เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1043 พยัคฆ์หมอบมังกรซ่อน
ชายร่างผอมสูงหน้าตาบวมช้า เสียงพูดจึงฟังดูงึมงำ จนต้องพูด
เสียงดังเพื่อให้พวกเขาได้ยินชัด ๆ
“ถ้าพูดถึงเรื่องความดูดี ต้องให้คุณชายผู้หล่อเหลาชนะ สาว ๆ
ทุกคน…พวกเรา…”
เขายังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นว่าสีหน้าของหัวหว่านเปลี่ยนไป “นาย
หมายความว่ายังไง จะบอกว่าฉันไม่มีเสน่ห์ดึงดูดเท่ากับผู้ชายเหรอ”
เธอพุ่งตัวเข้าไปหาทันที
แต่ก็ถูกเฉิงยวนขวางทางไว้ “พอแล้ว ๆ เจ้าใจเย็นหน่อยสิ”
“ใจเย็นกับผีสิ ! เธอไม่ได้ยินเหรอว่าเขากำลังดูถูกฉัน เขาบอก
ว่าฉันดูดีสู้ผู้ชายอย่างฟู่ปู้เสวี่ยนไม่ได้”
เฉิงยวนแทบจะเข้าไปกอดตัวเธอไว้ ก่อนโยนไปให้ฟู่ปู้เสวี่ยนซึ่ง
อยู่ด้านหลัง “ดูนางไว้ดี ๆ”
จากนั้นเธอจึงสอบถามด้วยตัวเองต่อ
ขณะฟู่ปู้เสวี่ยนกำลังกอดหัวหว่านไว้
หัวหว่านส่งเสียงอย่างเย็นชา “ฉันไม่สวยแล้วมันผิดนักหรือไง
ในบรรดาคนทั่วไปเนี่ย ฉันนับว่าสวยมากแล้วนะ ไม่ใช่คนหน้าตา
เหมือนปีศาจอย่างพวกนาย…”
ถ้าไม่นับคุณหนู
ทั้งเฉิงยวน หร่วนย่วนย่วน และจั่วโยวโยว ไม่ว่าจะใครออกไปก็
ล้วนเป็นสาวสวยชวนให้ตกตะลึงกันทั้งนั้น
“คุณเป็นคนสวยมากนะ”
ฟู่ปู้เสวี่ยนพูดด้วยน้าเสียงราบเรียบแต่ดังชัด
หัวหว่านยิ้มเยาะ “ไม่ต้องมาปลอบใจฉันหรอก ฉันดูดีหรือไม่ ตัว
ฉันรู้ดีที่สุด แค่ฉันดูดีไม่เท่านายต่างหาก !”
“ผมไม่ได้ปลอบใจคุณนะ คุณสวยมาก” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
“สวยกว่าปรมาจารย์เฉิงยวนกับทุกคนด้วย”
หัวหว่านเงยหน้ามองเขา
เธออยากดูว่าฟู่ปู้เสวี่ยนกำลังเยาะเย้ยอยู่หรือเปล่า แต่ใครจะรู้ว่า
เธอกลับเห็นดวงตาคู่หนึ่งกำลังฉายแววจริงจัง
เธออ้าปาก แต่กลับพูดคำเหยียดหยันอะไรไม่ออกแล้ว
ใบหน้าหล่อเหลาของฟู่ปู้เสวี่ยนนั้นทั้งจริงจังและจริงใจมาก “คุณ
สวยมากจริง ๆ นะ ทั้งตอนกำลังจ่ายตลาด ตอนทำอาหาร ตอนยืนดู
พระอาทิตย์ตก หรือยืนถือร่มอยู่ก็สวยมากด้วย…”
“ไม่ว่าจะใส่กระโปรงหรือกางเกงก็ยังสวยมาก”
“ผมยาวผมสั้นก็สวยทั้งนั้น”
“กลางวันหรือกลางคืนคุณก็สวย…”
“อื้อ ๆๆ!”
หัวหว่านรีบเอามือปิดปากเขา “อย่าพูดจาไร้สาระนะ เดี๋ยวคนอื่น
ได้ยินเข้าจะคิดว่าพวกเราทำอะไรกันตอนกลางคืนได้ !”
เพียงแต่ความสนใจของทุกคนมุ่งไปอยู่ที่คนซึ่งแอบตามพวกเขา
แล้ว จึงไม่ได้มีใครให้สนใจด้านนี้เลย
หัวหว่านถอนหายใจนึกโล่งอก ก่อนจ้องฟู่ปู้เสวี่ยน “ห้ามพูดอีก
นะ เข้าใจไหม”
ฟู่ปู้เสวี่ยนพยักหน้า แต่พอหัวหว่านปล่อยมือ เขาก็เอ่ยเน้นย้าอีก
ครั้ง “คุณสวยมากจริง ๆ นะ”
“รู้แล้ว ๆ!”
ส่วนเฉิงยวนทำการสอบปากคำคนเรียบร้อยแล้ว เธอสะบัดข้อมือ
ที่ไม่ได้เจ็บสักนิดไปมา “ถามชัดแล้ว คนพวกนั้นตามมาเพราะเขา
จริง ๆ”
เธอชี้ใส่ฟู่ปู้เสวี่ยน “ยินดีกับเจ้าด้วยนะ นายน้อยใหญ่ตระกูลฟู่
พ่อแม่ของเจ้าตามหาเจ้าจนเจอแล้ว ตอนนี้ไม่เพียงแต่กลับไปจะเป็น
นายน้อยใหญ่ แต่คนที่บ้านเจ้ายังเตรียมสะใภ้เอาไว้ให้แล้วด้วย”
ฟู่ปู้เสวี่ยนเอียงศีรษะไม่เข้าใจ
หัวหว่านซึ่งยังอยู่ในอ้อมแขนของฟู่ปู้เสวี่ยนกะพริบตาปริบ ๆ
“นายน้อยใหญ่ตระกูลฟู่ ? สะใภ้ ?”
สองวันต่อมา คนจากตระกูลฟู่ก็มาที่บ้านฉู่อวิ๋น
เฉิงยวนยืนอยู่ในมุมซึ่งไม่ไกลมากนัก มองสามีภรรยาคู่หนึ่งกอด
ฟู่ปู้เสวี่ยนพลางร้องไห้จนหน้ามือตาลาย มุมปากเธอกระตุกเล็กน้อย
“บ้านฉู่อวิ๋นของเรานี่ช่างเป็นพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อน*[1]เสียจริง”
“ตัวตนของแต่ละคนนั้น…หึ ๆๆ”
หัวหว่าน “มีแค่ฉันที่เป็นคนธรรมดาสินะ”
เฉิงยวนมองหัวหว่านที่ดูเศร้าซึมลง รีบกอดคอของอีกฝ่าย “เจ้า
คิดแบบนี้ได้ยังไงกัน เจ้าควรจะคิดว่าในบรรดาคนธรรมดานั้น เจ้า
ต้องโชคดีถึงขั้นไหนกันนะ ถึงได้อยู่กับคนที่โดดเด่นอย่างพวกเรา
ได้”
“อีกอย่าง คนอย่างพวกเราต่างพึ่งพาความสามารถกันทั้งนั้น มี
เพียงเจ้าที่พึ่งพาพรแสวงและความขยัน”
“เจ้าเป็นคนเก่งกาจมาก !”
เดิมทีอารมณ์ของหัวหว่านกำลังหดหู่ แต่เมื่อเฉิงยวนพูดแบบนี้
จึงหลุดยิ้มออกมาได้
หัวหว่านปัดมืออีกฝ่ายออกไป “พรแสวงกับความขยันอะไรกัน
ขยันตั้งแต่เกิดจนตายก็ยังไร้ญาติขาดมิตร”
“แล้วถ้าพวกเขาจะพาตัวฟู่ปู้เสวี่ยนไป เราควรบอกคุณหนูไหม”
เฉิงยวนพยักหน้ากล่าวอย่างจริงจัง “ต้องบอกนางให้รู้สิ”
[1] พยัคฆ์หมอบมังกรซ่อน เป็นสำนวนหมายถึง สถานที่ที่คนไม่
ธรรมดารวมตัวกันในที่เดียว