหรอ”
“ยังไงวันนี้ฉันต้องหาความจริงเรื่องนี้ให้ได้”
“พวกแกจะตัดสินว่าเป็นความผิดของหร่านหร่านสุ่มสี่สุ่มห้า
อย่างนี้ไม่ได้”
เขาผลักฉู่เหิงกับฉู่จิงออก ดึงดันจะเดินออกไปข้างนอก
ลูกชายสองคนยังคงขัดขวางเขาไว้ ฉู่เหว่ยฮ่าวแค่นยิ้มเย็นพลาง
เอ่ย “พวกแกขวางฉันได้แค่ตอนนี้เท่านั้น คิดหรือว่าจะขวางทางฉัน
ได้ไปตลอดชีวิต ฉันไม่เชื่อหรอกว่าหร่านหร่านจะคิดทำเรื่องแบบนี้
ได้ ฉันต้องถามเธอให้รู้เรื่อง…”
“ตกลงว่าพวกแกจะหลีกทางไปตอนนี้ หรือให้ฉันหาเวลาไป
เอง…”
เพล้ง!
เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างกะทันหัน
ฉู่เหว่ยฮ่าวพลันรู้สึกเจ็บท้ายทอย เขาหันกลับไปมองช้า ๆ ก่อน
เห็นซ่งเชียนหย่าในท่าทางลงมือทุบตีคนอยู่ “ที่รัก…นี่คุณ…”
คำพูดยังไม่ทันเอ่ยขาด เขาก็หน้ามืด ล้มลงพื้นเสียงดังตึง
ฉู่เหิง “…”
ฉู่จิง “…”
ลูกชายทั้งคู่เบิกตาโตอ้าปากค้างขณะมองเหตุการณ์นี้ พลาง
มองซ่งเชียนหย่าอย่างตื่นตะลึง
ซ่งเชียนหย่าวางมืออันสั่นเทาของตัวเองลง เธอพยายามข่มเสียง
ไม่ให้สั่นเครือ “พวกลูกมัวยืนมองอะไรกันอยู่ รีบโทรเรียกรถพยาบาล
สิ บอกคนอื่นด้วยว่า…บอกคนอื่นด้วยว่าพ่อของพวกลูกเผลอลื่นล้ม
หัวฟาดพื้น”
“ยังจะมองแม่แบบนี้อีกทำไม แทนที่จะปล่อยให้เขาได้มีโอกาส
ติดต่อกับฉู่หร่าน สู้ทำให้เขาสลบไปเลยดีกว่า”
ฉู่เหิง “…”
ในเมื่อพูดแบบนั้นแล้วก็คงไม่ผิดอะไร แต่เธอถึงขั้นลงมือทำแบบ
นี้…ไม่ใช่ว่าลงมือหนักไปหน่อยเหรอ
ความจริงแล้ว…แค่จับมัดเขาไว้ก็พอแล้วแท้ ๆ
แต่เขาก็เลือกที่จะไม่กล่าวแบบนั้นออกไป พลางกดโทรศัพท์ต่อ
สายเรียกรถพยาบาลอย่างรวดเร็ว