เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1078 เธอยังจะเก็บเงินอีกเหรอ!
“เชฟจั่วเป็นเพียงคนเดียวในโลกนี้ที่สามารถทำอาหารในโลก
ของคนตายได้ มันจึงไม่ได้แพงเลยจริง ๆ นะ!” ผีผู้ชายบอก
ในปรโลกเองก็ย่อมมีผีเชฟ แต่น่าเสียดายที่อาหารของผีเชฟใน
ปรโลกทำออกมานั้นแม้จะดูน่ากิน แต่กลับไม่มีรสชาติ หรือต่อให้จะมี
รสชาติก็เป็นรสที่เลวร้ายเกินไป
ส่วนอาหารที่คนเป็นทำ วิญญาณอย่างพวกเขาก็กินไม่ได้
ถึงแม้จะเป็นของเซ่นไหว้ก็ไม่ได้รับรู้รสชาติเช่นกัน
มีเพียงอาหารที่เชฟจั่วทำเท่านั้นจึงจะเป็นอาหารเลิศรส และ
เหล่าวิญญาณสามารถกลืนลงไปได้
“เชฟจั่ว?”
ฉู่หร่านกระซิบพึมพำ เมื่อเธอหันไปมอง ก็เห็นจั่วโยวโยวกำลัง
เดินออกมาจากห้องครัว
จากนั้นเธอก็ปิดปาก มองฉู่ลั่วด้วยท่าทีไม่อยากจะเชื่อ
“ลั่วลั่ว นี่เธอคิดจะเก็บเงินจากปู่ทวดย่าทวดได้ยังไงกัน?”
“คุณจั่วเองก็รับเงินเหรอ?”
“ลั่วลั่ว เธอทำแบบนี้ได้ยังไง?”
ท่ามกลางความรู้สึกน้อยใจนั้นเธอมองฉู่ลั่วด้วยสายตาตื่นตะลึง
ก่อนจะมองฉู่เจิ้งและภรรยารวมถึงผีชายหญิงอย่างรู้สึกผิด
ผีชายหญิงต่างมึนงง
ฉู่เจิ้งโมโหมากผุดขึ้นมาทันที เขาตบโต๊ะแล้วเอ่ย “เธอคิดจะเก็บ
เงินอย่างนั้นเหรอ! ถ้าหลอกคนอื่นก็ช่างเถอะ แต่กระทั่งคนใน
ครอบครัวตัวเองเธอก็ทำด้วยเหรอ?”
ฉู่ลั่วยกแก้วน้าชาขึ้นมาอย่างเชื่องช้าแล้วตอบ “อย่าเพิ่งพูดเรื่อง
หลอกหรือไม่หลอกเลยค่ะ คุณบอกว่าคนในครอบครัวเหรอคะ? คน
ในครอบครัวอะไรกัน?”
อู๋ไฉ่ยิ้มเยาะ “ทำไม? ตอนนี้เธอก็เอาตัวตนของลูกสาวตระกูลฉู่
มาหลอกหาเงินอยู่ไม่ใช่เหรอ?”
“ลั่วลั่ว พวกเราก็เป็นคนตระกูลเดียวกันทั้งนั้น เธอยังจะเก็บเงิน
อีกเหรอ!”
ฉู่หร่านทำท่าปวดใจเช่นกัน
ผีชายหญิงหรี่ตาลงอย่างประหลาดใจ หันมองพวกเขาไปมา
อย่างรวดเร็ว
“คนตระกูลเดียวกัน? ลูกสาวตระกูลฉู่?” ฉู่ลั่ววางแก้วน้าชาใน
มือลง จ้องมองด้วยสายตาใสซื่อ “ฟังดูเหมือนไม่ใช่คำพูดของ
หลานสาวคนเดียวตระกูลฉู่จะพูดออกมาเลยนะคะ”
ฉู่ลั่วเน้นย้าคำว่า ‘หลานสาวคนเดียว’
สีหน้าฉู่หร่านดูคล้ายตกตะลึงไป
ท่าทีของฉู่เจิ้งกับภรรยาก็ชะงักทันทีเช่นกัน
ผีผู้ชายจึงเอ่ยด้วยน้าเสียงเข้ม ๆ “ความนี้จะบอกพวกเราให้
ชัดเจนได้หรือยังว่ามันคือเรื่องอะไรกันแน่?”
……
รถสองคันแล่นเข้ามาจอดอยู่หน้าบ้านฉู่อวิ๋น
หลังจากระบุทะเบียนรถเรียบร้อยแล้ว ประตูรถก็เปิดออกอย่างช้า
ๆ
ซ่งเชียนหย่านั่งอยู่ภายใน จับแขนของฉู่เหว่ยฮ่าวด้วยสีหน้าร้อน
ใจ “ทำไมจู่ ๆ ลั่วลั่วถึงโทรตามพวกเรามาล่ะคะ?”
ฉู่เหว่ยฮ่าวหลุบตาลง
เมื่อซ่งเชียนหย่าเห็นเขาเป็นแบบนั้นก็รู้ว่าเขามีเรื่องปิดบังตนอยู่
แน่ จึงถามทันที “คุณรู้อะไรมาใช่ไหมคะ?”
ฉู่เหว่ยฮ่าวรีบปลอบใจเธอ “ความจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
หรอก แค่พ่อแม่อยากจะโน้มน้าวลั่วลั่ว เพราะเรื่องของอาเหิง ลั่วลั่วก็
มีส่วนรับผิดชอบเหมือนกัน…”
แต่ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็ได้รับกำปั้นของซ่งเชียนหย่าสองสาม
ครั้งแล้ว
“ฉันบอกไปตั้งหลายครั้งแล้วนี่คะว่าอย่ารบกวนลั่วลั่วน่ะ”
ฉู่เหว่ยฮ่าวจึงอธิบาย “พ่อแม่เขาเป็นผู้อาวุโสกันแล้ว พวกเขา
อยากจะมาหาลั่วลั่วแล้วผมจะไปห้ามได้ยังไง? อีกอย่างนะ เรื่องอาเหิง
เดิมทีก็เป็นความผิดของลั่วลั่ว”
“ที่รัก ผมรู้ว่าคุณเข้าใจหร่านหร่านผิด แต่จะลำเอียงเข้าข้างลั่ว
ลั่วแบบนี้ไม่ได้นะ!”
“หร่านหร่านกับลั่วลั่วต่างก็เป็นลูกสาวของเรา…”
ซ่งเชียนหย่าออกแรงทุบฉู่เหว่ยฮ่าวไปอีกหนอย่างโมโห จากนั้น
ก็กล่าวว่า “ฉู่เหว่ยฮ่าว ฉันจะขอพูดกับคุณให้ชัดเจนนะ ถ้าพวกเขา
ทำอะไรลั่วลั่วล่ะก็ ฉันไม่มีทางทนอยู่เฉยเด็ดขาด!”
“อย่ามาบอกฉันว่าพวกเขาเป็นผู้อาวุโส เพราะพวกเขาเป็นผู้
อาวุโสของพวกเรา ไม่ใช่ของลั่วลั่ว”
กระทั่งรถขับเข้ามาจอดนิ่งอยู่หน้าบ้าน
ซ่งเชียนหย่าจึงเปิดประตูรถทันที
ส่วนบนรถอีกหนึ่งคัน ฉู่จิงกับฉู่เหิงก็ลงมาเช่นกัน
แต่สีหน้าของฉู่เหิงนั้นซีดเซียวจนแทบดูไม่ได้
ฉู่จิงขมวดคิ้วพลางพยุงเขาไว้ “พี่ใหญ่ ผมจัดการเองก็พอแล้ว
ตอนนี้พี่ควรจะนอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลนะ”
ฉู่เหิงส่ายหน้าตอบ “ปู่กับย่ามาหาลั่วลั่ว ไม่รู้ว่าพวกเขาจะพูด
อะไรที่ไม่น่าฟังหรือเปล่า ฉันจำเป็นต้องมา”
เมื่อเทียบกับซ่งเชียนหย่าและสามีที่ไม่รู้อะไรแล้ว ก่อนเขาจะมาก็
ทำความเข้าใจทุกเรื่องมาบ้างแล้ว
ทั้งสี่คนก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน ทว่าก็ได้ยินเสียงตะคอกดังมาจาก
ด้านหลัง
“มัวแต่ชักช้ายืดยาด ยังไม่รีบเข้ามาอีก!”