เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1265 คนวางแผนการที่คุณเลือก
ขณะที่ฉู่ลั่วกำลังจะเอ่ยปากอยู่นั้น ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมา
จากด้านนอกประตู
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงจับตัวไม่ได้ ไม่ได้ทำตามแผนการของ
ฉันหรือไง?”
น้าเสียงหยาบ ๆ ของผู้ชายแว่วดังเข้ามา
ซู่เซี่ยงหยางลุกขึ้นยืนแล้วบอก “เป็นที่ปรึกษาปี้ครับ”
เขาเอียงหัวเข้าไปบอกกับฉู่ลั่ว “ที่ปรึกษาปี้คือคนวางแผนการที่
คุณเลือก เขาทำการศึกษาวิจัยเรื่องของสำนักเต๋า ปีศาจ และผีมา
มากมายเลยครับ”
“ได้ยินว่าตระกูลของเขาก็เป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองสำนักเซียนครับ
แต่ว่ามันล่มสลายไปนานแล้ว อีกอย่างเขาก็ไม่ได้มีกระดูกรากของ
การบำเพ็ญเพียรด้วย ดังนั้นจึงไม่ใช่ผู้บำเพ็ญ”
เขาเพิ่งจะอธิบายจบไป ก็มีร่างผู้ชายอายุสี่สิบกว่าเดินเข้ามา ผม
ของเขาหยักศกเล็กน้อยและสวมชุดจงซานจวงสีกรมท่า ขณะพูดมือ
เท้าของเขาก็เหมือนจะอยู่ไม่สุขมาก
“ฉู่ลั่ว! ในที่สุดผมก็ได้เจอตัวจริงเสียที” ปี้ฮั่นอินเห็นฉู่ลั่วก็
ตะโกนเรียกทันที จากนั้นพุ่งเข้าไปจับมือเธอไว้ด้วยมือสองข้างของ
เขา พลางเขย่ามืออย่างแรง “สวัสดีครับปรมาจารย์ ผมดูไลฟ์สตรีม
ของคุณอยู่ตลอดเลย ผมเป็นแฟนตัวยงของคุณเลยนะ”
“ผมเคยส่งของขวัญให้คุณด้วย แต่มันไม่เคยได้ขึ้นไปอยู่ในการ
จัดอันดับการให้ของขวัญเลย”
“ผมพยายามแล้วนะ แต่ยังไงเสียการเงินมันก็ไม่เอื้ออำนวยผม
เท่าไหร่”
เขาจับมือฉู่ลั่วไว้ไม่ยอมปล่อย
ฉู่ลั่วก็ปล่อยให้เขาพูดพล่ามไปยกใหญ่ รอจนเขาหยุดลงแล้วจึง
เอ่ยถาม “ที่ปรึกษาปี้คือคนที่สั่งการฉันอยู่ในหูฟังใช่ไหมคะ?”
“เรียกที่ปรึกษาปี้อะไรกันครับ ความสามารถเท่านี้ของผมจะ
คู่ควรให้ปรมาจารย์มาเรียกว่าที่ปรึกษาได้ยังไงกัน?”
ฉู่ลั่วยิ้มแล้วดึงมือของตัวเองออกมา
“แผนการที่คุณวางไว้ดีมากเลยครับ แต่เราดำเนินการไม่ได้ตาม
ขั้นตอนนั้นเอง” ซู่เซี่ยงหยางก้าวมาขวางหน้าปี้ฮั่นอินที่ดูเป็นมิตร
อย่างไว พลางจับมือเขาพร้อมเอ่ยขอโทษซ้า ๆ
เขารีบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง
ปี้ฮั่นอินถอนหายใจแล้วบอก “จู่ ๆ ก็มีคนโผล่เข้ามาอีกหนึ่งคน
มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิด”
พอเขาพูดจบ เขาก็ดันซู่เซี่ยงหยางออกแล้วเข้าไปอยู่ตรงหน้า
ของฉู่ลั่วอีกครั้ง “ปรมาจารย์ฉู่ครับ ผมขอถ่ายรูปกับคุณได้ไหม
ครับ?”
“ผมเป็นแฟนตัวยงของปรมาจารย์ฉู่ ผมศึกษาชีวิตของ
ปรมาจารย์มาเล็กน้อยด้วยนะ”
“ปรมาจารย์ฉู่สุดยอดจริง ๆ!”
เขาหยิบมือถือออกมาพลางพูดไปเรื่อย “ดูเหมือนว่าตั้งแต่
ปรมาจารย์ฉู่กลับจากงานเลี้ยงก็เปลี่ยนไปเลยนะครับ นิสัยก็เปลี่ยน
ด้วย อีกทั้งพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างกะทันหันอีก”
“ปรมาจารย์ฉู่ไปพบจังหวะโอกาสอะไรมาเหรอครับ? หรือว่ามี
ยอดฝีมือมาชี้แนะให้?”
เขากดเปิดกล้องถ่ายรูปเตรียมจะถ่ายรูปกับฉู่ลั่ว
แต่กลับถูกมือข้างหนึ่งยกขึ้นมาบังกล้องไว้
ปี้ฮั่นอิน “…”
ฉู่ลั่วยังคงยิ้มบาง ๆ แล้วบอกเขา “ขอโทษนะคะ แต่คนในสำนัก
เต๋าไม่ชอบถ่ายรูปน่ะค่ะ ให้อภัยฉันด้วยนะคะ”
ปี้ฮั่นอินตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วหัวเราะแห้ง “โธ่! เป็นผมเองที่เจอ
ปรมาจารย์แล้วตื่นเต้นเกินไปจนลืมไปเลยครับ”
เขาเก็บมือถือลง ดวงตาทั้งสองของเขาเอาแต่มองฉู่ลั่วอย่าง
กระตือรือร้น “ปรมาจารย์ คุณไปเจอโอกาสอะไรมาใช่ไหมครับ? ผม
อยากจะเป็นผู้บำเพ็ญคนหนึ่งมาตลอดเลย แต่เพราะกระดูกรากไม่มี
จึงไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ ถ้าปรมาจารย์มีโอกาส…”
“มีค่ะ!”
ฉู่ลั่วพูดตัดบทปี้ฮั่นอินเบา ๆ
แล้วสบสายตาของเขา “แค่ตายคาที่สักครั้ง”
ปี้ฮั่นอิน “…”
“ตัวฉันเอง หลังจากตายไปอีกครั้งก็ได้ในสิ่งเหล่านี้ที่คุณพูดถึง
มาเลย นิสัยก็เปลี่ยนไปเยอะมาก ทั้งยังครอบครองพลังวิญญาณที่
แข็งแกร่งด้วย”
“ฮ่า ๆ ๆ เจ้านิกายพูดล้อเล่นแล้วนะครับเนี่ย” ซู่เซี่ยงหยางดึง
ฉู่ลั่วเอาไว้ แล้วขยับเข้ามาขั้นกลางระหว่างเธอกับปี้ฮั่นอินอีกรอบ “ที่
ปรึกษาปี้อย่าคิดมากเลยนะครับ นิสัยของเจ้านิกายเราออกจะแปลก
ไปสักหน่อยน่ะครับ”
ปี้ฮั่นอินโบกมือ “โธ่เอ๊ย! เธอเป็นปรมาจารย์นะครับ อารมณ์ของ
คนเป็นปรมาจารย์ก็แบบนี้แหละ ผมเข้าใจครับ”
ซู่เซี่ยงหยางพูดอย่างเกรงอกเกรงใจอยู่อีกหลายประโยค แล้วพา
ตัวปี้ฮั่นอินไปยังห้องข้าง ๆ เพื่อคุยกันถึงเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อ
“คุณรู้สึกไหมว่าที่ปรึกษาปี้คนนี้ค่อนข้างมีปัญหา?” ไจ๋โหรวหัน
ไปหาจี้ไจ่ซึ่งอยู่ข้าง ๆ แต่กลับเห็นว่าสายตาของจี้ไจ่จ้องมองฉู่ลั่วอยู่
ตลอด
เขาไม่ได้ตอบคำถามของไจ๋โหรวแต่เดินไปข้าง ๆ ฉู่ลั่วแล้วมอง
ไปยังห้องเล็กตรงนั้น พลางเอ่ยออกมา “คุณรู้สึกว่าที่ปรึกษาปี้มี
ปัญหาอะไรเหรอครับ?”