เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1098 คุณเชื่อไหม
ข้อความเสียงหกสิบวินาทีถูกเปิดให้ได้ยินทั้งหมด
ฉู่ลั่ว “…”
ฮั่วเซียวหมิง “…”
มือของฉู่ลั่วที่ถือโทรศัพท์อยู่ค้างเติ่งกลางอากาศ เธอผงะนิ่งไป
พักใหญ่ถึงวางมือถืออีกฝ่ายลง “ขอโทษด้วย นิ้วมือฉันเผลอไปโดน”
ฮั่วเซียวหมิงตอบ “…ไม่เป็นไร”
ฉู่ลั่วนั่งตัวตรงอีกครั้ง ก่อนจะประสานอินแล้วหลับตาบำเพ็ญ
เพียงแต่หนนี้ จิตใจเธอกลับสงบไม่ได้เหมือนก่อนหน้านี้
จนกระทั่งรถจอดสนิท ฉู่ลั่วจึงลืมตามองไปด้านนอก ก่อนจะต้อง
เบิกตากว้าง “ที่นี่คือ…”
นอกหน้าต่างรถเป็นหน้าจอดิจิตอลมหึมาหน้าจอหนึ่ง
และบนหน้าจอกำลังแสดงภาพอำเภอที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่
กล้องแพนจากบนลงล่างจนเห็นทั่วทั้งอำเภอ สิ่งที่ดึงดูดสายตา
มากที่สุดคือต้นไม้ใหญ่ยักษ์ต้นนั้น
กิ่งก้านใบไม้ที่เคยโรยรา เวลานี้เริ่มกลับมาผลิใบราวกับมีชีวิต
แล้ว
ส่วนอำเภอที่เคยรกร้าง ตอนนี้ก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นนับ
ไม่ถ้วน ใบหน้าของเด็กและผู้ใหญ่ล้วนเคลื่อนไหวผ่านกล้องทั้งสิ้น
นอกอำเภอไปคือถนนพาณิชย์ที่เพิ่งสร้างใหม่ แสงไฟส่องสว่าง
เจิดจรัสในยามค่าคืน ฝูงชนเดินกันขวักไขว่
ทุกคนที่เข้าออกอำเภอนี้ต่างมีสีหน้าชื่นบาน สุดท้ายภาพก็หยุด
อยู่ที่กิ่งก้านของต้นไม้เซียนซึ่งไหวเอนไปมา
อาณาจักรความฝันแห่งต้นไม้เซียน ชวนให้สัมผัสความเปลี่ยน
ผันนับแต่เมื่อร้อยปีก่อนของโลกมนุษย์
ฉู่ลั่วเห็นต้นไม้เซียนกระดิกกิ่งก้านตัวเองในจอ ทั้งยังมีผู้คนที่
สัญจรไปมาอยู่ไม่น้อยนั้นพากันอธิษฐานขอพรจากต้นไม้เซียน
“มันมีความสุขมาก”
ต้นไม้เซียนต้องการปราณมนุษย์
ต่อให้เคยถูกมนุษย์ทำร้าย แต่มันก็ยังต้อนรับมนุษย์
“ขอบคุณนะ ฮั่วเซียวหมิง”
ถ้าไม่ได้ฮั่วเซียวหมิงอยู่ ลำพังตัวเธอเองคงไม่มีทางสร้างสถานที่
ท่องเที่ยวให้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้ และสามารถช่วยให้ต้นไม้เซียนหลาง
หยาได้สัมผัสปราณมนุษย์มากมายขนาดนี้อีกครั้ง
“ไม่ต้องขอบคุณผม ตระกูลฮั่วได้รับผลกำไรจากเรื่องนี้
เหมือนกัน และบริษัทเราก็ได้ร่วมมือกับรัฐบาล ทุ่มเทการบุกเบิก
เทคโนโลยีที่สร้างสิ่งแวดล้อมได้จริง แม้ว่าตอนนี้ยังเห็นผลไม่มากนัก
แต่ก็พอเห็นผลงานบ้างแล้ว”
ฉู่ลั่ว “…”
ฮั่วเซียวหมิงสตาร์ตรถอีกครั้ง “คุณอยากกินอะไรเหรอ”
“อะไรก็ได้”
หลังทานข้าวเสร็จ ฟ้าก็เริ่มมืด
ฮั่วเซียวหมิงขับรถไปส่งฉู่ลั่วที่คฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามองตะวัน
แสงแดดยามสนธยาแดงฉานราวกับเลือด ฝูงนกต่างพากันโผ
บินกลับรัง
รอจนรถจอดสนิท ฉู่ลั่วเปิดประตูรถพลางเอ่ยว่า “ฉันเข้าไปก่อน
นะ”
ทันทีที่มือสัมผัสประตู แขนเธอกลับถูกคว้าไปด้วยเรี่ยวแรงที่ไม่
หนักไม่เบา
ฉู่ลั่วหันกลับไปมองฮั่วเซียวหมิงด้วยความตกใจ
ฮั่วเซียวหมิงหลุบสายตาลงเล็กน้อย ใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความมี
เสน่ห์แดงเรื่อด้วยแสงแดดยามเย็นที่ทาบทับผ่าน
“ฉันลืมไป ต้องช่วยสร้างความมั่นคงให้วิญญาณของคุณด้วย”
ฉู่ลั่วหันกลับไปจิ้มหน้าผากของฮั่วเซียวหมิง ริมฝีปากเอ่ยท่อง
บริกรรมคาถา
เพียงไม่นาน เธอก็ดึงมือกลับ
“ฉันแค่เห็นว่าวิญญาณคุณมั่นคงขึ้นแล้ว ก็เลยลืมไป…”
แต่เมื่อเห็นฮั่วเซียวหมิงยังคงก้มหน้าไม่พูดจา เธอจึงเอ่ยถาม
เสียงเรียบ “ผลกระทบจากขวดผนึกความรู้สึกยังรุนแรงอยู่ไหม อีก
ฝ่ายยังมาหาคุณอยู่หรือเปล่า”
“คุณเป็นห่วงเหรอ”
ในที่สุด ฮั่วเซียวหมิงจึงยอมเงยหน้า
ภายในแววตาที่มีแสงแดดยามสนธยาสะท้อนอยู่ เจือไว้ซึ่งความ
แดงระเรื่อ
“…”
“คุณเป็นห่วงว่าขวดผนึกความรู้สึกจะส่งผลกระทบต่อผมเหรอ
ยังกลัวว่าอีกฝ่ายจะมาหาผมเหรอ”
ฉู่ลั่ว “…”
“ผมไม่เชื่อเรื่องชะตา” ฮั่วเซียวหมิงจดจ้องฉู่ลั่ว “ฉู่ลั่ว ผมไม่เชื่อ
เรื่องชะตา ผมไม่เชื่อว่ามีบุพเพแต่ไร้วาสนา ผมไม่เชื่อว่าบุพเพของ
ตัวเองจะเป็นคนอื่น”
“คุณเชื่อไหม”
ความแน่วแน่ในสายตาเขาทำให้ฉู่ลั่วอยากเบี่ยงหลบด้วย
สัญชาตญาณ แต่กลับเหมือนถูกบางอย่างดึงดูดไว้จนไม่อาจขยับ
เขยื้อนได้เลย
นิ้วที่วางอยู่ข้างกายเธอกระตุกเล็กน้อย
เธอกำลังทำท่าจะปริปาก
“ปรมาจารย์ เขารังแกคุณอยู่ใช่ไหม”
จู่ ๆ วิญญาณตนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนกระจกรถ
วิญญาณอีกตนก็โผล่ออกจากใต้ท้องรถ เผยให้เห็นแค่หัว
“ปรมาจารย์ ปรมาจารย์ ผู้ชายคนนี้ทำรุ่มร่ามกับปรมาจารย์ใช่ไหม”
ฟึ่บ ๆ ๆ
ทันใดนั้น รถทั้งคันเต็มไปด้วยวิญญาณห้อมล้อม ด้านบนของ
รถยังมีผีมานอนดูอยู่ด้วยมากมาย