เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1072 ระวังจะโดนเล่นงาน
ฉู่ลั่วอธิบาย “พี่ใหญ่เป็นผู้ชายดวงปี่เกียง ส่วนคุณเวินเป็น
ผู้หญิงดวงเกี่ยงลก ชะตาแปดอักษรของคนสองประเภทนี้ถือเป็นสามี
ภรรยาที่เหมาะสมกันมาก”
“พี่ใหญ่กับคุณเวินเป็นดวงคู่ครองที่เหมาะสมเข้ากันได้ดีทั้ง
ชะตาและตัวบุคคล”
“แล้ว…” ทำไมกันล่ะ?
ไม่รอให้ฉู่จิงถามจบ ฉู่ลั่วกล่าวต่อ “แต่มันมีเงื่อนไขคือดวง
แต่งงานยังไม่ถูกลิขิตไว้ ดวงแต่งงานของพี่ใหญ่ถูกด้ายแดงผู้เฒ่า
จันทราลิขิตไว้แล้ว”
“นอกจากคนที่ผูกกับด้ายแดง ไม่ว่าใครก็ตามที่แต่งงานกับพี่
ใหญ่จะรักกันมากแค่ไหน แต่ในส่วนดวงชะตาก็ไม่เข้ากันอยู่ดี”
ฉู่จิงนิ่งไปพักใหญ่จึงหันไปมองฉู่เหิง “แต่เมื่อวานพี่ใหญ่เพิ่ง
หมั้นกับคุณเวินไปเอง พวกเขากำลังจะหารือเรื่องฤกษ์แต่งงานแล้ว
ด้วย”
ถ้าไปบอกตระกูลเวินตอนนี้ว่าขอไม่แต่งงานแล้ว
เกรงว่าฝั่งตระกูลเวินคงไม่ยอมให้พี่ใหญ่พบหน้าคุณเวินอีก
แต่เดิมพี่ใหญ่กับคุณเวินก็พลัดพรากจากกันไปสิบกว่าปีเพราะ
เรื่องเข้าใจผิด ถ้าตอนนี้…
“พี่ใหญ่…”
เขาร้องเรียกด้วยความเป็นห่วง กลัวฉู่เหิงรับเรื่องนี้ไม่ไหว
ฉู่เหิงเบนสายตาว่างเปล่ากลับมา แล้วยืนขึ้นด้วยสีหน้าซีดเซียว
โบกมือให้ฉู่จิง “ฉันไม่เป็นไร”
เขาเดินออกไปข้างนอก ก่อนหยิบมือถือขึ้นมาต่อสาย “ทนายอู๋
ฉันเอง ฉันมีเรื่องฝากให้จัดการ รบกวนคุณทำให้เรียบร้อยโดยด่วน
ที่สุดแล้วส่งเอกสารทั้งหมดมา”
ฉู่ลั่วเดินตามหลังฉู่เหิง เห็นเขากดโทรออกสายแล้วสายเล่า ทั้ง
ยังสั่งให้พ่อบ้านหยางนำของขวัญมาเพิ่มมากขึ้นอีก
รอจนมาครบทั้งของขวัญและทนายอู๋ ฉู่เหิงก็พาทั้งคนทั้ง
ของขวัญไปที่ตระกูลเวิน
เมื่อเห็นฉู่เหิงไปแล้ว ฉู่ลั่วก็กล่าวลาฉู่จิงพร้อมทั้งขอตัวกลับ
เช่นกัน
ฉู่จิงเห็นฉู่ลั่วไปอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ก็ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ
พ่อบ้านหยางขมวดคิ้วพลางเอ่ย “คุณหนูลั่วจะไปแล้วเหรอครับ
กลับมาทั้งทีทำไมไม่อยู่บ้านให้นานกว่านี้หน่อยล่ะครับ”
“ผมกำลังจะโทรรายงานคุณนายพอดีเลย”
“ไม่ต้องโทรบอกหรอก” ฉู่จิงห้ามพ่อบ้านหยางไว้
เพราะฉู่ลั่ว…ไม่ได้เห็นที่นี่เป็นบ้านเลย
แต่ว่าพวกเขาเองก็ไม่มีหน้าขอให้ฉู่ลั่วเห็นที่นี่เป็นบ้าน
เหมือนกัน
………
ตี้จิง
หลังกลับถึงตี้จิง ฉู่ลั่วก็เรียกแท็กซี่กลับคฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามอง
ตะวัน
เมื่อรถแล่นมาถึงตีนเขา ผ่านป้อมยามและขับขึ้นด้านบน เธอก็
มองสองข้างทางด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
เพราะมีเธออยู่ พื้นที่รอบ ๆ คฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามองตะวันจึง
สะอาดสะอ้านมาโดยตลอด ไม่มีวิญญาณตนไหนกล้าเข้าใกล้
แต่ตอนนี้…
ทุกครั้งที่รถแล่นออกไปสามสี่เมตร ก็ต้องพบเห็นวิญญาณหนึ่ง
ตน
บางครั้งยังเจอวิญญาณที่อยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม
ยิ่งรถขับใกล้ถึงคฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามองตะวัน ก็ยิ่งมีวิญญาณมา
ชุมนุมกันมากขึ้น
ทั้งยังมีวิญญาณสามสี่ตนยืนอยู่กลางถนน ปล่อยให้รถแล่นทะลุ
ตัวพวกเขาพร้อมส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน
รถแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าประตู
คนขับรอฉู่ลั่วสแกนจ่ายเงินพลางลูบแขนตัวเองไปด้วย “ทำไม
วันนี้หนาวจัง หรือว่าแอร์รถจะเสีย”
ฉู่ลั่วจ่ายเงินเสร็จก็ลงจากรถ ช่วงรอยแยกระหว่างที่นั่ง มีมุมหนึ่ง
ของยันต์สีเหลืองโผล่ออกมา
ทันทีที่หญิงสาวลงจากรถ ฝูงวิญญาณที่รวมตัวกันอยู่หน้าประตู
ก็สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว
เธอกวาดสายตาเยือกเย็นมองรอบ ๆ
ฝูงวิญญาณต่างถอยหลังอย่างพร้อมเพรียงกันอีกครั้ง
“ปะ…ปรมาจารย์…”
วิญญาณตนหนึ่งร้องเรียกเสียงเบา ทว่าหลังฉู่ลั่วปรายตามองมา
ก็ต้องกลัวจนไหล่ห่อลงไป
“อย่าส่งเสียง ระวังจะโดนเล่นงานจนสลายเป็นจุณ”
ฉู่ลั่วขมวดคิ้วเป็นปมขึ้นเรื่อย ๆ
วิญญาณเหล่านี้ยอมรุกเข้ามาโดยไม่สนใจอานุภาพค่ายกลของ
เธอ
เป็นเพราะว่าพวกมันถูกเกลี้ยกล่อม
ถูกยุยง
หรือว่า…
เวลานั้นเอง กลิ่นไหม้ฉุนจมูกโชยมาตามลม
ฝูงวิญญาณซึ่งตอนแรกยังมีหน้าตาหวาดผวาพลันขยับจมูกสูด
ดมกันถ้วนหน้า
“หอมจังเลย หอมมาก ๆ !”
“ตายมาตั้งหลายปียังไม่เคยได้กลิ่นหอมขนาดนี้มาก่อน”
“หอมเหลือเกิน!”
“หิวจัง!”
“ฮือ ๆ ๆ…หิวแล้ว!”
ฉู่ลั่ว “…”
มือที่กำลังประสานอินของเธอลดลงมา ยันต์ในมืออีกข้างก็ถูก
เก็บกลับไปเช่นกัน