เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1292 ในที่สุดฉันก็ได้เจอคุณแล้ว
ฉู่หร่านตามจิ่งอันฉิงเข้ามาในอาศรมติ้งเทียน
เธอรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งตัว อากาศที่นี่หนาวเกินจะทนไหว แต่ขา
ของเธอยังก้าวเดินต่อไปไม่หยุดจนกระทั่งมาถึงตรงโถงปีก เธอเพียง
ย่องเข้าไปใกล้ ๆ และหมอบอยู่ข้างหน้าต่างเพื่อแอบดูเหตุการณ์ด้าน
ใน
จิ่งอันฉิงตัวแข็งทื่อ แววตาล่องลอย แต่ริมฝีปากกลับขยับไม่หยุด
“คุณยังมีหน้าเรียกฉันมาที่นี่อีกเหรอ คราวก่อนถ้าไม่ใช่เพราะฉันรีบ
เผ่นไปเร็ว ป่านนี้คงถูกฉู่ลั่วจับได้แล้ว”
ผู้ชายที่หันหน้าเข้าหาจิ่งอันฉิงกำลังหันหลังให้ฉู่หร่านอยู่ เขา
ตอบด้วยน้าเสียงทุ้มต่าว่า “แต่คุณก็หนีมาได้ไม่ใช่เหรอ”
จิ่งอันฉิง “คุณเกือบจะทำให้ฉันเสียภาชนะที่หามาอย่าง
ยากลำบาก”
ผู้ชายคนนั้นพินิจมองจิ่งอันฉิงขึ้นลง “ภาชนะธรรมดาแบบนี้ มี
ค่าให้คุณทุ่มเทแรงใจให้ด้วยเหรอ”
จิ่งอันฉิง “เหอะ ของที่คุณหามาได้ช่างไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
กลายเป็นว่าพวกเราต้องคอยตามเช็ดตามล้างให้คุณอีก”
ประโยคนี้สะเทือนใจผู้ชายคนนั้น จนเขาเงียบเสียงไปทันใด
ฉู่หร่านที่หมอบอยู่ข้างหน้าต่างเหมือนจะสัมผัสถึงบางอย่างจาก
ความเงียบงันนี้
เธอคิดอยากหันหลังหนีไปตามสัญชาตญาณ แต่เธอเพียงขยับ
เท้า
มือข้างหนึ่งกลับกดลงบนไหล่ของเธอ “มาแอบฟังอย่างนี้ไม่ใช่
นิสัยที่ดีเลยนะว่าไหม”
ฉู่หร่านหันกลับไปช้า ๆ เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ชายคนที่อยู่ด้านหลังก็
เบิกตาโพลง “ปรมาจารย์ เป็นคุณเองเหรอคะ! ในที่สุดฉันก็ได้เจอ
คุณแล้ว!”
ฉู่ลั่วยืนอยู่ด้านหนึ่ง มองเข้ามาในภาพอันเลือนรางเหล่านั้น
ผู้ชายคนนั้นคือ…
ปี้ฮั่นอิน!
พลังวิญญาณที่ฉู่ลั่วถ่ายทอดเข้าไปในเนตรค่ายกลยิ่งทวีความ
ทรงพลัง เธอเม้มริมฝีปากแน่น สายตาไม่บ่ายเบี่ยงไปเลยสักนิด
สุ้มเสียงของระบบในจิตธรรมญาณยิ่งฟังดูร้อนใจ
แต่ไม่ว่าระบบจะรบเร้าฉู่ลั่วยังไง เธอก็ยังนิ่งเงียบไม่ไหวติง
“ปรมาจารย์ ฉันตามหาคุณมาตั้งนาน!” ฉู่หร่านมองปี้ฮั่นอินด้วย
สายตาคาดหวัง “คุณไม่รู้หรอกว่าด้ายแดงพวกนั้นมันขาดไปแล้ว
พื้นดวงก็ถูกทำลายแล้ว…ไม่เหลืออะไรอีกแล้วค่ะ”
ปี้ฮั่นอินยิ้มบาง ๆ ด้วยสีหน้าเปี่ยมความเมตตา
ฉู่หร่านยังไม่รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล ยังคงพร่าบ่นอิดออด
ต่อไป “ปรมาจารย์ คุณต้องช่วยฉันนะคะ! ตอนนี้ฉันไม่เหลืออะไร
แล้ว…”
จิ่งอันฉิงเดินมาที่หน้าประตูด้วยสายตาดูแคลน “ดูคนที่คุณเลือก
สิ โง่เง่าถึงขีดสุดขนาดนี้เลย!”
ปี้ฮั่นอินเอ่ย “เธอโง่ไปหน่อยก็จริง แต่ดีที่มีประโยชน์มาก”
เสียงโอดครวญของฉู่หร่านพลันหยุดชะงัก สายตาเธอมองสลับ
ไปมาระหว่างปี้ฮั่นอินและจิ่งอันฉิง หัวใจเริ่มหวาดหวั่นเหลือแสน
“ปรมาจารย์คะ นี่คุณ…”
“ไม่เป็นไรหรอก เธอไม่ต้องกลัวนะ!” ปี้ฮั่นอินปลอบเสียง
อ่อนโยน “นี่จะเป็นประโยชน์ครั้งสุดท้ายของเธอแล้วล่ะ”
เขากระชากคอเสื้อฉู่หร่านอย่างแรง กระทั่งเผยให้เห็นอักขระ
ด้านหลังกระดูกสะบักของเธอ
อักขระนั้นมีพลังวิญญาณแผ่ซ่านอยู่จาง ๆ
สายตาจิ่งอันฉิงไหวระริก “เธอถูกทำสัญลักษณ์ไว้! ต้องเป็นฝีมือ
ฉู่ลั่วแน่!”
“พวกเราต้องออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้”
เมื่อเห็นจิ่งอันฉิงมีท่าทางลนลานขึ้นมา ปี้ฮั่นอินก็หัวเราะเบา ๆ
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของฉู่หร่าน เขาดึงกระชากผมของเธอและ
ลากเข้าไปในห้อง
“กรี้ด ๆ ๆ ! คุณจะทำอะไรน่ะ…” ฉู่หร่านดิ้นรนกระเสือกกระสน
หมายจะแกะมือของปี้ฮั่นอินออก แต่เธอกลับทำอะไรเขาไม่ได้เลย
แม้แต่น้อย
จิ่งอันฉิงเดินเข้ามา “คุณคิดจะทำอะไร ตอนนี้อักขระถูกกระตุ้น
ให้ทำงานแล้ว อีกไม่นานฉู่ลั่วก็จะมาที่นี่”
“ดวงฉู่ลั่วผงาดขึ้นมาแล้ว การจะชิงดวงชะตาของเธอต้องใช้
แรงกายแรงใจมากเกินไป” ปี้ฮั่นอินโยนฉู่หร่านไปอีกด้าน เท้าข้าง
หนึ่งเหยียบบนหลังของเธอ แล้วเรียกท่อนไม้ปลายแหลมออกมาหนึ่ง
อัน
ก่อนจะแทงตรงเข้าไปที่หลังของฉู่หร่าน ตรึงร่างทั้งร่างของเธอ
กับพื้น
บนท่อนไม้เต็มไปด้วยอักขระ หยาดเลือดสด ๆ ไหลนองไปทั่ว
อักขระเหล่านั้น
ฉู่หร่านเจ็บจนหวีดร้องเสียงแหลม
“ชู่ว” ปี้ฮั่นอินย่อตัวลงไปบีบคางของฉู่หร่าน สายตาเขายังคง
อ่อนโยนนุ่มนวล “อย่าโวยวายสิ”
ฉู่หร่านทั้งเจ็บทั้งหวาดกลัว แต่กลับไม่กล้าส่งเสียงดังเลยสักนิด
เธอเอาแต่กัดปากตัวเองแน่น
ดวงตาทั้งสองรื้นไปด้วยน้าตา จ้องมองปี้ฮั่นอินอย่างหวาดผวา