เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1290 ฉู่หร่านตายแล้ว
ในคืนนั้น
ท้องฟ้ามืดมิด
ดวงตาของฉู่หร่านจ้องเขม็งไปที่ประตูโครงการ
มือข้างหนึ่งของเธอมีขนมปัง เธอกินไปหลายคำ ก่อนจะหยิบ
ขวดน้าเปล่าขึ้นมากระดกอีกหลายอึก แล้วเช็ดหยดน้าตรงมุมปาก
โดยไม่คิดจะรักษาภาพพจน์เลยสักนิด
“จิ่งอันฉิง แน่จริงเธอก็หนีฉันให้ได้ไปตลอดชาติแล้วกัน”
“เธอบังอาจหลอกฉัน!”
เวลานั้นเอง รถเก๋งคันหรูอันคุ้นตาคันหนึ่งก็แล่นออกจาก
โครงการ
ฉู่หร่านเพ่งมอง ก่อนแววตาจะพลันลุกวาว แล้วสตาร์ตรถขับ
ตามเข้าไป
“ข้างหลังเหมือนจะเป็นฉู่หร่าน” จิ่งอันฉิงมองผ่านกระจกมอง
หลัง
บนรถไม่มีใครอยู่
แต่เสียงหนึ่งดังออกมา
[ปล่อยให้เธอตามมา]
จิ่งอันฉิงแค่นหัวเราะ “ตระกูลฉู่นี่ก็ไร้น้ายาจริง ๆ ฉันละกลัว
เหลือเกินว่าฉู่หร่านจะชิงดวงชะตาคนรอบตัวไปหมดขนาดนี้แล้ว
พวกเขาก็ยังไม่สามารถส่งฉู่หร่านเข้าคุกได้สักที”
เธอไม่สนฉู่หร่านที่ขับรถตามมาด้านหลัง อีกทั้งน้าเสียงยัง
ตื่นเต้นสุด ๆ “คุณจะพาฉันไปเจอปรมาจารย์จริงเหรอ ปรมาจารย์คน
นั้นเก่งกาจมากเลยหรือไง”
เสียงนั้นกล่าวอย่างไร้อารมณ์ [คุณไปถึงก็จะรู้เอง]
จิ่งอันฉิงไม่ได้รับรู้ถึงความเยียบเย็นในน้าเสียงนั้น เธอยังคงดีใจ
จนพูดไม่ออก “ระบบอย่างคุณ ในที่สุดก็มีประโยชน์ขึ้นมาบ้างแล้ว”
รถคันนั้นแล่นต่อไปอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งมาถึงตีนเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งรถไม่สามารถขับเข้าไปได้
จิ่งอันฉิงก้าวลงจากรถ แล้วเดินเท้าขึ้นภูเขา
ฉู่หร่านตามหลังเธอมา ดวงตาสองข้างที่มีเส้นเลือดขึ้นชัด
มองถลึงอย่างเคียดแค้น
จนกระทั่งเห็นจิ่งอันฉิงเข้าไปในอาศรมเต๋าอันทรุดโทรมผุพัง
ป้ายอาศรมกระท่อนกระแท่นจะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่ บนป้ายเขียนไว้
อย่างชัดเจนว่า ‘อาศรมติ้งเทียน’
ฉู่หร่านเงยหน้ามองป้ายนั้น รู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่เสียดแทง
และความหวาดหวั่นอันมหาศาลกำลังคืบคลานขึ้นจากสันหลัง
เธอกัดฟัน ก้าวเท้าตามเข้าไป
เธออยากเห็นเหลือเกินว่าผู้หญิงชั่วช้าอย่างจิ่งอันฉิงกำลังซุ่มทำ
อะไรอยู่
ด้านคฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามองตะวัน
ฉู่ลั่วซึ่งกำลังนอนหลับสนิทพลันเบิกตาขึ้น หันขวับไปมองด้าน
นอก
เธอเลิกผ้าห่มลุกขึ้น จากนั้นคนทั้งคนก็หายไปจากห้องประหนึ่ง
กระบี่เล่มคม
ไม่นานนัก ร่างของเธอก็มาปรากฏที่อาศรมติ้งเทียน
ฉู่ลั่วยืนอยู่นอกอาศรมติ้งเทียน
สิ่งที่อยู่ในทัศนวิสัยมีแต่เหล่าวิญญาณที่ล่องลอยไม่ได้สติ คอย
วนเวียนอยู่รอบ ๆ อาศรม
ส่วนท้องฟ้าเหนืออาศรมนั้น มีพลังหยินหนาแน่นจนแทบ
กลายเป็นวังวนขนาดกำลังพอดี
เธอขยับมือ ดาบชิงเจวี๋ยพลันปรากฏขึ้นในมือ
เมื่อดาบชิงเจวี๋ยออกโรงแล้ว สัมภเวสีที่เวียนวนอยู่รอบด้านต่าง
ถอยห่างออกไปด้วยความหวาดกลัว
เธอจึงเดินเข้าไปในอาศรมติ้งเทียน
อาศรมแห่งนี้ถูกปล่อยให้รกร้างมานาน ตัวกำแพงพังครืนลงมา
ทั้งหมด วัชพืชต่างขึ้นปกคลุมอยู่ถ้วนทั่ว
มีเพียงรูปปั้นดินของสามมหาเทพซานชิงตรงโถงหลักที่ยังตั้ง
ตระหง่านในสภาพสมบูรณ์
ฉู่ลั่วขมวดคิ้วมองไปรอบ ๆ ก่อนจะหมุนตัวไปยังโถงปีก
พลังหยินในโถงปีกมีความเข้มข้นมากที่สุด
เธอเดินไปที่นั่นก่อนจะยื่นมือหนึ่งผลักประตูเข้าไป กลิ่นคาวคลุ้ง
ของเลือดพลันโชยออกมา รุนแรงเข้มข้นจนชวนให้รู้สึกปวดหัว
พลังหยินบีบคั้น
แรงพยาบาทพุ่งพล่าน
ฉู่ลั่วมองเข้าไปเพียงแวบเดียวก็ปิดประตูดังปัง
ท่ามกลางแสงจันทร์ขมุกขมัวในขุนเขาที่ทาบทับลงมายังอาศรม
ติ้งเทียนอันทรุดโทรมแห่งนี้ ให้ความรู้สึกขวัญผวาอย่างบอกไม่ถูก
ภายในประตูที่ปิดสนิทอยู่ด้านหลัง มีเสียงโหยหวนดังออกมา
เสียงแล้วเสียงเล่า และเสียงกระแทกประตูปึงปังไม่หยุด
ฉู่ลั่วเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เพ่งมองดวงจันทร์กลมกลึงบนท้องฟ้า
จู่ ๆ ระบบในจิตธรรมญาณก็โผล่ออกมา [โฮสต์ ในที่สุดฉู่หร่าน
ก็ตายแล้ว แต่ดูเหมือนคุณไม่ดีใจเลยนะ]
ฉู่ลั่ว “…”
ระบบส่งเสียง [เธอทำร้ายคุณ ทำร้ายคนตระกูลฉู่ การที่เธอตาย
ไปก็นับเป็นเรื่องดีแล้วไม่ใช่เหรอ]
ฉู่ลั่ว “…”
ระบบยังกล่าวต่อ [ตอนนี้เธอกลายเป็นผีร้ายก็ดีเลย คุณจะได้
สังหารเธอซะ ทำให้วิญญาณเธอแหลกสลายกลายเป็นจุณ หรือจะส่ง
เธอไปปรโลก ถูกปรโลกลงโทษต่อไปสักพันปีหมื่นปีก็ได้]
ระบบยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น ยิ่งพูดก็ยิ่งมีความสุข