เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1099 ยันต์ผู้เฒ่าจันทรา
เดิมฮั่วเซียวหมิงกำลังจดจ้องฉู่ลั่วอยู่ แต่เวลานี้กลับเห็นสีหน้า
ของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาจึงขมวดคิ้วเบา ๆ “ฉู่ลั่ว?”
เหมือนว่าสัมผัสได้ถึงบางอย่าง เขาหันมองความว่างเปล่ารอบ
ด้านพลางถาม “เฉิงยวนอยู่ที่นี่เหรอ”
ทั้งคฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามองตะวัน มีเพียงเฉิงยวนที่ชอบยุ่งเรื่องคน
อื่นที่สุด และยังชอบแอบดูเขากับฉู่ลั่วที่สุดเหมือนกัน
ฉู่ลั่วส่ายหน้าปฏิเสธ
ฮั่วเซียวหมิงกำลังจะถอนหายใจโล่งอก กลับได้ยินฉู่ลั่วพูดขึ้น
ก่อน “เป็นวิญญาณตนอื่น”
เธอยื่นนิ้วออกมาสองนิ้ว ทาบลงบนเปลือกตาของฮั่วเซียวหมิง
แล้วยกออกช้า ๆ
เมื่อเขาลืมตาอีกครั้ง ภายในรถที่เคยว่างเปล่าพลันมีเสียงพูดคุย
เจื้อยแจ้วดังขึ้นมา
ภาพตรงหน้าเต็มได้วิญญาณในลักษณะต่าง ๆ
ส่วนใหญ่ล้วนเหมือนเป็นคนมีอายุแล้ว
ยังมีจำนวนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ฮั่วเซียวหมิงเคยพบเจอตอนเขายัง
เด็ก
“โอ๊ย นี่มันอาจิ่วไม่ใช่เหรอ อาจิ่วเอ๋ย ฉันจะบอกแกให้ จีบผู้หญิง
มันไม่ใช่แบบนี้นะ”
“นี่มันอาจิ่วนี่! อาจิ่วโตขนาดนี้แล้วเหรอ”
“อาจิ่วยังจำฉันได้ไหม”
“ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร แต่ห้ามรังแกปรมาจารย์เด็ดขาด”
…..
เสียงโหวกเหวกในรถทำให้ฮั่วเซียวหมิงขมวดคิ้วหนักยิ่งกว่าเดิม
ขณะนั้นวิญญาณหน้าตากราดเกรี้ยวจำนวนหนึ่งก็ปราดมาหา
ฮั่วเซียวหมิง ฉู่ลั่วยกมือขึ้นทันควัน ฝ่ามือหนึ่งหยิบยันต์ขวางอยู่
ตรงหน้าฮั่วเซียวหมิง
เธอกวาดสายตามองฝูงผีรอบ ๆ อย่างราบเรียบ
บรรดาวิญญาณที่ทำท่าจะปราดเข้ามาสั่งสอนฮั่วเซียวหมิงต่าง
ชะงักกันหมด
“พวกคุณล้วนเป็นวิญญาณที่ไม่มีหนี้ชีวิตติดตัว คิดอยากทำ
ร้ายคนอื่นจนเป็นหนี้ชีวิตหรือไง”
ผีตนหนึ่งคอหดขณะตอบ “ปรมาจารย์ พวกเราแค่อยากช่วย
คุณ เขากำลังจะรังแกคุณ…”
“ใช่ ๆ ๆ พวกเราไม่ได้อยากทำร้ายเขานะปรมาจารย์ แค่…อยาก
ให้เขาเจอดีบ้าง”
“พวกเราเป็นผีดีกันหมด จะไปทำร้ายคนเป็นได้ยังไง”
ฉู่ลั่วเอ่ย “เขาไม่ได้รังแกฉัน”
ผีสาวผมสีขาวโพลนตนหนึ่งรีบพุ่งมาด้านหน้า “ปรมาจารย์อย่า
โมโหเลย พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้”
“ไปสิ!”
เธอไล่ให้ฝูงผีืั้งหลายรีบไปจากที่นี่
จำนวนหนึ่งในฝูงผีเอาแต่หันกลับมามอง
“ปล่อยเขาไปง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ”
“เขารังแกปรมาจารย์อยู่นะ!”
“ถ้าพวกเราช่วยปรมาจารย์ได้ ไม่แน่อาจจะได้กินอาหารมื้อ
อร่อยฟรี ๆ นะ”
ผีหญิงชราขำพรืด “คู่รักเขาทะเลาะกัน แกจะไปจุ้นจ้านได้ยังไง”
“พวกเขาเป็นคู่รักที่ทะเลาะกันเหรอ”
“ดูไม่ออกหรือไง ถ้าปรมาจารย์ไม่เต็มใจ มีเหรอจะปล่อยให้เขา
ทั้งจับแขน จับมือ…”
“พวกผู้ชายเอ๊ย ไม่เข้าใจหัวอกผู้หญิงเอาซะเลย”
ฝูงผีผู้ชายถูกสั่งสอนจนต้องคอตกก้มหน้าต่า
ไม่นานนัก รอบตัวรถก็ไม่ผีเหลืออยู่สักตน
แต่บทสนทนาเมื่อครู่ของพวกเขาเข้าหูคนทั้งสองในรถทั้งหมด
ไม่ตกหลุนไปแม้แต่ประโยคเดียว
ฉู่ลั่วคิดจะดึงมือกลับด้วยสัญชาตญาณ กลับถูกฮั่วเซียวหมิงจับ
ข้อมือไว้
นัยน์ตาสีนิลที่เคยอึมครึมก็ราวกับมีแดดออกในพริบตา เขาไม่
ยอมปล่อยมือ แต่เอ่ยปากถาม “รอบ ๆ คฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามองตะวัน
มีค่ายกลที่คุณตั้งเอาไว้ใช่ไหม ทำไมถึงมีผีมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”
“จั่วโยวโยวทำอาหารมื้ออร่อย” ฉู่ลั่วเล่าเรื่องจั่วโยวโยวให้ฟัง
คร่าว ๆ
ฮั่วเซียวหมิงหยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะปล่อยมือจากเธอและกลับมา
จับพวงมาลัย “นี่เป็นรถส่วนตัวของผม ผมขับเองมาตลอด”
เขาหมุนพวงมาลัย ขับแล่นเข้าไปทางคฤหาสน์
“เดี๋ยวคุณช่วยบันทึกป้ายทะเบียนรถผมเข้าระบบด้วย”
ฉู่ลั่วเห็นฮั่วเซียวหมิงกดแตร ผ่านไปไม่นาน ประตูเหล็กก็เปิด
ออกช้า ๆ เขาขับรถเข้าไปทันที
เขาแล่นรถไปอย่างเชื่องช้า ระดับความเร็วแทบจะคลาน
เช่นเดียวกับเต่าแล้ว
“ผมคิดดีแล้ว”
ขณะรถที่กำลังจะถึงตัวคฤหาสน์ จู่ ๆ ฮั่วเซียวหมิงก็พูดขึ้น
“ผมจะรอ”
รถจอดตรงหน้าประตูคฤหาสน์
ฮั่วเซียวหมิงเอียงคอมองเธอ “ผมจะรอให้คุณยอมเป็นฝ่ายเล่า
เรื่องฉู่หร่านให้ฟัง”
“รอจนกว่าคุณจะเชื่อว่าขวดผนึกความรู้สึกไม่มีผลกับผม”
“จะรอให้คุณเข้าใจว่า บุพเพของผมอยู่ในมือผมเท่านั้น”
ฉู่ลั่วกะพริบตา เทียบกับฮั่วเซียวหมิงที่ก่อนหน้านี้เคยเศร้าซึม
บรรยากาศรอบตัวแลดูอึมครึม ในตอนนี้ดวงตาของเขากำลังเปล่ง
ประกาย น้าเสียงมั่นคงแน่วแน่ กระทั่งมุมปากยังยกยิ้ม
คงเพราะดวงตาของฮั่วเซียวหมิงลุกวาวเกินไป รอยยิ้มที่มุมปาก
อ่อนโยนเกินไป
“ฮั่วเซียวหมิง…”
“ฉู่ลั่ว!” เสียงแหลมสูงของเฉิงยวนดังฝ่ารัตติกาล “ซุนหย่าจิ้งเจอ
ยันต์ผู้เฒ่าจันทราแล้ว!”