เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1225 พี่ไคจี้ พี่ชอบฉันใช่ไหมคะ
เมืองเจียง
คฤหาสน์หลังหนึ่งในเขตชานเมือง
ประตูและหน้าต่างของคฤหาสน์แห่งนี้ปิดสนิท
มีเพียงเสียงจากโทรทัศน์ที่เปิดระดับความดังสูงสุด
“งานวันเกิดของฮั่วเซียวหมิง ทายาทเพียงหนึ่งเดียวของตระกูล
ฮั่วจะจัดขึ้นในวันนี้ค่ะ”
“งานวันเกิดครั้งนี้ เป็นที่จับตามองของคนในแวดวงเป็นอย่าง
มาก”
“งานวันเกิดครั้งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพหรือถ่ายวิดีโอเลย
เพราะฉะนั้นพวกเราได้แต่วิเคราะห์ถึงความสำคัญของงานวันเกิดครั้ง
นี้ผ่านข่าวที่ได้รับมาค่ะ”
“หลังฮั่วเซียวหมิงฟื้นจากอุบัติเหตุทางรถยนต์…”
พิธีกรในโทรทัศน์กำลังรายงานอย่างตื่นเต้น
และท่ามกลางห้องรับแขกที่มีเพียงเสียงโทรทัศน์นี้ เงาร่างหนึ่ง
กำลังนั่งอยู่บนพรม พลางเอียงคอจับจ้องที่หน้าจอใหญ่
แสงไฟสาดส่งอกระทบใบหน้าของเธอให้สว่างไสวสลับกับมืด
ครึ้ม
จดจ้องหน้าจอโทรทัศน์ด้วยสายตามุ่งร้าย
“มีข่าวจากวงในว่า ผู้ที่เป็นที่จับตามองของงานเลี้ยงวันเกิดครั้งนี้
คือฉู่ลั่ว บนโลกออนไลน์ลือกันว่าฉู่ลั่วและฮั่วเซียวหมิงจะปรากฏตัว
พร้อมกันในงานค่ะ”
ตอนนั้นเองใบหน้าของพิธีกรก็ยิ้มออกมา “ได้ยินว่าช่วงนี้แฟน
คลับคู่จิ้นทั้งหลายของฉู่ลั่ว ต่างสุขและเศร้าแตกต่างกันไป”
“แต่ฉันเป็นแฟนคลับเหนียวแน่นของคู่จิ้นฮวาชูชวี่ ขออวยพรให้
พวกเขานะคะ”
“…ทั้งหมดมันควรเป็นของฉัน” ภายในห้องรับแขกอันมืดสนิท
เสียงทุ้มต่าเอ่ยขึ้นมา “ของเหล่านั้นเป็นของฉัน”
“ฉู่ลั่ว เธอแย่งของของฉันไป”
ปึง!
ประตูคฤหาสน์พลันเปิดออก
ฝางไคจี้หอบหิ้วของกินเดินเข้ามาพร้อมกับกดเปิดไฟ “ที่พื้นมัน
เย็นนะ ทำไมเธอถึงไปนั่งตรงพื้นล่ะ”
เขาวางของกินไว้บนโต๊ะ แล้วดึงตัวฉู่หร่านที่ยังอยู่บนพื้นขึ้นมา
เมื่อหันไปเห็นภาพบนโทรทัศน์ที่กำลังฉาย เขาจึงกดปิดเสียง
ทันที “ของแบบนี้มีอะไรให้ดูกัน”
“พี่ไคจี้ ตอนนี้ฉันไม่เหลืออะไรสักอย่างเลยค่ะ”
“คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องการฉันแล้ว พวกพี่ชายก็ไม่ต้องการฉัน
แล้ว”
“ชาวเน็ตก็เอาแต่รุมประณามฉัน”
“ฉันไม่เหลืออะไรเลย”
น้าตาเธอร่วงเผาะ
พอเห็นเธอร้องไห้เสียใจขนาดนี้ ฝางไคจี้ก็ปวดใจไม่ต่างกัน เขา
เอื้อมมือไปเช็ดน้าตาบนแก้มเธอเบา ๆ “เอาละ อย่าร้องไห้เลย!”
“พวกเขาไม่ต้องการเธอแล้ว แต่ก็ยังมีฉันอยู่ไม่ใช่เหรอ”
“ฉันเคยบอกเธอตั้งแต่แรกแล้วนี่ ฉันไม่สนว่าเธอจะเป็นคุณหนู
ตระกูลฉู่หรือเปล่า”
เขาจับมือฉู่หร่าน พาเธอไปอยู่หน้าโต๊ะ “นี่เป็นอาหารจาก
ภัตตาคารที่เธอชอบ ฉันตั้งใจไปสั่งเลยนะ”
“พี่ไคจี้ พี่เป็นคนดีจัง”
ฝางไคจี้หัวเราะเบา ๆ นั่งอยู่ตรงข้ามดูฉู่หร่านกินข้าวทีละคำ
รอจนฉู่หร่านกินหมดแล้ว เขาก็ลุกขึ้นเก็บกวาด “หร่านหร่าน
ฉันไตร่ตรองมาแล้ว ตอนนี้เธอคงอยู่ในประเทศต่อไปไม่ได้แล้วละ
พวกเราไปต่างประเทศด้วยกันได้นะ”
“เงินที่ฉันหาได้ในหลายปีที่ผ่านมา ต่อให้ไปต่างประเทศแล้วไม่
ทำงานเราก็ยังอยู่ได้ รอให้กระแสซาลงบ้าง เราจะกลับมาเริ่มต้นใหม่
ที่นี่อีกครั้งก็สามารถทำได้”
“แต่ถ้าเธอไม่เต็มใจ…”
เขาล้างจานพลางจินตนาการถึงอนาคต
“พี่ไคจี้คะ!”
จนกระทั่งเสียงของฉู่หร่านดังโท่ง ๆ มาจากด้านหลังของเขา
เขาถึงหันขวับกลับไป เห็นฉู่หร่านกำลังก้มหน้าหลุบสายตา
“หร่านหร่าน เป็นอะไรไป”
ฉู่หร่านเงยหน้าช้า ๆ คลี่ยิ้มละไม แต่ฝางไคจี้กลับไม่เห็นแววสุข
สันต์จากสายตาเธอสักนิด “หร่านหร่าน?”
“พี่ไคจี้ พี่ชอบฉันใช่ไหมคะ”
ฝางไคจี้หน้าแดง
“ชอบแบบชายหญิง ใช่ไหมคะ”
ฝางไคจี้ “…”
ฉู่หร่านก้าวไปหาหนึ่งก้าว ยกมือกอดเอวฝางไคจี้ อิงแอบแนบ
ชิดเขาอย่างสนิทสนม “พี่ไคจี้ เรามาแต่งงานกันเถอะค่ะ”
ฝางไคจี้ชะงักไปแวบหนึ่ง “หร่านหร่าน เธอรู้ตัวหรือเปล่าว่าพูด
อะไรออกมา”
“อืม ฉันรู้ตัวค่ะ เรามาแต่งงานกันเถอะ แต่ถ้าพี่ไคจี้รังเกียจฉัน…”
“ฉันจะรังเกียจเธอได้ยังไง! ฉันไม่มีทางรังเกียจเธออยู่แล้ว เรามา
แต่งงานกัน แต่งงานเดี๋ยวนี้เลย”
“เปิดตัวอย่างเป็นทางการ!” ฝางไคจี้ดีใจสุด ๆ ไม่ทันสังเกตเลย
ว่าฉู่หร่านในอ้อมกอดของเขานั้นมีสีหน้าเย็นชาจนน่าประหลาดใจ
เพียงใด