เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1110 พร้อมหน้าพร้อมตา
อู่หลินพยักหน้าปลื้มใจและมีความสุข เธอจับมือฉู่ลั่วไว้อย่างเป็น
มิตรและกำชับด้วยความรอบคอบว่า “ปรมาจารย์บอกไว้ว่าหยกเลือด
ชิ้นนี้มีความพิถีพิถันมาก หนูต้องดูแลมันด้วยนะ…”
เธอคงลืมไปแล้วว่าฉู่ลั่วเป็นถึงปรมาจารย์ลัทธิเต๋าที่มีชื่อเสียง
มาก ๆ บนโลกอินเตอร์เน็ต
เธอมองฉู่ลั่วเป็นเพียงเด็กหญิงธรรมดาคนหนึ่ง
อู่หลินเดินไปไม่กี่ก้าว ก็ทำเหมือนนึกอะไรได้แล้วหันไปมองฉู่เจิ้ง
กับอู๋ไฉ่ที่อยู่ไม่ไกล พลางเอ่ยถามสีหน้ายิ้ม ๆ “คุณคะ ลั่วลั่วไปอยู่
ข้างนอกมาตั้งเป็นสิบปี พวกคุณในฐานะปู่กับย่าเธอคงจะปวดใจมาก
เลยใช่ไหม?”
ฉู่เจิ้งมีท่าทีลังเล
ส่วนอู๋ไฉ่เองก็ยิ้มแห้ง
“อย่าได้ถือสากับของขวัญที่ฉันมอบให้หลานสาวเลยนะ มันคง
เทียบไม่ได้กับสิ่งของของพวกคุณอยู่แล้ว แต่นี่เป็นความจริงใจจาก
พวกเรา ไม่ทราบว่าของขวัญที่พวกคุณมอบให้ฉู่ลั่วคืออะไรคะ?”
มุมปากฉู่เจิ้งกระตุกค้างไปทันที
อู๋ไฉ่ก็มีอาการไม่ต่างกัน
แต่เพราะฉู่เจิ้งเคยคลุกคลีอยู่กับห้างสรรพสินค้าจึงต้องเปลี่ยน
ประเด็นโดยเร็ว “พวกเราเตรียมของขวัญเอาไว้ตั้งนานแล้วล่ะ
เพียงแต่ไม่มีโอกาสมอบให้เสียที วันนี้ถือว่าได้โอกาสพอดีเลย”
เขาส่งสัญญาณให้อู๋ไฉ่
อู๋ไฉ่มึนงงไปครู่หนึ่งแล้วก็เบิกตาโตอย่างตกใจ
สิ่งของเหล่านั้นเป็นของที่จะมอบให้หร่านหร่าน
หร่านหร่านเพิ่งออกจากบ้านตระกูลฉู่ไป จะต้องเศร้าเสียใจมาก
แน่นอน
พวกเขาเตรียมของขวัญไว้ให้หร่านหร่านไม่น้อยเลยเพื่อให้เธอ
รู้สึกมีความสุข
หรือตอนนี้จะต้องนำของพวกนั้นออกมาให้ฉู่ลั่วแล้ว?
เธออยากจะเอ่ยอะไรออกมา แต่ในตอนที่เห็นสายตาของฉู่เจิ้ง
เธอก็เพียงยิ้มอย่างอ่อนแรง “พวกเราเตรียมไว้แล้วค่ะ ฉันจะไปเอามา
เดี๋ยวนี้เลย”
ขณะอู๋ไฉ่ออกไปนำของขวัญมา อู่หลินก็ลากฉู่ลั่วกับกว่าน
หว่านไปนั่งลงบนโซฟา
ซ่งเชียนหย่ากำลังวุ่นกับเรื่องของฉู่จ้าน ตอนนี้เขาต้องนั่งรถเข็น
จึงไม่สะดวกขึ้นบันได ดังนั้นจึงย้ายมาอยู่ที่ห้องชั้นล่าง
ไหนจะยังมีอุปกรณ์บางส่วนที่เอาไว้ฝึกฟื้นฟูร่างกายอีก ซึ่ง
ทั้งหมดก็จัดไว้เช่นกัน…
หลังจากนั้นไม่นาน อู๋ไฉ่ก็นำของลงมา มันคือชุดเครื่องประดับ
เพชรที่ล้าค่ามาก ไม่ว่าจะดูในแง่ของการออกแบบหรือประเภทของ
เพชรก็ดูล้าค่าไปหมด
ทันทีที่อู่หลินเห็น เธอก็ยื่นมือไปรับมาแล้วพูดอย่างเกินจริง
“พวกคุณสุดยอดจริง ๆ ค่ะ ลั่วลั่ว ปู่กับย่าดูแลหนูดีมากจริง ๆ เลยนะ”
ฉู่ลั่วยกยิ้มบางตอบ
เห็นได้ชัดว่ายายเธอคงมองอะไรบางอย่างออก ถึงได้จงใจพูด
แบบนั้นกับพวกเขา
ตัวเธอเองก็ไม่ได้เมินเฉยกับเจตนาดี ๆ ของผู้อาวุโส รับ
เครื่องประดับนั้นมาแล้วกล่าวขอบคุณอู๋ไฉ่อย่างสุภาพ
ความกลมเกลียวที่เห็นจากภายนอกนั้นลากยาวมาจนถึงเวลา
อาหารเย็น
ซ่งเชียนหย่ารู้สึกปลาบปลื้มจนดวงตาแดงเรื่อ “ในที่สุด
ครอบครัวก็ได้ทานข้าวด้วยกันแล้ว”
ทันทีที่เธอพูดจบ ก็ได้ยินฉู่เจิ้งพูดเสียงดัง “เชียนหย่า เธอบอก
ว่าครอบครัว แต่ยังขาดไปอีกคนนะ!”
ซ่งเชียนหย่าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
ตามมาด้วยเสียงอันดังมาจากหน้าประตูที่ตอกย้าการคาดเดา
ของเธอ
“พ่อคะแม่คะ อุส่าห์ทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งที ทำไม
ไม่รอหนูด้วยล่ะคะ”
เธอหอบหิ้วข้าวของเข้ามาเต็มไม้เต็มมือ
ทันทีที่เห็นว่าเธอเข้ามา ฉู่เจิ้งกับอู๋ไฉ่ก็ฉีกยิ้มบนใบหน้าอย่าง
เห็นได้ชัด รีบให้แม่บ้านจัดชามและตะเกียบเพิ่มทันที “ไหน ๆ ก็บอก
ว่าครอบครัวได้ทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว เราจะลืมหนูไป
ได้ยังไง ก็ต้องให้พ่อหนูบอกหนูอยู่แล้วสิ”
“พวกเรากำลังรอหนูคนเดียวเลยนะ”
จากนั้นเขาก็โบกมือ “มาเถอะ ทานข้าวกันได้เลย”
ไม่ว่าสีหน้าท่าทางของคนอื่น ๆ จะเป็นยังไง เขาก็ให้ฉู่หร่านมา
นั่งข้าง ๆ ตัวเอง
ทันทีที่ซ่งเชียนหย่ารู้ว่าฉู่เหว่ยฮ่าวรู้เรื่องนี้ เธอมองค้อนขวับไป
หาเขา
ฉู่เหว่ยฮ่าวไม่กล้าสบตาเธอจึงหลบสายตาไปทันที
ซ่งเชียนหย่า “…”
ถึงอย่างไรคนก็มาแล้ว จะไล่ออกไปได้เหรอ?
เธอถอนหายใจ ก้าวมาอยู่ข้าง ๆ ฉู่ลั่ว “ลั่วลั่ว ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยว
แม่จัดการเอง!”